ตอบ

ชื่อ:
อีเมล์:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

Verification:
ระหว่างความดีกับความไม่ดี เราจะเลือกทำสิ่งใดจึงจะสามารถบรรลุธรรมได้จริง ( เลือกตอบแค่ ความดี กับ ความไม่ดี ครับผม):
คุณเชื่อในศรัทธาของความดีไหมครับ ( เลือกตอบแค่ เชื่อ กับ ไม่เชื่อ ครับผม):
คิดว่าความดีทำยากไหม( เลือกตอบแค่ ยาก กับ ไม่ยาก ครับผม):
ถ้าเราโกรธใคร ธรรมะจะเป็นหนทางผ่อนคลายความโกรธนั้นลงได้ใช่ไหม ( เลือกตอบแค่ ใช่ กับ ไม่ใช่ ครับผม ):
ชีวิตบางครั้งก็เหมือนเหรียญสองด้านใช่หรือไม่ครับบางครั้งก็หัวบางครั้งก็ก้อย( เลือกตอบแค่ ใช่ กับไม่ใช่ครับผม):
คุณเชื่อว่าทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดีใช่หรือไม่ ( เลือกตอบแค่ ใช่ กับ ไม่ใช่ ครับผม):
เว็บใต้ร่มธรรมเป็นเว็บเล็กๆแนวธรรมะในจิตใช่หรือไม่ ( เลือกตอบแค่ ใช่ กับ ไม่ใช่ ครับผม):
^^ ขอความกรุณาพิมพ์คำว่า ความดีนำทาง:
เปล่งวาจาว่าสาธุ เป็นการอนุโมทนาต่อพระสงฆ์ที่วัด หรือมีใครทำบุญแล้วมาบอกให้ทราบ ทราบแล้วยกมือขึ้น (สาธุ) กรุณาพิมพ์คำนี้ครับ  สาธุ:
วัฒนธรรมไทยเมื่อเห็นผู้ใหญ่ท่านจะทำความเคารพ ด้วยการไหว้ท่านก่อนเสมอใช่หรือไม่:
ใต้ร่มธรรม เป็น แค่เว็บไซต์และจินตนาการทางจิต การทำดี สำคัญที่ใจเรา เริ่มความดีที่ใจเราก่อนเสมอ พิมพ์คำว่า "เริ่มความดีที่ใจเราก่อนเสมอ":
เมื่อให้ท่านเลือก ระหว่าง (หนังสือเก่าๆเล่มหนึ่งที่เรารัก) กับ (มิตรแท้ที่รักเรา) คุณจะะเลือก:
ระหว่าง (ผู้ที่เรียนรู้ธรรมะเพื่อเอาชนะผู้อื่น) กับ (ผู้ที่เรียนรู้ธรรมะเพื่อเอาชนะตัวเอง)  ท่านจะเลือกเป็น:
กล่าวคำดังนี้  "ให้อภัยนะ":
กล่าวคำดังนี้  "ขออโหสิกรรม":
ในโลกออนไลน์หรือโลกแห่งจิต ไม่มีใครทำอะไรเราได้ นอกเสียไปจาก (คนพาล) หรือ (ใจของเราเอง):
เคยนวดฝ่าเท้าให้ คุณพ่อคุณแม่บ้างไหม ถ้ามีโอกาส เราควรทำหรือไม่ (ควรกระทำอย่างยิ่ง หรือ ไม่ควรทำ):
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ใต้ร่มธรรมเองก็จะเป็นไปตามวัฐจักรนี้ ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น (เป็นจริง) หรือ (ไม่จริง):
พิมพ์คำว่า (แสงธรรมนำทางธรรมะนำใจ) ครับ:
ไม่มีอะไรสายสำหรับการเริ่มต้น พิมพ์เป็นประโยคภาษาอังกฤษครับ เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดนะครับ เว้นวรรคคำด้วยครับ (It is never too late to mend):

