ใต้ร่มธรรม

แสงธรรมนำใจ => ดอกบัวโพธิสัตว์ => วัชรยาน => ข้อความที่เริ่มโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:25:26 am

หัวข้อ: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:25:26 am
(http://farm5.static.flickr.com/4140/4904337829_0fc521d5f1.jpg)


บทที่ ๑

ข้าและสรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วทั้งจักรวาล ไม่มีเว้น
ขอยึดถือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
รวมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
ตราบกระทั่งบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ
ขอให้พวกเราจงหลุดพ้นจากความกลัวในชีวิตนี้
ในสภาวะรอยต่อแห่งชีวิต
และ ในชาติหน้าด้วย เทอญ


หนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต
เขียนโดย ทะไลลามะ
บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์
แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์
บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ
พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:25:47 am
หนังสือเล่มนี้ เป็นอรรถาธิบายโศลกสิบเจ็ดบทที่มีชื่อว่า "คำอธิษฐานเพื่อแคล้วคลาดจากอุปสรรคภยันตรายในสภาวะรอยต่อแห่งชีวิต ผู้กล้าที่หลุดพ้นจากความกลัว" ซึ่งปันเชนลามะองค์แรกชื่อโลชัง โชคยี เกียลเซนประพันธ์ไว้ ท่านผู้นี้เป็นพระอาจารย์ของทะไลลามะองค์ที่ ๕ ในช่วงศตวรรษที่ ๑๗

ท่านทะไลลามะองค์ปัจจุบันผู้เป็นองค์อรรถาธิบาย กล่าวนำไว้ว่า
"การจะหลุดพ้นจากภาพหลอนอันน่ากลัวขณะที่กำลังจะตาย และในระหว่างช่วงรอยต่อแห่งชีวิตนั้น เราต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในบทโศลก ซึ่งได้บอกวิธีการที่จะขจัดความกลัวเหล่านั้นเอาไว้อย่างลึกซึ้ง การพิจารณาดังกล่าวช่วยให้เราเรียนรู้ว่า ความตายเกิดขึ้นอย่างไร เป็นความรู้ที่มีประโยชน์ในระหว่างที่เกิดกระบวนการนั้นจริง ๆ ความตายคือช่วงเวลาที่จิตเบื้องลึกเผยตัวออกมา การเจริญมรณานุสติในชีวิตประวันยังช่วยเปิดประตูไปสู่สภาวะดังกล่าวด้วย"

โศลกเจ็ดบทแรก อธิบายถึงวิธีการรับมือกับความตาย

สามบทที่สอง อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการตายสี่ขั้นแรก

บทที่สิบเอ็ด พูดถึงโครงสร้างของกายและจิตตามหลักอนุตตรโยคตันตระ

บทที่สิบสองและสิบสาม เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเข้าถึงประสบการณ์แสงกระจ่างของจิตเดิมแท้

สี่บทสุดท้าย พูดถึงสภาวะในช่วงรอยต่อแห่งชีวิต (ภายหลังจากสิ้นใจและก่อนที่จะไปสู่ชีวิตใหม่)

โศลกทั้ง ๑๗ บท นำเสนอวิธีการเตรียมตัวตายอย่างสมบูรณ์ โดยขจัดเหตุปัจจัยอันไม่พึงประสงค์ เอื้ออำนวยให้เกิดเหตุปัจจัยที่ดี รวมถึงการเรียนรู้วิธีที่จะปฏิบัติธรรมในขณะตาย การรับมือกับสภาวะในช่วงรอยต่อแห่งชีวิต ตลอดจนการกำหนดภพภูมิที่จะไปเกิดใหม่
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:26:10 am
คำอธิษฐานบทแรก ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง มุ่งมั่นปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้เป็นคุรุ โดยมีหมู่สงฆ์ที่เข้าถึงการรู้แจ้งขั้นสูงเป็นแบบอย่าง ค่อย ๆ ก้าวเดินไปบนมรรคาธรรมและการขจัดทุกข์นานา ค่อย ๆ ขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ที่ขัดขวางการหลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร และที่ขวางกั้นญาณหยั่งรู้ กระทั่งได้บรรลุถึงพุทธภาวะ หลุดพ้นจากความกลัวทั้งหลาย เพื่อการช่วยเหลือผู้อื่นให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ได้เข้าถึงสภาวะสูงสุด

ยึดถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งในการตรัสรู้ เพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย

