แสงธรรมนำใจ > จิตวิวัฒน์ กระบวนการนิวเอจ นิเวศแนวลึก
นักรบแห่งแสงสว่าง : การรู้เแจ้งในยุคพลังงานใหม่
มดเอ๊กซ:
3.5 ข้อเท็จจริง ( FACK ) หรือเรื่องแต่ง ( FICTION ) ?
นี่คือคำถามแรกที่ข้อมูลเกี่ยวกับ จิตจักรวาลจะต้องเจอ คือ อาจมีคนช่างสงสัยถามว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลทั้งหมดนี้มาจาก การสื่อสัญญาณจริง ๆ เพราะลำพังนักแต่งนิยายวิทยาศาสตร์เก่ง ๆ ก็ย่อมสามารถที่จะแต่งหรือสานต่อข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมาอย่างน่าเชื่อถือ ได้เช่นกัน ? ประเด็นของคำถามนี้ก็คือ เหตุการณ์สื่อสัญญาณเกิดขึ้นจริง ๆ หรือไม่นั่นเอง
ที่ต้องเข้าใจคือ สมมติว่าเหตุการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นจริงก็ไม่ใช่มันจะไม่มีความหมาย เพราะหลายต่อหลายครั้งที่เราต้องยอมรับว่า บางสิ่งมีความ หมายกับชีวิตเราโดยที่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ๆ เช่น นิยายเรื่องคู่กรรม ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ๆ ตัวละครไม่มีอยู่จริง แต่ก็มีความหมายกับคนอ่าน หรือชาวไทย หรือจอมยุทธ์อย่าง ลี้คิมฮวง ซึ่งเป็นแค่จินตนาการของโกวเล้งในนิยายของเขาเรื่อง " ฤทธิ์มีดสั้น " แต่ก็มีความหมายให้แง่คิด ในการดำเนินชีวิตกับคอนิยายกำลังภายในจำนวนไม่น้อย แม้แต่ในแวดวงนิวเอจเองก็มีการนำเสนอสาระบางอย่างในรูปแบบของเรื่องแต่ง เช่น James Redfield ผู้แต่ง The Celestine Prophecy และ The Tenth Insight อันโด่งดัง เขาก็เขียนออกมาเป็นเรื่องแต่งหรือนิยาย ดังนั้น จึงอย่าคิดว่า ถ้ามันไม่จริงแล้วมันจะไม่มีความหมายไปด้วย
เมื่อแรกที่อ่าน " KRYON " ผมก็คือว่านี่เป็นเรื่องแต่งหรือเป็นวิธีการนำเสนอของ ลี คาร์รอล แต่ครั้นเมื่อได้อ่านข้อมูลเหล่านี้ ความเป็นไปได้อย่างแรก คือ ข้อมูลของ จิตจักรวาล ไปลอกมาจากหนังสือ " KRYON " ซึ่งในกรณีนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเรามีข้อมูล แวดล้อมมาก่อนแล้วว่า อาจารย์ปริญญาเองไม่ได้สนใจเรื่องทำนองนี้มาก่อน และโดยทางจิตวิทยาการลอกนั้นต้องทำให้ผู้อ่านไม่รู้ หรือจับไม่ได้ว่ามีที่มาจากที่ไหน ไม่ใช่อ่านแล้วรู้เลยว่าลอกเขามา ผมจึงมองไม่ออกว่าอาจารย์ปริญญาจะมีแรงจูงใจทำเช่นนั้นทำไม เพราะตัวอาจารย์เองก็มีธุรกิจมีชื่อเสียงอยู่พอสมควรแล้ว แถมข้อมูลนิวเอจผมไม่แน่ใจว่าเป็นข้อมูลที่ ขายได้ ในบ้านเรา แถมยังเสี่ยง กับการถูกหาว่าเพี้ยนหรือเหลงไหลด้วย
ความเป็นไปได้อย่างที่สอง ของที่มาของข้อมูล คืออาจารย์ปริญญาคิดขึ้นมาเอง อันนี้ยิ่งประหลาดใหญ่ เพราะหากข้อมูลนี้คิดขึ้นมาเอง แล้วมีความสอดคล้องกับข้อมูลอีกแหล่งหนึ่งถึง 95 % นั่นคงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยง่าย อีกทั้งในหนังสือที่อาจารย์ปริญญาเขียน ส่วนที่ เป็นความรู้เดิมของอาจารย์ปริญญา กับส่วนที่เป็นความรู้ใหม่ ของเขาสามารถแยกอกได้อย่างชัดเจน นั่นแสดงถึงความตรงไปตรงมาในการ นำเสนอข้อมูลความรู้ใหม่ของอาจารย์ปริญญาเอง และจากการตอบ - ถาม โดยกรสื่อสัญญาณสดที่ ครูสุวินัยกับผมร่วมกันถามโดยผ่าน อาจารย์ปริญญา เราก็พบว่าอาจารย์ปริญญาสามารถตอบหรือให้ข้อมูลโดยไม่ต้องหยุดคิดหรือไม่ติดขัดแต่ประการใด นั่นพอที่จะทำให้เรา เชื่อได้ว่า ที่มาของข้อมูลน่าจะไม่ได้มาจากความคิดของอาจารย์ปริญญาเอง แต่น่าจะมาจากแหล่งอื่นซึ่งคนอยู่ในแวดวงนี้เขาไม่ถือว่าเป็น เรื่องแปลกแต่ประการใด
ช่วง 1 - 2 ปีให้หลังนี้ มังกรจักรวาล ได้พบกับคนหลายคนที่มีปรากฏการณ์คล้ายเป็นร่างทรงหรือเป็นผู้สื่อสัญญาณ โดยที่เขาหรือเธอ เหล่านั้นไม่มีความเชื่อเรื่องพวกนี้มาก่อนเลย และเราก็ยืนยันได้ว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ได้เพี้ยน เสียสติ หรือ จิตหลอนแต่ประการใด ผมจึงยอมรับได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่ข้อมูลที่อาจารย์ปริญญาได้มานั้น คงมาจากการสื่อสัญญาณ ไม่ใช่ลอกมาหรือคิดขึ้นมาเอง
ที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนก็คือ คนที่ไม่เชื่อสามารถหาข้อโต้แย้งมาหักล้างได้เสมอ แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการสื่อสัญญาณ ไม่มีอยู่จริงได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นคงไม่มีใครยืนยันการมีอยู่จริงของการสื่อสัญญาณได้ดีไปกว่าอาจารย์ปริญญาเอง แต่ประสบการณ์นี้ เป็นประสบการณ์ภายในที่แสดงให้ผู้อื่นเห็นหรือประจักษ์อย่างที่ตัวเองมีไม่ได้ สำหรับบุคคลที่สามที่ได้รับข้อมูลการสื่อสารนี้ การเปิดใจ กว้างเพื่อยอมรับฟังน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าจะรียเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ถ้าเรายอมรับว่า การสื่อสัญญาณมีจริง ใคร ? หรืออะไร ? ล่ะที่สื่อลงมา ในเรื่องนี้มีการศึกษากันอยู่พอสมควรซึ่งเราจะได้ไปดูกัน รวมถึงการย้อนกลับไปสืบค้นประวัติของการสื่อสัญญาณด้วย
มดเอ๊กซ:
3.6 การสื่อสัญญาณ
ในการศึกษาเรื่อง การสื่อสัญญาณ ( Channeling ) เราสามารถแยกรูปแบบของการสื่อสัญญาณได้หลายแบบ เช่น ร่างทรง ( Mediums ) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบุคลิคภาพของผู้ที่เป็นสื่อกลาง เช่น มีอาการหรือกิริยาแปลก ๆ หรือมีเสียงเปลี่ยนไปบางครั้ง การสื่อสัญญาณอาจ เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เช่น ผีเข้าหรือผีสิง หรืออยู่ในภาวะถูกสะกดจิตย้อนหลัง หรือมีประสบการณ์ภาวะไกล้ตาย แต่บางครั้งก็เป็นไป โดยตั้งใจ เช่น การทำตัวให้อยู่ในภาวะเข้าภวังค์ ( Trance ) หรือการนิ่งลึกอยู่ในสมาธิระดับใดระดับหนึ่ง
ปัญหาใหญ่ในเรื่องนี้คือ ผู้ที่เป็นร่างทรงส่วนมากมักเป็นของเก๊ หรือแกล้งแสดง หรือไม่ก็เป็นเพียงจิตใต้สำนึกของตนที่เก็บกดอยู่แล้ว แสดงตัวออกมาขณะที่คนที่ได้รับสื่อสัญญาณจริง ๆ ก็มี ซึ่งเมื่อดูภายนอกแล้วในบางกรณีแทบจะแยกกันไม่ออก วิธีที่จะแยกหรือดูว่า อันไหนเป็นของจริงก็พอมี เช่น ดูภูมิหลังของผู้สื่อทั่งในแง่กายภาพและจิตใจ ความเชื่อ ฯลฯ หรือดูแรงจูงใจของการสื่อหรือทรงว่า เป็นไปเพื่ออะไร โดยดูจากผลประโยชน์ที่ตามมาจากการสื่อหรือทรงนั้น