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: แก้วจ๋าหน้าร้อน
« เมื่อ: กันยายน 29, 2010, 10:43:40 am »

 :13: อนุโมทนาครับ ขอบคุณครับพี่มด^^
ข้อความโดย: มดเอ๊กซ
« เมื่อ: กันยายน 29, 2010, 09:08:15 am »




พอตัวเองหายข่าวร้ายก็เกิดขึ้น พี่สาวของบ้านคนเดียวป่วย ความที่แกดูแลเรา รักษาเรา คอย เอาใจใส่เรา ชื่อตุ๊กตา หน้าตาสวย ใจดี รักพี่น้องทุกคน จำได้ว่าข้าวในบ้านเหลือนิดเดียวแกจะ เอามาต้มแล้วก็ให้เรากินก่อน ส่วนแกก็ไปหามันที่รับจ้างขุดเอามาเผากิน เสื้อผ้าในบ้านหายาก แกก็จะสละส่วนของแก เอามาให้เราได้นุ่งได้ห่ม สมัยนั้นไม่มีข้าวสวยกินทุกวัน มีแต่ข้าวต้ม จะ เอื้ออาทรต่อทุกคน แกไม่ได้เลี้ยงคนในบ้านอย่างเดียว แกยังไปเลี้ยงเด็กข้าง ๆ บ้านด้วย ช่วย เหลือเขา คนแก่เฒ่าที่มาอยู่อาศัย แกเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวดูแลรักษาให้ทำตัวเหมือนทาส เหมือนคน ใช้ในบ้าน แต่ถึงเวลาแกป่วยไม่มีใครช่วยอะไรแกได้ แกไม่บอกใครว่าแกป่วย แกเห็นย่าลำบาก แกก็ไปช่วยย่าแบกมัน เสร็จแล้วแกก็ช็อค ย่ารู้อีกทีก็ตัวร้อนจี๋มาก พอกลับบ้านอยู่ได้สักวันหนึ่ง แกก็ตาย หมอประจำหมู่บ้านบอกว่า มาเลเรียขึ้นสมอง

ตอนที่แกตายทั้งบ้านมีเงินไม่ถึงห้าสิบสตางค์ ย่าก็เอาผ้าห่มของแกห่อตัว จำได้ว่าตอนที่แกตาย อายุเพิ่งจะ ๑๕ ......๑๖ ห่อตัวแล้ว ชาวบ้านผู้ชายมาช่วยกันขุดหลุมลึก ๆ แล้วฝัง

ตอนนั้นไม่รู้ว่าพระสามองค์นั้นไปใหนแล้ว จำได้ว่าพอตัวเองหายป่วยแล้วมันเหมือนกับโชคชะตา ที่พัดพาให้ตัวเองขาดที่พึ่ง เราก็เลยต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น ถ้าแกยังอยู่คงไม่มีกูวันนี้แน่ เพราะแก จะทำทุกอย่างที่อยู่ในบ้าน อาบน้ำน้อง ซักผ้า กวาด เช็ดถู ทำความสะอาด หุงต้ม ผัดข้าว ดูแล ปูที่นอนให้แม่ ล้างขี้ ล้างเยี่ยว คนป่วยที่มาอาศัยอยู่ซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบคน พอแกตายเราก็ เลยต้องทำ เพราะถือว่าเป็นคนเล็กในบ้าน แต่ก็มีปัญญาทำได้

ส่วนคนโตเป็นผู้ชายมันเกเรไปอยู่กับเสือกับสิงห์ ไม่กลับบ้านเป็นอันว่าทั้งบ้านมีแต่กูกะย่า สุดท้าย ก็เลยเสียใจที่ลูกสาวคนเดียวต้องตาย สังเกตุแกจะไปนั่งร้องไห้ตรงหลุมศพลูกสาวเป็นประจำ แก ไมค่อยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น

หลังจากพี่สาวตายไป ๒ เดือน แกไปหารถเดินทางกลับมาอยู่กรุงเทพ หนทางแสนจะลำบากกว่า จะถึงที่หมาย กูเมารถแทบตาย กลับมาอยู่ใต้ถุนบ้านทรงไทยซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของแก แต่ ก็ขายให้เพื่อนเพราะสังคมรอบข้างรังเกียจที่แกรับเลี้ยงคนที่เป็นโรคเรื้อน แกจึงขายบ้านแล้วไป อยู่ระยอง สุดท้ายต้องซมซานกลับมาอาศัย ใต้ถุนบ้านเขาอีก กูเมารถเลยมานอนใต้ถุนบ้านนี้ ไม่ไหวติงสิ้นสติไปสามวันสามคืน ขนาดอาศัยอยู่ใต้ถุนเขายังเลี้ยงตาแป๊ะยายซิ้มตั้งสี่ชีวิต กูได้ เรียนตีขิมกับอาแปะนี่แหละ

อยู่ใต้ถุนบ้านเขาแน่นอนความสุขมันไม่มี เจ้าของบ้านมีแม่แก่ ๆ เป็นคนขี้เมา พ่อแม่เจ้าของบ้าน เข้าโรงฝิ่น กินเหล้า ตีไก่ กัดปลา เป็นคนไม่มีศีลธรรมสักเท่าไหร่ วันดีคืนดีมันก็ด่าเอา บางทีก็ตำ หมากเสียงดัง บางทีก็เยี่ยวใส่ ย่าไม่พูดอะไรเลย ยิ้มรับสถานการณ์ลูกเดียว

ตอนนั้นย่ากลับมาก็ไปรับจ้างเขาทำงานที่ท่าเรือ หลวงปู่ก็หาผักบุ้งบ้าง ปูบ้าง คนแก่ในบ้านก็ไป หาหอย แต่กูไม่เคยหาได้ซักตัว เคยยิงนก แต่ยิงไม่โดนหรอก นกมันตกใจบินไปชนต้นไม้ตกน้ำ เอง นั่งร้องไห้อยู่นั่นแหละกลัวนกจมน้ำตายจนคนต้องเอามันขึ้น ไม่ได้กินหรอก

พอไกล้วันตรุษสงกรานต์พวกเราจะทำงานหนัก พับถุงขายยันตีหนึ่งเอาไปแลกข้าวแลกกับ อาหาร ยอดโปรดคือหัวปลาเค็ม เต้าหู้ยี้ กินมันทั้งปี กินผักบุ้งผัดเต้าหู้ยี้ ตากูถึงได้ใสไง ย่าชอบกินปลาทู ส่วนกูชอบกินปลาโอเพราะมันถูก สมัยก่อนปลาทูมันแพงปลาแดงมันถูก ปลาโอก็ถูก แล้วก็กินปลา โอไม่ได้ กินแล้วมันจะคันยุบยิบ อาหารทะเลเป็นอาหารกระจอกที่สุดของคนยุคก่อน ปลาน้ำจืด เป็นของแพงที่สุด

ครั้งหนึ่งย่าสั่งว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันสงกรานต์ แม่จะไปหามะพร้าวมาแกงเป็ด เป็ดที่เลี้ยงไว้ในเล้า เดี๋ยวให้จัดการด้วยนะ เราก็เข้าใจล่ะว่าต้องทำอย่างไร เขาต้องแกงเป็ดแจกชาวบ้าน ใส่บาตร ด้วย ไปตัดไม้ไผ่มาเหลาธนู หมดเวลาไปเกือบครึ่งวัน พอได้ธนูมาแล้วก็ไล่ยิงเป็ด ไอ้ธนูรึก็ไม่ แหลม เป็ดก็ขนหนา ยิงเท่าไรมันก็ไม่ตาย หกโมงแล้วยังไม่ได้เป็ด ย่ากลับมาเตรียมเครื่องมา พร้อม ถามใหนเป็ด วันนั้นไม่ได้กินเป็ดไม่มีปัญญา เขาก็เลยต้องไปวานน้าชายให้จัดการเป็ด ได้เราพอเห็นเขาเชือดคอเป็ด เลิอดพุ่ง นั่งกอดเข่าซึม เป็ดเราเลี้ยงมาแต่เล็ก มาตายซะแล้ว