ขณะที่ในการศึกษาหลายครั้ง เราจะพบว่า การสื่อที่เป็นของจริงจะปรากฏข้อมูล หรือความรู้ความสามารถบางอย่างที่ผู้สื่อเองไม่เคยมี ความรู้หรือความสามารถชนิดนั้นมาก่อน และความรู้ในบางเรื่องจะลึกซึ้งเป็นระบบระเบียบ ไม่ใช่พูดตีคลุมกว้าง ๆ หรือทำแค่โปรยยาหอม หรือชักแม่น้ำทั้งห้าไปเรื่อย ๆ แต่ประเด็นที่เราพูดในที่นี้ไม่ใช่เรื่องชัวส์ หรือ มั่วนิ่ม แต่ประเด็นที่ว่า หากมี 95 % ที่มั่วนิ่ม และ 5 % ที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราจะพูดหรืออธิบาย 5 % ที่เหลือนั้นว่าอย่างไร
การสื่อสัญญาณที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางบุคลิคภาพของผู้สื่อ เช่น กรณีของอาจารย์ปริญญา กับ จิตจักรวาล มักจะได้รับการมองในเชิง บวกมากกว่าการเป็นร่างทรงต่าง ๆ เพราะผู้สื่อมีสติสัมปชัญญะในระดับหนึ่งที่ยังรับรู้ความมีตัวตนอยู่ และการสื่อที่ดีจะทำได้เมื่อผู้สื่ออยู่ ในภาวะที่ปลอดโปร่งไม่มีความกังวลใดใจ ๆ แต่ สิ่ง หรือ ผู้ ที่สื่อลงมานั้น เป็นสิ่งหรือเป็นใคร ? มีผู้ศึกษาเรื่องนี้ ( Mark B . Woodhouse ) ได้กล่าวไว้ว่า
มีความเป็นไปได้ 2 ทางระหว่าง สิ่งนั้น หรือ ผู้นั้น จะเป็น รูปธรรม หรือ อรูปธรรม ชั้นสูงที่อยู่ในมิติที่ละเอียดกว่าหรืออยู่ในอีก คลื่นความถี่หนึ่ง หรือไม่ก็เป็น จิตไร้สำนึกรวมหมู่ หรือ จิตจักรวาล ที่อยู่ในจิตผู้นั้นเอง ระหว่างอย่างแรกกับอย่างหลังอาจจะมีความต่าง กันที่อย่างแรกดูเหมือนเป็นอีกสิ่งหนึ่งหรืออีกผู้หนึ่งที่มิใช่ตัวเรา ขณะที่อย่างหลังอยู่ภายในจิตใจของเราเองแต่อยู่ในระดับลึก ทีนี้ระดับ เบื้องต้นมันก็เป็นไปได้ที่เราอาจจะทำสมาธิให้จิตของเราละเอียดจนคลื่นความถี่ไปจูนหรือตรงกับคลื่นความถี่ของสิ่งนั้นได้อย่างที่ปรากฏ ในการทำสมาธิกับท่านอาจารย์แอ๊ด หรือสิ่งนั้นหรือผู้นั้นปรับคลื่นความถี่หรือปรับสนามแม่เหล็กใหม่ให้ผู้สื่อติดต่อหรือสัมผัสกับสิ่งนั้น ง่ายขึ้นสะดวกขึ้น ซึ่งในระดับนี้มันง่ายกว่าที่จะมองหรือเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
แต่ในวิธีคิดแบบ วิทยาศาสตร์ใหม่ ที่กล่าวว่าในท้ายที่สุดแล้ว ในระดับที่ละเอียดที่สุดของจักรวาลจะโยงใยเป็นหน่วยรวมที่แยกกันไม่ออก หรือในความคิดแบบฮินดูโบราณที่กล่าวถึง อาตมันวึ่งดำรงอยู่ในทุกสรรพสิ่ง เราอาจจะพบว่า เมื่อความเป็น เรา-เขา หมดไป เราอาจจะแยก ไม่ออกระหว่างความเป็น อรูปธรรมชั้นสูง กับ จิตไร้สำนึกรวมหมู่ ณ จุดนี้ จีงไม่มีประโยชน์ที่จะหาคำตอบว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพราะเรา ที่แท้จริงกับสิ่งนั้นก็คือ แก่นแท้อันเดียวกันที่ต่างคุณสมบัติกันเท่านั้น
การที่จิตจักรวาลพูดถึงความี 2 ภาค ( Duality ) พูดถึงการค้นหาพระเจ้าในตนเองให้พบ โดยตัวมันเองก็ยืนยันเรื่องนี้ เพียงแต่หากเราไม่ พัฒนาจิตของเราไปจนถึงที่สุด เราจะพบว่า สิ่งนั้นยังคงเป็น อีกสิ่งหนึ่ง ที่ไม่ใช่ตัวเราอยู่นั่นเอง สำหรับตัวผมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ก็ตองยอมรับว่า ในขณะนี้ฐานะของจิตจักรวาลสูงกว่าเรา แต่หากพิจารณาในฐานะที่เราก็เป็นหนึ่งใน พระจิต ที่แบ่งภาคลงมาตามคำอธิบาย ของจิตจักรวาล ฐานะของเราไม่ได้ต่างกัน สิ่งที่น่าระวังและน่ากลัวคือความเป็นมนุษย์ที่ยึดติดอยู่กับกรรมวิธีคิดแบบมนุษย์ซึ่งจะทำให้ไป ยกย่องเชิดชูบูชาให้ จิตจักรวาล กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จนลืมความเป็นพระจิตของตน ลืมพันธสัญญาของตนไป และสูญเสียชื่อ หรือแก่นแท้ของตนเองไปตลอดกาล หากเราเชื่อในข้อมูลของจิตจักรวาลว่าเป็นจริง เราต้องระวังและไม่ลืมข้อนี้
มดเอ๊กซ:
3.7 ประวัติการสื่อสัญญาณโดยสังเขป
ถ้าถามผมว่า การสื่อสัญญาณ น่าสนใจศึกษาในประเด็นไหน ? ผมคงตอบได้ว่า การศึกษาการสื่อสัญญาณ ( 5 % เป็นของแท้ ) คือการสืบค้นร่องรอยของความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่าง มนุษย์ กับ จิตวิญญาณชั้นสูง ทำไมผมถึงเชื่อว่านี่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ? นั่นก็เพราะ เราได้ค้นพบร่องรอยนี้มาตั้งแต่สมัยเริ่มอารยธรรมของมนุษย์เลยทีเดียว
คัมภีร์พระเวทที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีความเก่าแก่ที่สุด คือ ถ้อยคำที่ฤาษีหรือนักบวชสมัยนั้นได้ยินมาจากพระผู้เป็นเจ้า จึงได้นำมาบอก กล่าวหรือบันทึกกันต่อ ๆ มา หากเรามองว่า ฤาษีคือผู้ที่ฝึกตนเองจนมีความสามารถที่จะเชื่อมการรับรู้ทางจิตเข้ากับอีกคลื่นความถี่ได้ และพระผู้เป็นเจ้าคือ รูปธรรม หรือ อรูปธรรมที่อยู่สูงกว่า เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า Sruti ( ศรุติ ) หรือสิ่งที่ได้ยินก็ไม่เห็นจะต่างกับการ สื่อสัญญาณตรงไหนในทางหลักการ แถมเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ก็คือ การแสดงความสัมพันธ์ในรูปแบบใดแบบหนึ่งกับเทพเจ้าหรือ จิตวิญญาณชั้นสูงซึ่งถูกนักวิชาการ สมองซ้าย ทางศาสนามาตีความภายหลังว่าเป็นความกลัวต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทั้ง ๆ ที่มีนักวิชาการน้อยคนมากที่เข้าใจและเข้าถึงพระเวทจริง ๆ
ความสัมพันธ์ในเชิงจิตวิญญาณในระบบความเชื่อของผู้คนในยุคพระเวทจึงถูกอธิบายให้เป็นแค่อวิชชา หรือความไม่เข้าใจในธรรมชาติ ซึ่งมีความสอดคล้องกับอิทธิพลของยักษ์ใหญ่อย่างวิทยาศาสตร์ที่อยู่ร่วมสมัยกับนักวิชาการเหล่านั้นมากกว่า มิติทางจิตวิญญาณจึงถูก มองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย พระเวทเป็นความกลัวที่เกิดขึ้นต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติจริงหรือไม่ หากท่านลองพิจารณาบทที่ยกมานี้ อย่างตั้งใจ ท่านคงเห็นหรือเข้าใจได้ด้วยตนเอง
บทเพลงแห่งการสร้าง ( Rig-Veda X , CXXX )
( 1 ) ในครั้งกระนั้น ไม่มีทั้งความไม่เป็น ไม่อยู่และความเป็นอยู่ ไม่มีอาณาจักรแห่งอากาศ ไม่มีท้องฟ้า ถัดออกไปไกลโพ้น - อะไรแผ่คลุมเข้ามา ? และ ณ ที่ใด ? อะไรที่ให้ที่พำนักพักพิง ? ที่นั่นมีน้ำหรือน้ำที่ลึกสุดจะหยั่งได้ ?