ถึงวันสงกรานต์มีกล้วยแจกกล้วย มีอ้อยแจกอ้อย หลวงปู่ชอบที่บ้านถึงแม้จะอดอยากอย่างไร แต่ถ้าถึงวันนักขัตฤกษ์สำคัญเราชอบที่จะให้กัน นั่นคือสังคมคนไทยยุคโบราณ เขาจะให้กัน ถ้า เรารับของเขาแล้วเราไม่ให้บ้าง มันก็จะกลายเป็นความน่าเกลียด

แต่หลวงปู่ไม่ค่อยชอบให้คนไทยหรอก มันขี้เหนียวเพราะว่าเวลาเอากล้วยไปให้มัน มันก็ให้อ้อย เรา มันเสียเวลาเคี้ยวแต่ก็ให้ เจ๊กนี่มันให้ไก่เรามันไม่ต้องเสียเวาลาเคี้ยว เคี้ยวแล้วมันกลืน อ้อย นี่เคี้ยวแล้วกลืนไม่ได้กินแต่น้ำเสียกำลังก็เลยไม่ให้คนไทย ส่วนใหญ่แล้วย่าเขาจะเป็นคนไปให้ บ้านคนไทยแต่กูจะไปให้บ้านเจ๊กถ้าเจ๊กมันรู้ว่าหลวงปู่เอาไปให้มันก็จะชอบ เพราะมันรู้ว่าเราเลี้ยง เจ๊ก เราเอากล้วยไปให้เขา เขาก็จะให้ไก่เรามา กะมาตัวหนึ่ง

ช่วงนั้นอนาถาลำบากแต่ก็มีความสุขอยู่กันระหว่างแม่ ๆ ลูก ๆ มันมาแย่เอาตอนที่ถึงเกณฑ์จะ เข้าโรงเรียนเนี่ย ย่าก็จะพาไปสมัครเรียนโรงเรียนวัด ไม่มีปัญญาจะไปซื้อหนังสือ เผอิญตาแป๊ะ ที่ย่าเลี้ยงไว้ลูกแกรู้เข้าก็มารับแกกลับแล้วให้ทองไว้ ย่าเอาทองไปขายเอาตังไปซ้อหนังสือ เสื้อ ผ้าก็ยังไม่มี รองเท้าก็ใส่ไม่เป็น ไอ้ที่แย่กว่าใส่รองเท้าไม่เป็นก็ตรงที่นั่งรถไม่เป็น นั่งรถไม่ได้มัน อ๊วก

สมัยก่อนรถเมล์นายเลิศไอ้ชนิดเหล็กทิ่มหน้า แล้วก็หมุน ๆ สุดท้ายก็ต้องเดินเอา เรียนวัดธาตุ ทอง บ้านอยู่คลองเตย เช้าออกจากบ้าน ตี ๕ ลุกขึ้นมาหุงข้าว หุงปลา แล้วก็ไป มีข้าวให้หุงก็วาสนา บางวันไม่มีข้าวให้หุงก็ต้องไป ไปโรงเรียนก็โดนตีเกือบทุกวัน ไม่ได้มีความคิดที่จะเรียนคิดแต่ว่า เย็นนี้กูจะกินอะไร รวมความแล้วสมองตอนนั้นมีแต่ความรู้สึกว่า มื้อต่อไปกูจะกินอะไร กลับไปนี่ กูจะต้องไปพับถุงอีกกี่ร้อย กว่าจะได้ข้าวมา ๑ ลิตรบางทีเลิกเรียนตอน ๓ โมงเย็น ก็ต้องรีบไปช้อน ลูกน้ำ ชีวิตกูนี่บาปที่สุดรู้สึกจะจมกับลูกน้ำ กะยุงเนี่ย