( 2 ) ไม่มีมฤตยูในครั้งกระนั้น อีกทั้งไม่มีอะไรเป็นอมตะ ไม่มีเครื่องหมายอันแบ่งแยกเวลาออกเป็นทิวาและราตรี - สิ่งเดียวที่มีอยู่นั้น ไมีมีการหายใจ แต่ก็สามารถสูดอากาศได้ด้วยธรรมชาติของมันเอง นอกนั้นไม่มีสิ่งใดเลย
( 3 ) ความมืดนั้นมี ทั้งหลายทั้งแหล่เหล่านี้ คือความสับสนอลหม่านที่ยังมิได้มีการแบ่งแยก และยังปิดบังอยู่ในความมืดก่อน - ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่และเป็นอยู่ในครั้งกระนั้นว่างเปล่า ไม่มีรูป - ไม่มีร่าง แต่หน่วยนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจความยิ่งใหญ่ของความอบอุ่น
( 4 ) ต่อจากนั้น ได้มีตัณหาเกิดขึ้นเป็นอาทิ ตัณหาคือความอยากอันเป็นปฐมพืชและตัวกำเนิดของจิตใจ - ปราชญ์ผู้ค้นหาด้วยความคิดแห่ง ห้วงหัวใจของเขาได้พบว่า ความเป็นอยู่ นั้น มีความสัมพันธ์กับความไม่เป็นอยู่
( 5 ) เส้นแบ่งภาวะทั้งสองนี้ยาวยืดทแยงออกไป อะไรเล่าอยู่เบื้องบนเส้นนี้ ? และอะไรเล่าอยู่เบื้องล่าง มีผู้ให้กำเนิด มีพลังอย่างมหาศาล มีการกระทำอย่างเสรี ณ ที่นี่ และ มีพลัง ณ ที่โน้น
( 6 ) ใครทราบอย่างแท้จริง และใครสามารถประกาศ ณ ที่นี้ได้บ้างว่าสิ่งนั้นเกิดมาจากที่ไหน ? และการสร้างสรรค์นี้มีต้นเค้ามาจากที่ใด ? เพทเจ้าต่าง ๆ อุบัติขึ้นภายหลังจากการสร้างโลกนี้ ถ้าเช่นนั้น ใครบ้างเล่าที่ทราบว่าโลกเริ่มแรกเกิดขึ้นจากที่ใด ?
( 7 ) เขา ผู้เป็นต้นกำเนิดของการสร้างสรรค์ได้สร้างสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด หรืออาจจะไม่ได้สร้างก็ตาม เขาผู้ซึ่งมีนัยน์ตาดูแลควบคุม โลกนี้อยู่ ณ สวรรค์ชั้นฟ้าอันสูงสุดนั่นแหละเป็นผู้ทราบเรื่องนี้อย่างแท้จริง หรือบางทีเขาอาจจะไม่ทราบก็เป็นได้ ( สำนวนการแปล กรุณา กุศลาศัย )
นี่คือบทหนึ่งในพระเวทที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแม่บทของปรัชญาอินเดีย หรือจะพูดให้กว้างกว่าได้ว่าเป็น ต้นเค้าแห่งบูรพาวิถี ที่อาจจะแสดงหรือสะท้อนได้ว่า ผู้คนที่ ได้ยิน สวด หรือบันทึก สิ่งนี้ไม่น่าจะเป็นคนป่า คนดง ที่กลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างที่ อธิบายหรือพยายามที่ให้เชื่อกันต่อ ๆ มา
จากการค้นคว้าของนักคิด และนักค้นคว้าหลายคน ( Ken Wiibur , Julian Jaynes , Colin Wilson ) ด้วยวิธีการที่หลากหลายกันไปตั้งแต่ จิตวิทยา การศึกษา ตำนานต่าง ๆ จนไปถึงจักรวาลโบราณคดี ได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับคนในยุคก่อนอารยธรรมว่า หนึ่ง คนส่วนใหญ่ในยุคนั้นมีความสามารถในการใช้สมองซีกขวามากกว่าคนในปัจจุบัน ความสามารถนี้เป็นความสามารถที่มากไปกว่า จินตนาการทางศิลปะดนตรี ฯลฯ คือเป็นความสามารถของการหยั่งลงสู่สมาธิแล้วสามารถนำเอาอำนาจจิต หรือพลังจิตมาใช้ประโยชน์ ในเรื่องต่าง ๆ ได้ เช่น การใช้เวทมนต์ที่มีปรากฏอยู่ในยุคโบราณแบบทุกอารยธรรม หรือการติดต่อสื่อหรือเป็นสื่อให้กับจิตวิญญาณชั้นสูง หรือการนำพลังจิตมาควบคุมการทำงานต่าง ๆ ซึ่งว่ากันว่า ปิรามิดและโบราณสถานอื่นที่มองไม่เห็นว่าจะสร้างได้อย่างไรในยุคปัจจุบัน ได้ถูกสร้างโดยใช้พลังจิตผสมผสานกับวิทยาการในสัมยนั้น สอง คนในยุคนั้นเข้าใจ อัตตา ( Self ) โดยไม่ใช้อัตตาที่แยกออกมาจากสิ่งอื่น อย่างที่เราเข้าใจ จากการค้นพบหลักฐานทางตำนาน ความเชื่อ หรือพิธีกรรมต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า คนโบราณกับธรรมชาติ สรรพสิ่งหรือสรรพชีวิตมีความสัมพันธ์อย่างแยกออกจากกันไม่ได้ โดยเฉพาะในยุคที่ยังให้ความสำคัญกับเพศแม่เป็นใหญ่
การเข้าใจอัตตาว่าเป็นส่วนหนึ่งในองค์รวมของสรรพสิ่ง จะสัมพันธ์ไปกับความสามารถในการใช้สมองซีกขวาด้วยสาเหตุที่ยังไม่ทราบ แน่ชัด แต่หลังจากที่มีสงครามครั้งแรกเกิดขึ้นในโลก และความคิดว่าเพศชายเป็นใหญ่เริ่มมีอิทธิพลกับคนในยุคนั้น คนก็เริ่มเข้าใจ หรือมองอัตตาว่าแยกต่างหากออกมาจากสรรพสิ่งพร้อมกับความสามารถในการใช้สมองซีกขวาลดลง ขณะที่เริ่มมีการใช้หรือพัฒนาการ สมองซีกซ้ายมากขึ้น ที่ต้องเข้าใจก็คือ เมื่อพูดถึงการใช้สมองข้างใดข้างหนึ่ง มันไม่ใช่ใช้สมองข้างนั้นข้างเดียว แต่เป็นการใช้สมอง ซีกขวาหรือซ้าย นำ หรือมีบทบาทมากกว่าอย่างเป็นองค์รวมในการทำงานของสมองสองข้าง และผู้ที่เป็นอภิมนุษย์ในยุคนั้น ๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้สมองซีกขวาอย่างเดียว อย่างที่มักเข้าใจกัน แต่จะเป็นผู้ที่มี สมดุล ในความสามารถที่มีในสมองทั้ง 2 ด้านของมนุษย์
การเข้าใจอัตตาอย่างแยกออกมาจากสิ่งอื่น ๆ เป็นการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัว ในช่วงสมัยพุทธกาล เราจะเห็นว่า ยังมีอภิมนุษย์ที่มีสมดุลที่ว่านี้ปรากฏอยู่บ้างในบริบททางศาสนาต่าง ๆ ทั่วโลก ขณะที่ในยุคเริ่มแรกของปรัชญาตะวันตกในกรีก เราจะเห็นชัดว่าสมองซีกซ้าย ( ตรรกะ เหตุผล ) มีบทบาทในวิธีคิดของมนุษย์มากกว่าซีกขวา ( อารมณ์ ความรู้สึก ) แต่ก็ไม่ถึงกับจะ เหนือกว่าในทุกกรณี จนมาถึงยุคปรัชญาสมัยใหม่ที่เริ่มด้วยวิธีคิดแบบเดสคารท์ส กับการเกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์คลาสสิกของนิวตัน มันแทบจะเป็นความชัดเจนที่กระบวนการคิดของมนุษย์ใช้ตัวเองหรือความเป็นมนุษย์ปุถุชนเป็นศูนย์กลางในการมองจักรวาล สมองซีกซ้ายได้แสดงบทบาทชัดเจน ขณะที่สมองซีกขวาถูกลดบทบาทลงอย่างน่าใจหาย และที่สุดของการเข้าครอบงำกระบวนการ คิดของมนุษย์ด้วยสมองซีกซ้ายก็คือ การกำเนิดขึ้นมาของปรัชญาร่วมสมัย ประจักษ์นิยม ( Postivist ) เมื่อประมาณไม่ถึง 100 ปีมานี้เอง ซึ่งยอมรับเพียงสิ่งที่พิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์ด้วยอายตนะของมนุษย์ และปฏิเสธการมีอยู่หรือการมีความหมายทางภาษาของ พระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนวิทยาศาสตร์อย่างเดิมด้วยทัศนะแบบวัตถุนิยม และเชื่อว่าทุกสิ่งสามารถลดทอนได้ ซึ่งในปัจจุบันความคิดแบบนี้ แม้จะถูกท้าทายด้วย ความเป็นจริงแบบควอนตัม แต่ตัวมันเองก็ยังมีอิทธิพลเหนือวิธีการคิดขงอคนทั่วไป ในสังคมอยู่ดี
จึงไม่น่าแปลกที่ในสมัยของเรา การสื่อสัญญาณ สำหรับคนส่วนใหญ่ในสมัยนี้ จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าสงสัย เหลวไหล หรือเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะตัวมันเองเหลวไหล แต่เราถูกทำให้เชื่อหรือเข้าใจแบบเบ็ดเสร็จว่ามันเหลวไหลโดยวิธีคิดแบยสมองซีกซ้าย ประจักษ์นิยม เหตุผลนิยม และอัตตานิยมที่เราได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่แบเบาะต่างหาก มันจึงเป็นไปได้ หากเราเปลี่ยนความคิดเปลี่ยนวิธีคิดไปเป็นโลก ทัศน์แบบยุคพระเวท เรื่องสื่อสัญญาณก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เหลวไหลอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้ความคิดแบบสมองซีกซ้ายจะเป็นใหญ่เพียงใด ก็ตาม มันก็ไม่ใช่สำหรับทุก ๆ คน ในยุคสมัยที่ผ่านมา มีบางคนที่ยังความสามารถของสมองซีกขวาเอาไว้ อาจโดยบังเอิญฝึกฝนหรือถูกทำ ให้เป็นเช่นนั้น ซึ่งในเรื่องการสื่อสัญญาณได้สื่อข้อมูลอย่างเป็น ระบบความคิด ชุดหนึ่งมีดังต่อไปนี้
( ก ) ค.ศ. 1873 H.P. Blavatsky มาดามบลาวสกี้เธอได้สื่อสัญญาณกับสิ่งที่เธอเรียกว่า The Masters ( เหล่าคุรุ ) ซึ่งได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ จิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในแนวเร้นลับของธิเบต นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมเทวญาณวิทยาอันโด่งดังคุณูปการ ของเธอ คือ เธอทำให้ศาสตร์เร้นลับทางจิตวิญญาณได้รับการศึกษาและค้นคว้าอย่างจริงจังในยุคสมัยของเรา จนได้รับการขนานนามว่า เป็น มารดาของพวกนิวเอจ
( ข ) ค.ศ. 1979 Alice bailey เธอสื่อสัญญาณกับ " The Tibetian " บางส่วนเป็นการอธิบายหรือขยายความต่อมาจากมาดามบลาวาสกี้ โดพยกล่าวถึงระดับชั้นของจิตวิญญาณ การอภิเษก การฝึกฝน รวมถึงศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การบำบัด โหรศาสตร์ตามแนวเร้นลับ และวิวัฒนาการของจักรวาลในเชิงจิตวิญญาณ
( ค ) Edgar Cayce เคซีเกิดหลังจากที่มาดามบลาวาสกี้เริ่มสื่อสัญญาณครั้งแรกประมาณ 4 ปี เขาผ่านประสบการณ์ การอ่าน โดยการเข้าภวังค์เพื่อการรักษาโรคมาอย่างโชกโชนก่อนเริ่มเจาะ ข้อมูลจากจักรวาล จาก บันทึกในอวกาศ ข้อมูลที่เคซีได้มาไม่ว่าจะเป็น คำทำนาย ประสบการณ์ทางจิตต่าง ๆ รวมถึงการเวียนว่ายตายเกิดนับว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับหอคัมภีร์ ( Hall of Records ) ที่เขาระบุว่าอยู่ใต้ดินบริเวณหนึ่งของมหาปิรามิดที่อียิปต์ หอคัมภีร์นี้เขาบอกว่าเป็นที่เก็บรวบรวมวิทยาการของ ชาวแอตแลนติสไว้เกือบหมด ดังนั้นถ้าหากมีการค้นพบหอคัมภีร์นี้ มันจะเป็นการยืนยันการมีอยู่ของแอตแลนติสโดยตัวมันเอง และต้องเปลี่ยนแปลงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอย่างมโหฬาร ข้อมูลของเคซีที่น่าสนใจมีอยู่ในมังกรจักรวาล ภาค 2 เทพอวตาร โดยเฉพาะการตีความคัมภีร์พระธรรมวิวรณ์
( ง ) ค.ศ. 1979 Ken Carey ช่างไม้คนหนึ่งชื่อ เคน คาเรย์ ได้ยินเสียงหนึ่งพูดกับเขาในความคิดประมาณต้นปี ค.ศ. 1979 ซึ่งเสียงนั้น บอกว่า เป็นจิตวิญญาณดวงหนึ่งในเขตแดนแห่งแสงสว่างอันไม่รู้จบ การสื่อสัญญาณได้ถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือและทำให้ชีวิตของ ช่างไม้ธรรมดา ๆ คนหนึ่งเปลี่ยนไป ในการสื่อสัญญาณครั้งนั้น จิตวิญญาณนั้นกล่าวว่า ในช่วงปี ค.ศ. 1987-1989 จะมีจิตวิญญาณที่มี โทรจิตผ่านสัญญาณเข้ามาในคลื่นความคิดรวมหมู่อีกครั้ง 10 ปีให้หลังคาเรย์เวลาเตรียมตัวและเตรียมพร้อมมากขึ้น เขาได้รับ การสื่อสัญญาณอีกครั้ง ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือขายดี และถือว่าเป็นคัมภีร์ของความคิดแบบนิวเอจที่สำคัญเล่มหนึ่ง ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ความเปลี่ยนแปลงที่แลเห็นได้ชัดเจนคือ ความยุ่งยากซับซ้อนแบบระบบอภิปรัชญา หรือข้อมูลดิบต่าง ๆ จะหายไปเหลือเป็นเพียงถ้อยคำสำนวน และบทกวีเกี่ยวกับจิตและจักรวาลและการดำเนินชีวิตแบบนิวเอจที่สละสลวยงดงาม นับได้ว่า เป็นงานสมองซีกขวาจริง ๆ จุดมุ่งหมายคือ เน้นการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อความเข้าใจชีวิตแบบใหม่มากกว่าข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อ ถกเถียงในเชิงอภิปรัชญา
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปี 1987-1989 ที่คาเรย์สื่อสัญญาณครั้งที่สองนั้น เป็นช่วงเดียวกับที่ ครายออน เข้ามาสำรวจสนามแม่เหล็กโลก แล้วพบว่ามีพลังบวกคือ ความรักและความรู้แจ้งเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จากนั้นอีก 3 ปี นักธุรกิจชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อ ลี คาร์รอล ก็ได้รับสื่อสัญญาณจากครายออนเกี่ยวกับการปรับสนามแม่เหล็กโลกในช่วงปี 1992-2002 และหลังจากการสื่อสัญญาณครั้งนั้นประมาณ หกเจ็ดปี คนไทยคนหนึ่งชื่อ ปริญญา ตันสกุล ก็ได้รับการสื่อสัญญาณจาก จิตจักรวาล เช่นกัน