ไม่สตางค์นะลูก ป.๑ นี่ยังไม่เห็นสตางค์ ป.๒ ยังไม่เจอสตางค์ ป.๓ เพิ่งจะเห็นสตางค์ วันใหนไม่ มีข้าวไปกินโรงเรียนก็หลบเข้าวัด เพราะไอ้ความหยิ่งทรนงไม่ขอเขากิน ไม่บอกใคร ก็ไปนั่งซุก อยู่ตามโบสถ์ ใต้ต้นพิกุลบ้าง ในป่าช้าบ้าง พระมาเจอเข้าเขาก็ถาม บางทีก็โกหกเขาว่ากินแล้ว เพราะความอายไม่อยากให้เขามาเดือดร้อนด้วย บางวันไม่ไหว ท่ามันไม่ค่อยดี ก็บอกว่ายังครับ เขาก็เรียกไปซักผ้าบ้าง ถูกุฏิบ้าง แต่ไอ้ชนิดเรียกกูไปกินเลย กูไม่กิน กูจะบอกว่ากินแล้วแต่ถ้ามี งานให้กูทำล่ะกูจะกิน

มันไม่ใช่แย่แค่นั้น แต่ย่าดันไปรับเอาเด็กมาเลี้ยงอีก ก็ที่บ้านแถว ๆ นั้นเนี่ยมันจะมีพวกผู้หญิง หากิน พอมีลูกมันจะมาจ้างให้เลี้ยง ย่าก็ไปรับมาเลี้ยง เลี้ยงแล้วนึกว่าจะได้เงินที่ใหนได้ทุนหาย กำไรหด พวกก็หนีหมด ทิ้งเด็กไว้อีก ซวยกูล่ะ ๔ คน ๕ คน โอ้โห ! มึงเอ๊ย ! ทีนี้เลี้ยงไปเถอะ คน แก่ก็ตาย หมดรุ่นไปแล้วมาเลี้ยงเด็กอีกหนักหนาสาหัส ชีวิตมันลำบากอย่างนี้แหละลูก กว่าจะ มาเป็นตัวกูเนี่ย ยังไม่จบ ป. ๓ ด้วยนะ พอแล้วมั๊ง เหนื่อยแล้วล่ะ โปรดติดตามตอนต่อไปเหอะ "

เป็นอย่างไรบ้างล่ะชีวิตของหลวงปู่ ฟังแล้วเพลินจนอ้าปาก น้ำลายยืดไปเลยสิ ทั้งเศร้าเคล้าเสียง หัวเราะแห้ง ๆ ยังไงก็ไม่รู้ เฮ้อ ! ชีวิตของพระโพธิสัตว์ช่างยากแค้นแสนเข็ญอย่างนี้เชียวหรือ ถ้า เป็นอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ จะต้องคิดว่าเรื่องอะไรล่ะที่เราจะต้องมานั่งเอื้ออาทรใครต่อใครก็ไม่รู้ ไม่ ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย ลำพังเอาตัวให้รอดก็แทบแย่อยู่แล้ว แต่วิถีทางพระโพธิสัตว์จะต้องมี ความเตตาอย่างสุดหัวใจอย่างประมาณมิได้ จะมีจิตผิดกับปุถุชนราวฟ้ากับเหว แม้แต่ครอบครัว ที่พระโพธิสัตว์จะมาเกิดก็ต้องเป็นครอบครัวที่มีคุณธรรมสูงกว่าสามัญชนทั่วไป วันใดหลวงปู่เอื้อ อาอาทรเล่าเกร็ดชีวิต ของท่านในภาค ๒ จะนำมาเสนออีก

หลวงปู่พักอยู่ที่ใหน ......แผ่นดินคือพื้นห้อง ภูเขาคือเสาเรือน ฟ้าคือหลังคา นั่นคือที่อยู่ของข้า