แม้ว่าการสื่อสัญญาณที่กล่าวมาจะมีความแตกต่างในรายละเอียดกันมากมาย แต่ทั้งหมดก็แทบจะมีแก่นหรือแกนอันเดียวกันซึ่งก็คือ แนวความคิดแบบนิวเอจนั่นเอง
มดเอ๊กซ:
3.8 ขบวนการนิจเอจ
ไม่มีใครแม้แต่พวกนิวเอจเองที่จะให้นิยามที่ลงตัวของ " นิวเอจ " ได้ในสายตาของนักวิชาการกระแสหลักโดยทั่วไป พวกนิวเอจคือ พวกเชื่อในสิ่งที่เหลวไหล เช่น เชื่อเรื่องการสื่อสัญญาณ เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด เชื่อเรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาว ฯลฯ ในสายตาของคนทั่วไปหรือสื่อมวลชน พวกนิวเอจจึงกลายเป็นพวกแปลกแยก กลายเป็นพวกนิกายใหม่ ความเชื่อใหม่ ในบางประเทศ หนังสือนิวเอจไม่สามารถอ่านได้อย่างเปิดเผย การแสดงตัวว่าเป็นนิวเอจที่ชัดเจนอาจจะมีผลต่อความสัมพันธ์รอบข้างหรือหน้าที่การงาน แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นแค่ด้านเดียวของนิวเอจเท่านั้น
อีกด้านหนึ่งของความคิดแบบนิวเอจประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้
( ก ) นักวิทยาศาสตร์ David Bohm , Roger Penrose , Ilya Prigogine , Karl Pribram , Rupert Shelgrdke , Ervin Laszlo , James Lovelock
( ข ) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิญญาณศาสตร์ Aldous Huxley , Ken Wilbur , Alan Watts , Lama Govinda , Sri Auropindo , Teihard de Chardin
( ค ) นักจิตวิทยา Carl Jung , Scott Peck , James Redfield
( ง ) นักสังคมศาสตร์และนักอนาคตศาสตร์ Fritjof Capra , Marilyn Fergreeson , Willis Harman
ข้างต้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคนที่มีชื่อเสียงในสังคม ซึ่งบางคนมีผลงานทั้งในแง่งานค้นคว้าหรืองานเขียนเป็นที่ยอมรับหรือติดอันดับ หนังสือขายดี บุคคลทั้งหมดที่กล่าวมาอาจจะไม่เรียกตัวเองว่า นิวเอจ แต่ความคิดที่คนเหล่านี้เสนอ เราเรียกกันว่า กรอบความคิดใหม่ ( New Paradigm ) และถ้ากรอบความคิดใหม่นี้ เหลวไหล คนเหล่านี้คงไม่มีชื่อค้างวงการอยู่เป็นแน่
แล้วอะไรล่ะที่เรียกกันว่า แนวคิดแบบนิวเอจที่แท้จริง เราพอจะพูดถึงแนวคิดแบบนิวเอจได้กว้าง ๆ ดังต่อไปนี้ว่า แนวคิดแบบนิวเอจ
( 1 ) ยอมรับ ประสบการณ์ ทางวิญญาณศาสตร์ สัจธรรมที่ปรากฏในศาสนา รวมถึงคุณค่าและการปฏิบัติในการดำเนินชีวิตที่มีการพัฒนา ทางจิตวิญญาณเป็นเป้าหมาย
( 2 ) ยอมรับ ความเป็นจริง ( Reality ) ที่เกิดขึ้นในวิทยาศาสตร์ยุคใหม่โดยเฉพาะแควนตัมฟิสิคส์ มองความเป็นไปของกระบวนการทาง ธรรมชาติอย่างเป็นองค์รวม ( holism ) ยอมรับในระบบของความซับซ้อน ( comlexity systems ) และการจัดตั้งตนเองของระบบนั้น ๆ ( soft - organizing )
( 3 ) เชื่อว่า ปัจจุบันสมัยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดครั้งใหญ่ ( Paradigm sift ) ที่ไม่อาจแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยวิธีคิดแบบเก่าได้อีกต่อไป
นี่คือขอบเขตที่กว้างที่สุดของแนวคิดแบบนิวเอจ เป็นที่น่าสังเกตว่าความคิดแบบนิวเอจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง ดังที่เคยเป็นมาในอดีต แต่มันเกิดขึ้นมาในแทบทุก ๆ บริบททางความคิดของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา วิทยาศาสตร์ หรือไสยศาสตร์ และเป็นการเกิดขึ้นที่มีความสอดคล้องกันโดยบังเอิญ ความคิดแบบนิวเอจไม่ใช่ความคิดที่มีความน่าเชื่อถือทางตรรกะ ( logical reliability ) แบบเคร่งครัด แต่เป็นความคิดในเชิงสร้างสรรค์ ( creativity ) และเน้นความน่าเชื่อถือทางความรู้สึก ( emotionnal reliability ) มากกว่า เพราะแนวคิดแบบนิวเอจมีแนวโน้มที่พยายามจะเอาแนวคิดที่อยู่ตรงข้ามกันมาก่อน เช่น ศาสนากับ วิทยาศาสตร์มาหลอมรวมเข้าด้วยกัน
ถ้าเราคิดว่านิวเอจ คือ เกาเหลา ทางความคิดที่พยายามรวมศาสตร์ต่าง ๆ ที่อยู่คนละบริบทเข้ามาไว้ด้วยกัน นิวเอจยุคแรกของโลกเท่าที่ มีความชัดเจนทางประวัติศาสตร์ ก็คือ ปิธากอรัส ผู้ที่จิตจักรวาลเคยบอกว่า ครูสุวินัย เคยเป็นหลานศิษย์ของคนผู้นี้ในอดีตชาติ เพราะในสำนักของเขานั้นมีทั้งการศึกษาศาสตร์เร้นลับสายอียิปต์ จิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดนตรีรวมเข้าไว้ด้วยกัน ปิธากอรัส ( Pythagoras ) คือบุคคลแรกที่พยายามผสมผสานแนวคิดแบบจิตวิญญาณของตะวันออก กับปรัชญาและวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็น พื้นความคิดของตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน แต่ยุคสมัยในประวัติศาสตร์ที่มีความหลากหลายและผสมผสานทางความคิดระหว่างวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา ก็คือยุคเฮเลนนิสม์ ประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล ในยุคนั้นศูนย์ลกลางที่เป็นจุดนัดพบระหว่าง ตะวันออกกับตะวันตกคือ เมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ ซึ่งว่ากันว่าในห้องสมุดของอเล็กซานเดรียมีหนังสือศาสตร์ต่าง ๆ แทบทุกแขนง และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ แม้นักคิดในยุคนั้นจะมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ต่างกัน แต่หลายคนมีประสบการณ์เร้นลับทางศาสนา หรือที่เรียกว่า รหัสยลัทธิ ที่ตรงกันอย่างน่าประหลาดนั่นคือ การเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า หรือการสัมผัสกับจิตวิญญาณของจักรวาล การค้นพบตัวตนที่แท้จริงด้วยวิธี และวิถีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์เร้นลับในศาสนายิว คริสต์ อิสลาม หรือ ฮินดู พุทธ เต๋า
นิวเอจในยุคแรกเริ่ม หรือยุคสมาคมเทวญาณวิทยา ในยุคนี้นิวเอจคือ การย้อนกลับไปศึกษาไสยศาสตร์ ศึกษาศาสตร์เร้นลับตะวันออก และยอมรับประสบการณ์ทางวิญญาณมีจริง หลังจากที่ได้ถูกหลงลืมหรือซ่อนเร้นอยู่ในจิตใต้สำนึกของชาวตะวันตกมาเป็นเวลานาน สิ่งที่ตามมาจากเรื่องนี้ก็คือ ยุคสมัยแห่งการผจญภัย ที่เป็นต้นกำเนิดของ อินเดียน่า โจนส์ เพราะมีชาวตะวันตกเป็นจำนวนมากพยายาม เดินทางเข้าไปในดินแดนเร้นลับของเอเชีย โดยเฉพาะธิเบตเพื่อศึกษาศาสตร์เร้นลับต่าง ๆ หรือการค้นหาดินแดนเร้นลับที่ชื่อว่า ชัมบาลา
นิวเอจในยุคบุปผาชน ในช่วงต่อยุค ค.ศ. 1960-1970 เป็นช่วงที่มีความผันผวนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นมากที่สุด โดยเฉพาะที่อเมริกา นับเป็นยุคแห่งการแสวงหา ยุคแห่งการต่อต้านและการเป็นขบถต่อกรอบวัฒนธรรมแบบเดิม มันเป็นจุดเริ่มของการแสวงหาทางจิตวิญญาณ อย่างใหม่อย่างไม่สังกัดองค์กรใด ๆ ในยุคนี้ร่องรอยของความเชื่อแบบสมาคมเทวญาณวิทยาถูกสานต่อในแบบใหม่คือ การเปิดประตูสู่โลก แห่งความเร้นลับทางวิญญาณด้วยพืชสมุนไพรหรือยากล่อมประสาทต่าง ๆ ยอมรับเรื่องเวทย์มนต์ เชื่อในเรื่องปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็น การย้อนกลับไปหาแนวคิดดั้งเดิมของศาสนา สิ่งดีที่เกิดขึ้นในยุคนี้คือ จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์แห่งการแสวงหา แต่อาจจะด้วยความไม่เข้าใจ เรื่องจิตวิญญาณดีพอ หรือไม่ก็อาจต้านทานความอยากของอัตตาของตนได้ การแสวงหาอันบริสุทธิ์จึงผิดแนวทางและเป็นเพียงรูปแบบ หรือกระแส ร่วมสมัยอย่างหนึ่งไปเท่านั้น ไม่อาจจะเข้าถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงของตนได้ดังที่ได้ตั้งใจไว้แต่ต้น ดังนั้น หลังจากที่สงครามเวียดนามสิ้นสุดลง กระแสของเหล่าปุบผาชนก็ค่อย ๆ แผ่วเบาและเจือจางจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ แต่แนวคิดแบบนิวเอจไม่ได้เจือจางไปด้วย
นิวเอจในทศวรรษสุดท้ายก่อนสิ้นศตวรรษที่ 20 เราแทบจะเรียกได้ว่า ก่อนจะสิ้นศตวรรษที่ 20 นี้ เป็นยุคแห่งการสังเคราะห์ข้อมูลนิวเอจ อย่างแท้จริง งานเขียนอย่าง The Celestine Prophecy ของ James Refield ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เรียกได้ว่าเป็นการเปิดแนวร่วม ของการสังเคราะห์ข้อมูล เพราะข้อมูลต่าง ๆ ถูกนำมาสานต่อและสังเคราะห์ใหม่เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และผลพวงตามมาก็คือ การตีความแนวคิดบางอย่างใหม่ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อ - แม่ - ลูก ด้วยมุมมองเชิงบวกและผ่านมิติของการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ หน้าที่อย่างใหม่ของมนุษย์ถูกยกมาพูดถึงโดยผ่านการค้นหา จุติทัศน์ ( birth vision ) จนไปถึง อนาคตโลก ( world vision ) ซึ่งเป็นชะตากรรม รวมหมู่ของคนและโลกหรือแม้แต่ข้อมูลของครายออน หรือของจิตจักรวาลเองก็ยังพูดถึงแนวคิดทำนองเดียวกันนี้ในถ้อยคำที่ต่างออกไป
งานเขียนอย่าง Fingerprint of the Gods ของ Graham Handcock และ From Atlantis to the Spinx ของ Colin Wilson คือการสานต่อ เข้าด้วยกันของข้อมูลจักรวาลโบราณคดี กับมิติทางจิตวิญญาณ โดยเฉพาะในเรื่องของความสามารถในการใช้สมองซีกขวา และอำนาจจิต ของคนสมัยโบราณที่สัมพันธ์กับความเร้นลับทางโบราณคดี และวิทยาศาสตร์ทางจิต หรือในงานเขียนของนักคิดไทยอย่าง นายแพทประสาน ต่างใจ ก็คือการสังเคราะห์ข้อมูลชุดใหญ่จากหลาย ๆ แหล่งเข้ามาไว้ด้วยกัน ประดุจการต่อภาพจิ๊กซอว์ทีละชิ้นแล้วได้ภาพใหม่ที่ชัดเจน ขึ้นมาโดยเฉพาะการค้นหาจิตวิญญาณอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ หลายคนเชื่อว่าเราไม่อาจเข้าใจโลกด้วยกรอบใดกรอบหนึ่งเพียงกรอบเดียว การสังเคราะห์นี้มิใช่จะมีในงานวิชาการเท่านั้น ภาพยนต์ชุดทางทีวีชื่อดังอย่าง The X-files ก็จะสะท้อนแนวคิดเช่นนี้ออกมา ทั้งหมด เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความผันแปรอย่างรุนแรงทางเศรษฐกิจ การเมือง และธรรมชาติ
ที่มาพร้อม ๆ กันคือ ความเชื่อเกี่ยวกับ วันสิ้นโลก ข้อมูลนอสตราดามุส ถูกนำมาตีความอย่างแพร่หลาย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ข้อมูลจากญาณทัศนะของผู้ทรงฤทธิ์ ตลอดจนข้อมูลที่ได้มาจากการสื่อสัญญาณ ต่างหลั่งไหลออกมามากมาย อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจ เรียกยุคนี้ว่า นิวเอจ อย่างที่พวกนิวเอจเชื่อกัน เพราะยังไม่ปรากฏว่าความคิดแบบใหม่อย่างพวกนิวเอจได้เข้าครอบครองโลกทัศน์ของ คนทั่วไปในสังคม ความขัดแย้งระหว่างเก่า กับ ใหม่ ยังคงมีอยู่สูง และยังไม่อาจจะบอกได้ว่า ในสงครามความคิดนี้ฝ่ายไหนจะชนะเด็ดขาด แม้เราจะมองว่าความคิดแบบเก่าถึงจุดล่มสลาย แต่มันก็ไม่จำเป็นที่ ยุคใหม่ จะเป็นอย่างที่พวกนิวเอจคิดเสมอไป อย่างน้อยดูเหมือนว่า เรามีทางเลือกใหญ่ ๆ อยู่ 2 แบบ ถ้าหากความคิดเก่าล่มสลายถึงที่สุด คือ หากไม่เข้าสู่ยุคทอง ยุคพระศรีอารย์ ก็จะเป็นยุคทองของ MadMax อย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่า มนุษยชาติเลือกตัวเลือกไหนในปัจจุบันเท่านั้น