ลูกรัก....ความยากลำบาก ทำให้คนอยากฉลาด

ลูกรัก ....การทุกอย่าง ไม่ว่ายากหรือง่าย ทุกข์ทรมาณเพียงใด ขอเพียงมีความจริงใจ มีจิตคิดจะให้ เจ้าจักทำมันได้อย่าง ง่ายดายและเป็นสุขที่ได้ทำ



โดย นารีรัตน์ นาคะเวช
ข้อความโดย: มดเอ๊กซ
« เมื่อ: กันยายน 29, 2010, 08:26:31 am »




ตอนที่ ๑ ที่มาที่ไปใครอยากรู้บ้าง

 เอ้า ! ท่านที่อยากรู้ที่มาที่ไปของหลวงปู่นักหนาเชิญอ่านตรงนี้ วันดีคืนดีพอเสร็จจากงานพัฒนา ถ้ำ ลูกหลานนั่งล้อมวงฟังหลวงปู่ เล่าถึงความหลังเก่า ๆ หลวงปู่เล่าว่า ........

"........... สมัยที่กูนอนหลับสนิท มันคงจะเป็นการหลับที่ยาวนานพอสมควร ยางนานขนาดเปลี่ยน แปลงรัชสมัย เปลี่ยนแปลงอายุขัยของสรรพสัตว์ มารู้สึกตัวก็ตอนที่มีคนมาปลุก ท่านผู้นิรทุกข์ อย่ามัวแต่เอาแต่หลับไหลไม่ไหวติง สัตว์ทั้งหลายกำลังรับทุกขเวทนา กูก็ตื่นขึ้นมาแล้วมองหาว่า จะไปอยู่ที่ใหนดีหว่า แต่กูก็บอกกับตัวเองว่ากูเกิดมาเยอะแล้ว อยากจะเปลี่ยนเป็นขี้ข้ากะเขาบ้าง

มีครอบครัวหนึ่งอาศัยใต้ถุนบ้านเขาอยู่ ต้องเลี้ยงดูคนตั้งเยอะแยะ มีผู้หญิงคนหนึ่งทำหน้าที่ เลี้ยงดูคนเหล่านี้ ตอนนั้นเขามีลูกสามคน ผู้ชายคนเล็กเป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือด สงสาร ทำ ยังไงจึงจะช่วยเขาได้ ครอบครัวสกุลนี้มันไม่สามารถจะมีพลังไปช่วยเหลืออะไรกับใครเขาได้ มากนัก แต่ก็เตือนตัวเองว่า ภูเขาทั้งลูกมันเกิดจากฝุ่นละอองและผงธุลี เพราะฉะนั้นขอเพียง มีความหวัง ขอเพียงมีความอดทน จริงใจ และจริงจัง ต่อสู้ฝ่าฟัน สักวันหนึ่งเราต้องเดินนำหน้า คนทั้งหลายได้แน่ ถามว่าตอนนั้นเชื่อมั่นในอำนาจของตัวเองมั๊ย ไม่ได้รู้สึกเชื่อมั่นเลย เพราะรู้ ดีว่ามหาสัตว์ผู้ถือกำเนิดใหม่ไม่ได้มีอำนาจอะไรพิเศษกว่าสามัญชน .... ตัดสินใจเอาละวะ เมื่อ เด็กคนนี้มันจะต้องตายอีกสองวันข้างหน้า ลองมาทำให้มันไม่ตายดูบ้าง และมันก็คือเรา เราก็คือ มันดู

พอคิดได้ดังนั้นก็เลยตื่นชั่วคราว ตอนนั้นร่างกายนี้มันบวมอืดหมดแล้ว ผิวหนังเป็นตุ่มแดง ๆ มีสิ่งหนึ่งที่ติดตัวกูมาตอนนั้นคือสติกับอำนาจพิเศษบางอย่างในบางเรื่องถ้าจำเป็น ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งย่าโดนงูกัด ที่บ้านไม่มีสตางค์ซิ้อยา ไม่มีปัญญาจะฉีดยา ไม่มีวิธีที่จะรักษา ความที่เรา เป็นเด็กวิ่งหายาใบไม้ใบหญ้าอะไรเคี้ยว ๆ แล้วก็ไปพ่นดูดพิษออก แล้วก็นอนร้องไห้อยู่ที่ปลาย ตีนหญ้าด้วยความรู้สึกสงสารอยากช่วย น้ำตามันก็ไหลไปโดนพิษงู มันก็ประหลาด ย่าก็หายรุ่ง เช้าตีนหายบวม

เล่าย้อนกลับมาใหม่ ร่างนี้มันแย่แล้ว การจะเอาชนะมัจจุราช มันน่าจะเป็นเรื่องยากที่สุด แต่นั่น มันมัจจุราชที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ บอกกับตัวเราเองว่าเราไม่ใช่มนุษย์นี่หว่า มัจจุราชมันไม่มี อานาจเหนือเรา ตอนนั้นมันเป็นอะไรไม่รู้ มันเป็นพลัง เป็นวิญาณรึ เปล่า ไม่ใช่ เป็นกายที่ไม่มี กาย ตัดสินใจที่จะอยู่ร่างนี้ก็ต้องซ่อมแซมบ้านเก่าที่มันผุและชำรุด ทำทุกอย่างเท่าที่เด็กอายุไม่ ถึงเจ็ดขวบพึงทำได้

จำได้ว่าตอนที่ร่างกายแย่สุด ๆ ญาติ ๆ เขาพาไปอยู่ระยอง อำเภอบ้านค่าย มีผู้หญิงคนหนึ่งแต่ง ชุดดำ ๆ เหมือนแม่มด ผมยาวปะบ่า รุ่มร่าม อายุซัก สี่ - ห้าสิบ เคี้ยวหมากฟันดำ แกหาว่าไอ้ เด็กคนนี้ถูกผีเข้าท้อง แกสั่งให้คนในบ้านหาของที่เคาะแล้วดังเช่น ขัน กะทะ หม้อ ไห มาเคาะไล่ ผี มีเครื่องเซ่น ตามแต่จะหาได้ แกเอาไข่ต้มกับมะนาวมาผ่าบนท้องแกบอกว่าแล้วท้องจะยุบ แต่ ก็เห็นท้องมันยังใสอยู่อย่างนั้นแหละ

ทีนี้คนในบ้านก็ต้องออกไปทำมาหากิน ปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียว มีพระธุดงค์สามองค์ไม่รู้มาจาก ใหนเข้ามาหาขอน้ำกิน เราก็ค่อย ๆ คลานไปตักน้ำให้ท่าน ทั้งสามองค์มีอาการแตกต่างกัน องค์ หนึ่งสูง องค์หนึ่งเตี้ย องค์หนึ่งท้วม หนึ่งในสามองค์มีองค์หนึ่งตาบอด

พอพระฉันน้ำเสร็จแล้วก็ถามว่า หนูเป็นอะไร บอกผมก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร หลังจากมาอยู่กับไอ้เด็ก คนนี้แล้ว มันไม่มีอำนาจอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นอะไร พระทั้งสามก็มาจับชีพจรมั่ง แหกลูก ตาดูบ้าง ให้แลบลิ้นดู มีอยู่องค์หนึ่งเอาเข็มมาจิ้ม ตอนนั้นไข้ขึ้นตัวร้อนมาก เขาจัดการเอาเข็ม มาจิ้มที่ปลายนิ้วทั้งสิบ เลือดพุ่งออกมาเป็นสีดำ ๆ ตอนจิ้มมันไม่รู้สึกอะไร เหมือนกับหมดสติ มันหลับ ๆ ตื่น ๆ เพ้อ ๆ จำได้ว่าหลังจากที่แกจิ้มแล้วเนี่ยเลือดไหลไข้มันลด แล้วแกก็จับพยุงขึ้น มา เอาน้ำกรอกปาก แล้วก็จี้จุดที่กลางหลัง ให้หายใจลึก ๆ ยาว ๆ นิ่มนวล ผ่อนคลาย เอ้ ! ชักดี ทำอย่างนี้สักพักใหญ่ อะไร ๆ ในกายมันก็ดีขึ้น เยี่ยวสะดวก ไอ บวม ๆ ปูด ๆ ก็หายหมด ผื่นยุบ ลงทันตาเห็น