ทั้งหมดนี้เป็นพัฒนาการอย่างกว้าง ๆ ที่สุดของแนวคิดแบบนิวเอจในศตวรรษนี้ ข้อมูลของจิตจักรวาล ซึ่งเราจัดว่าอยู่ในแนวความคิด แบบนิวเอจเช่นกัน ถือเป็นพัฒนาการในยุคสุดท้ายก่อนสิ้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งถ้าย้อนหลังไปได้ตั้งแต่ต้น เราจะได้ข้อสรุปในเบื้องต้น ดังต่อไปนี้คือ
( 1 ) ในการพิจารณาที่มาของข้อมูล หากไม่มีการบิดเบือน เราก็ต้องยอมรับว่าข้อมูลนี้น่าจะมาจาก จิตจักรวาล จริง และยอมรับการมีอยู่ ของจิตจักรวาลได้ ซึ่งเป็นการยอมรับในกรอบความคิดของนิวเอจ ( หลักข้อ 1 )
( 2 ) จิตจักรวาล ไม่ใช่ครายออน เพราะจินตลักษณะ ( mentality ) และการตีความข้อมูลบางอย่างต่างกันออกไป
( 3 ) ข้อมูลของจิตจักรวาล คือ ระบบความคิดชุดหนึ่งที่มีความลงตัวค่อนข้างมาก และมีความสัมพันธ์ระหว่างข้อเสนอแนะในการปฏิบัติ กับอภิปรัชญาที่รองรับหลักปฏิบัติอย่างกลมกลืน เราจึงยอมรับข้อมูลของ จิต จักรวาล ในฐานะชุดของความรู้ใหม่ตามแบบนิวเอจชุดหนึ่งได้
มดเอ๊กซ:
3.9 ตรวจสอบเรื่องความมี 2 ภาค
เรื่องความมี 2 ภาค เป็นหัวใจของระบบความคิดแบบนิวเอจทั้งปวง ซึ่งรวมทั้งของจิตจักรวาลด้วย เคน คาเรย์ ได้รับการสื่อสัญญาณ มาจาก " จิตวิญญาณแห่งแสง " ดวงหนึ่งนั้นได้กล่าวว่า แรกเริ่มเดิมทีก่อนที่จะมีจักรวาลทางกายภาพเกิดขึ้น จิตมนุษย์จะรวมอยู่กับ จิตวิญญาณอื่น ๆ ในจุดกำเนิดแห่งความเป็นนิรันดร์ ( Eternal Source ) อยู่ในอาณาเขตที่เลื่อนไหลไปด้วยทุกแถบแสงแห่งสี และความรัก ทั้งหมดจะใช้คำว่า ฉัน ร่วมกัน เราจะล่องลอยอยู่ในที่ที่ดุจดังท้องทุ่งแห่งความฝัน ที่ทีเป็นนิรันดร์ของเรา มีบางครั้งที่เราจะเล่น เกมส์ โดยการแยกตัวเองเป็นอิสระออกมาจาก ทั้งหมด ( whole ) มีความเป็นปัจเจกและมีบุคลิคภาพเฉพาะตัวอยู่ชั่วขณะ เกมส์ที่ว่านี้คือ การแลกเปลี่ยนพลัง
ในขั้นพื้นฐาน เกมส์นี้เราทำไปเพื่อให้มีประสบการณ์ด้านความสัมพันธ์ ( experience of relationships ) กับจิตอื่น ๆ ที่ทำเช่นนั้นเหมือนกัน ณ จุดนี้เราจะเลือกความถี่ แถบสี และคลื่นความคิดของเราเอง จากความเป็นหนึ่งที่เป็นนิรันดร์ จะนำมาสู่สองและสาม และอื่น ๆ แต่ในขั้นตอนนี้แม้จะมีประสบการณ์ของความเป็นสิ่งอื่น แต่สิ่งอื่นในที่นี้ก็ยังรวมอยู่ในนิยามของความเป็นหนึ่งด้วย คือไม่มีอะไรที่เป็น สิ่งเดียวโดยลำพัง ( one alone ) แต่จะเป็น สิ่งเดียวที่รวมกับสิ่งอื่น อยู่ด้วยกันถึงตรงนี้ตำแหน่งที่เราอยู่จะสร้าง อวกาศ ( space ) ขึ้นมา ขณะที่การเคลื่อนไหวของเราจะสร้าง เวลา ขึ้นมา
การคลี่ตัวจาก หนึ่ง ไปสู่ สาม หลายเป็น Trinity และไปสู่ความหลากหลายเป็นการเกิดขึ้นในชั่วขณะ ดั่งความคิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช้เวลา และเมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่มันคงอยู่ มันก็จะมีเวลาและอวกาศ แต่ขณะที่มันไม่มีกระบวนการนี้ เวลาและอวกาศ ก็หายไป เมื่อภาวะเช่นนี้คงอยู่และแผ่ขยายกว้างออกไปก็ทำให้เกิดจักรวาลทางกายภาพที่เป็นแสง เสียง และวัตถุขึ้นในภายหลัง ในทะเลแห่งการสร้างที่มาแห่งคุณสมบัติเฉพาะที่เปล่งพลังงานหรือรังสีออกมาจะมี 2 กลุ่มดาว คือ กลุ่มดาวแห่งความรัก กับ กลุ่มดาวแห่งความจริง ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามแห่งสิ่งที่เป็นนิรันดร์ กลุ่มดาวแห่งความรักจะมีคุณสมบัติเกี่ยวกับการแสดงออกซึ่งพลัง กลุ่มดาวแห่ง ความจริงมีคุณสมบัติทางรูปทรงและโครงสร้าง ทั้ง 2 ขั้วนี้จะซ้อนทับและทำงานร่วมกัน ทั้ง 2 คุณสมบัตินี้จะเป็นกฏพื้นฐานแห่งจักรวาล
จิตวิญญาณหนึ่ง ๆ ก็มีขึ้นภายใต้ 2 คุณสมบัตินี้ และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างความรักกับความจริงของจิตวิญญาณที่มีลักษณะเฉพาะ และมีการรับรู้การมีอยู่ของลักษณะแห่งตนแต่ละดวง จะยังซึ่งการปรากฏแห่งทุกสรรพสิ่ง จากแกแลคซี่ไปจนถึงสิ่งที่เป็นจุลภาค ไม่มีดาวดวงใดจะเกิดขึ้นได้ หากไม่มีจิตวิญญาณที่เลือกที่จะปรากฏเป็นเช่นดวงดาวนั้น ภาวะแห่งจิตวิญญาณเป็นพื้นฐานของสรรพสิ่ง แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่มีชีวิต เช่น ก้อนหิน หรือเมล็ดทรายก็ตาม จิตวิญญาณที่มีความเป็นปัจเจกและแยกตัวเองจากความเป็นหนึ่ง เพื่อมีประสบการณ์แห่งความสัมพันธ์นี้ เมื่อเรียนรู้แล้วก็จะกลับไปรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างเดิม เหมือนปลาโลมาที่กระโดดขึ้นสู่ อากาศ แห่ง ความเป็นปัจเจก แล้วกลับลงไปใน ทะเล แห่ง ความเป็นหนึ่งเดียว อีกครั้ง มันเป็นกระบวนการที่เต็มไปด้วย ความสุขและสนุก
แต่ในกระบวนการนี้มีจิตวิญญาณอื่น ๆ มาบอกให้ คุณ ซึ่งก็คือจิตวิญญาณดวงหนึ่ง รักษาความเป็นปัจเจกของคุณในขณะนั้นไป เพื่อนำไปสู่ความสัมพันธ์อย่างใหม่ แรก ๆ คุณก็คิดว่านี่คือ เรื่องตลกหรืออารมณ์ขัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะได้รับการชักจูงจาก จิตวิญญาณอื่น ๆ ถึงความเป็นไปได้ที่จะจบสิ้นการดำรงอยู่ เช่นนั้นหากคุณไม่รักษาความเป็นปัจเจกไว้เพื่อสานความสัมพันธ์อย่างใหม่ การครุ่นคิดกับเรื่องนี้ทำให้คุณเริ่มไม่รู้ว่าการกลับไปสู่บ้านที่แท้จริงหรือกลับไปสู่ทะเลแห่งความเป็นหนึ่งนั้นเป็นอย่างไร นี่คือการโกหก ครั้งแรกที่คุณเชื่อ และทำให้คุณร่วงหล่นมาจากจิตวิญญาณที่แท้จริงของคุณ ที่คงเหลืออยู่ก็คือศักยภาพภายในแห่งจิตเดิมขณะนี้อยู่ใน จิตใต้สำนึกของคุณเท่านั้น ... คุณเริ่มดึงความเป็นกายภาพเข้ามาสู่สนามความคิดที่เป็นแรงดึงดูดทางชีวภาพ และนั่นทำให้คุณเริ่มคิดว่า ตัวเองคือรูปร่างทางกายภาพที่จับต้องได้ กระบวนการของการสวมเสื้อผ้าทางกายภาพให้จิตนี้คุณคิดว่ามันสวยงามมากและเลือกที่จะ ยึดมันไว้เช่นนี้ ...