ท่านก็เมตตานะ ปักกลดไม่ไกลบ้านนัก บ้านมันติดลำธาร แกก็ไปปักเหนือลำธาร ก่อนจะเจอพระ สามองค์นี่ ย่าจะเอาขี้ไก่ใส่สีน้ำตาลไปเผาไฟ เอามาบดใส่น้ำปูนใสกรอกปากเป็นประจำ หมอผีมัน บอกให้กิน ไม่ได้ดีขึ้นหรอก แต่พระท่านเมตตา พวกในบ้านไม่รู้หรอกว่าพระมา พระบอกว่าอย่า ไปบอกใครนะ พอคนในบ้านออกไปขุดเผือกขุดมันหมดแล้ว ท่านก็จะออกมาหา พอกล้วยข้างใน บ้านสุกก็ตัดไปถวายทพระบ้าง แกสอนให้เดินลม ก่อนหน้านั้นหลังจากเอาน้ำให้แกกิน แกดูอาการ เสร็จแล้ว แกจะล้วงลงไปในย่าม องค์ตาบอดจะเอาลูกแก้วกลมออกมา องค์สูง ๆ จะงัดออกมาลูก หนึ่งเป็นลูกแปดเหลี่ยม เมื่อเห็นเนี่ยจะเป็นแสงรัศมีใสสุกสกาวเหมือนอย่างกับเพชรลูก เขาถาม ว่าจะเลือกใคร เราก็เลือกลูกเหลี่ยม เขาก็เลยบอกว่า เอาอย่างนั้นมีสิทธิ์รักษาหาย

ว่าแล้วก็เริ่มทำการรักษาด้วยวิธีของเขา จี้จุดบ้าง สอนให้เดินลมบ้างรู้สึกดี ทางบ้านคิดว่าหลวง ปู่กินขี้ไก่แล้วหายทีนี้เลยให้กินใหญ่ เช้า กลางวัน เย็น ไม่มีใครรู้ว่าพระมาช่วยรักษา กินขี้ไก่ยัง ไม่พอยังเอาอะไรมาสุมหัวอีก หมอผีคุยขโมงโฉงเฉงเห็นมั๊ยเนี่ย ข้าผ่าท้อง ผีมันออกหมดแล้ว เราก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะเรารับปากว่าจะไม่บอก

อาทิตย์ที่สองก็เดินเหินได้ เอากล้วยไปถวายแกที่ต้นลำธาร แกก็อุ้มพากระโดดหินก้อนนั้นไปหิน ก้อนนั้น มาหินก้อนโน้น ใหม่ ๆ ก็ตกบ้าง ถลอกปอกเปิกบ้าง แตกบ้างอะไรไม่รู้สารพัด พอเข้า สัปดาห์ที่.......๔ ที่ ๕.... เดินบนหิน ก้าวอย่างกับปุยนุ่น เดินเรื่อยเปื่อยไปได้ไว ไข้และความป่วย ในกายมันก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง อย่างกับไม่มีอาการ แผลเป็นต่าง ๆ ก็หมดไป

ช่วงที่เลิอกลูกแก้วแปดเหลี่ยมชีวิตตัวเองก็เริ่มเข้าใจอะไรได้เยอะขึ้น เริ่มรู้จักการจัดระเบียบ อะไร ๆ ได้มากขึ้น เริ่มมีสำนึกในการที่จะรับผิดชอบสิ่งทีอยู่รอบ ๆ ตัวได้มากขึ้น