ข้างต้นนี้คือสิ่งที่คาเรย์ได่รับการสื่อสัญญาณที่เกี่ยวกับความี 2 ภาค ของมนุษย์ ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยเหมือนกับที่จิตจักรวาลพูดไว้ แต่ใกล้เคียง กับความเชื่อของพุทธศาสนาเรื่องพรหม ที่ลงมากินง้วนดิน แล้วยึดติดในรสชาติจนทำให้รูปร่างขยายขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่งเราก็อาจมองได้ว่า ข้อมูลของคาเรย์นี้พูดจากมุมมองของความเป็น มนุษย์ ซึ่งเป็นมุมมองที่สัมพัทธ์กับความสูงส่งของสิ่งสูงสุด ขณะที่จิตจักรวาลพูดในมุมมอง ของแก่นสารทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นการแตกตัวออกมาเป็นความหลากหลาย เป็นที่น่าสังเกตว่า มีหลายส่วนของข้อมูลของคาเรย์ที่พูด คล้ายคลึงกับของจิตจักรวาล เช่น การเล่นเกมส์ การเลือก การโกหกที่เป็นเหมือนอารมณ์ขันของจักรวาล หรือ การเรียนรู้ความสัมพันธ์ เป็นต้น ทำให้เรามองได้ว่า ข้อมูลของคาเรย์น่าจะมาขยายหรืออธิบายข้อมูลของจิตจักรวาลได้ในระดับหนึ่ง เพราะจิตจักรวาลพูดไว้ว่า " มนุษย์ต้องแสวงหาความเป็นพระเจ้าในตนเองให้พบ ซึ่งความเป็นพระเจ้านั้นก็คือ ความดีงามทั้งหลายทั้งปวงในการคิดของจิตและการ กระทำของมนุษย์ต่อตนเอง ผู้อื่นหรือทุกสรรพสิ่ง "
ดวงตาในการเข้าใจโลกของเรามีอยู่ 3 ดวง คือ ดวงตาแห่งประสบการณ์ทางผัสสะ ดวงตาแห่งความคิดสติปัญญาและเหตุผล และดวงตาแห่งวิญญาณหรือปัญญาญาณ ความมี 2 ภาคทำให้คนส่วนใหญ่มักใช้แค่ดวงตาสองดวงแรกในการเข้าใจโลก วิทยาศาสตร์ เป็นตัวอย่างของความรู้ที่มองจากดวงตาดวงแรก ขณะที่ปรัชญาและเหตุผลเป็นการหาความรู้ที่มองจากดวงตาดวงที่สอง โดยมากแล้ว ดวงตาทั้งสองนี้มักจะทำงานควบคู่กันไป แต่ในที่สุดของการใช้ประสบการณ์และเหตุผลสติปัญญาจะนำเรามาถึงซึ่งความคิดที่สะท้อน ความเป็น ทวิภาวะ ( Duality ) ออกมา เช่น อัตวิสัย / ภาวะวิสัย มีอยู่ / ไม่มีอยู่ อัตตา / อนัตตา นิพพาน / วัฏสงสาร เชื่อ / ไม่เชื่อ ถูก / ผิด จริง / เท็จ ดีชั่ว บุญ / บาป กาย / จิต เจตจำนงเสรี / ถูกกำหนด เป็นต้น ซึ่งความคิดที่เป็นคู่แบบนี้ มันจะเป็นขั้วตรงข้ามเสมอ และตราบใดที่เรายังมีวิธีหาความรู้แบบเดิม เราจะไม่มีวัน ก้าวข้าม ปัญหาเชิงทวิภาวะพวกนี้ได้ แม้แต่นักปราชญาหรือนักวิทยศาสตร์ ที่เก่ง ๆ ก้จะมีปัญหาพวกนี้ในที่สุด เพราะนี่เป็นข้อจำกัดของการใช้สติปัญญา ( Intellectual ) ซึ่งไม่ใช่ไม่ดีแต่มันมาได้แค่นี้เท่านั้น
ถึงตรงนี้ถ้าหากเรายังไม่ก้าวข้ามเราก็ต้องเปิดใจให้กว้างยอมรับฟังความคิดของคนอื่น เพราะมันจะมีคนที่คิดตรงข้ามกับเราอยู่เสมอ มิฉะนั้นแล้วเราก็จะกลายเป็นพวกเชื่อ - ไม่เชื่ออยู่นั่นแหละ การที่เราจะก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ได้ เราต้องใช้ เซน หรือใช้ดวงตาที่สามคือ ปัญญาญาณ ( wisdom ) ทำให้คำถามไม่กลายเป็นคำถามอีกต่อไป ซึ่งไม่ใช่กระบวนการของการหาคำตอบ แต่เป็นกระบวนการของ การทำให้หมดคำถาม การก้าวข้ามจากความมี 2 ภาค จึงเป็น ปริศนาธรรม อย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องผ่านการปฏิบัติฝึกจิตในรูปแบบใด แบบหนึ่ง เพื่อให้เกิด ซาโตริ หรือความตื่นทางปัญญา
ถ้ามองจากอีกแง่มุมหนึ่ง ซาโตริ หรือการตื่นทางปัญญาน่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนข้อมูลเดิมที่มีอยู่ให้มีความหมายลึกซึ้งขึ้น เข้าใกล้ ความจริงมากยิ่งขึ้น ที่ชัดเจนก็คือคำถามควรจะน้อยลง อาการขี้สงสัยใคร่รู้จะน้อยลง การแบ่งแยกจะน้อยลง และอาการเชื่อ - ไม่เชื่อ น่าจะหมดไป ซึ่งจะยังผลให้การใช้ดวงตาสองดวงแรกมีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในแง่ความคิด คำพูดและการกระทำ เพราะฉะนั้น จงอย่าเร่งรีบด่วนสรุปว่า ศาสนาจะเป็นความรู้จากดวงตาที่สาม เพราะความรู้จากดวงตาที่สามนี้คือ การก้าวข้าม ต่างหาก ปัจจุบันเราเห็น ความรู้ที่เป็นสติปัญญา ( Intellectual ) ทางศาสนามากมาย แทบจะมากกว่าศาสตร์อื่น ๆ เสียด้วยซ้ำ แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้เราก้าวข้าม ได้เลย แม้แต่การไปฝึกปฏิบัติธรรมจนมีประสบการณ์ทางวิญญาณ ซึ่งมีคนไม่น้อยที่ไม่มีการปฏิวัติทางความคิดภายในเกิดขึ้นพยายามก้าว แต่ไม่ข้าม สุดท้ายก็ตกม้าตายด้วยคำถามแบบทวิภาวะอยู่เช่นเดิม
นำร่อง
[0] ดัชนีข้อความ
[#] หน้าถัดไป
[*] หน้าที่แล้ว
Go to full version