เป็นคำอธิษฐานเพื่อปัดเป่าความกลัวในชีวิตนี้ (กลัว)สภาวะรอยต่อแห่งชีวิต (กลัว)ชาติหน้า โดยยึดถือและคำนึงถึงผู้อื่นเป็นที่ตั้ง


บทที่ ๒

ขอให้เราได้เห็นคุณค่าความหมายของการเกิดมาในชีวิตนี้
ไม่หลงใหลเพลิดเพลินไปกับเรื่องที่ไร้แก่นสาร
เนื่องจากฐานที่ดี อันยากที่จะได้มา
ทว่าง่ายที่จะเสื่อมสลายไปนี้
ได้ให้โอกาสในการเลือกระหว่างคุณกับโทษ
ความสุขกับความทุกข์



คำอธิษฐานให้ตระหนักถึงความสำคัญของชีวิต โดยการเพ่งพิจารณาถึงคุณค่าและโอกาสอันยากลำบากกว่าที่จะได้เกิดมาในร่างมนุษย์นี้

จงตระหนักถึงคุณค่าที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรรมดีมากมายในอดีตชาติ รวมทั้งซาบซึ้งในความจริงที่ว่า เรามีโอกาสที่จะเรียนรู้หลักธรรมคำสอน และพร้อมนำไปปฏิบัติ

เนื่องจากเราสามารถใช้ชีวิตอันมีค่านี้ไปในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล หรืออาจสร้างหายนะใหญ่หลวง และชีวิตนี้ก็เปราะบางอย่างที่สุด ฉะนั้น จงใช้มันอย่างมีค่าเสียตั้งแต่ตอนนี้

ความสุขทางกายเป็นเพียงความสมดุลชั่วคราวของธาตุในร่างกาย มิใช่ความสอดคล้องกลมกลืนในระดับลึก จงทำความเข้าใจถึงความไม่เที่ยงของมัน

จิตที่ได้รับการอบรมขัดเกลาจะทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และมีสุข ขณะที่จิตอันว้าวุ่นจนไม่อาจควบคุม ทำให้เราจมจ่อมอยู่กับความกลัวและความวิตกกังวล แม้ว่าสภาพแวดล้อมภายนอกจะดีเลิศเพียงใดก็ตาม จงตระหนักว่าบ่อเกิดของความสุขและสวัสดิภาพของเราขึ้นอยู่กับจิตที่ได้รับการฝึกจนสงบ ซึ่งจะยังอานิสงส์มหาศาลแก่คนรอบข้าง

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:26:37 am
บทที่ ๓

ขอให้เราสำนึกว่าไม่มีเวลาที่จะสูญเปล่าอีกแล้ว
ความตายเป็นสิ่งแน่นอน เพียงแต่เวลาของมันนั้นไม่อาจรู้แน่
ที่พบพานย่อมพลัดพราก ที่สร้างสมไว้ย่อมหมดไป ไม่มีเหลือ
ที่สุดของการขึ้นย่อมตกต่ำลง ที่สุดของการเกิดคือความตาย


เป็นคำอธิษฐานเพื่อละวางความยึดมั่นในสังสารวัฏฏ์ ด้วยการมีสติระลึกรู้ในอนิจจังและความตาย

การเจริญมรณานุสติ จะช่วยให้เราใช้เวลาอย่างมีคุณค่ายิ่งขึ้น

จงระมัดระวังตัวไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมายาคติเรื่องความเที่ยง เราจะได้ไม่ผัดผ่อนการปฏิบัติธรรมออกไป

จงตระหนักว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะวิเศษล้ำเลิศสักเพียงใด ย่อมต้องมีจุดสิ้นสุดเป็นธรรมดา

อย่าคิดว่ายังมีเวลาเหลืออีก

จงเผชิญกับวาระสุดท้ายของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา หาหนทางอันแยบยลที่จะให้ผู้อื่นรับมือกับความตายของพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา อย่าหลอกลวงซึ่งกันและกันด้วยคำหวานในเวลาที่ความตายย่างกรายเข้ามา ความจริงใจจะช่วยสร้างขวัญกำลังใจและความเบิกบาน

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:27:16 am
บทที่ ๔

ขอให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์อันหนักหน่วงเนื่องจากสาเหตุการตายต่าง ๆ
เมื่อต้องอยู่ในโลกแห่งมิจฉาทิฏฐิว่ามีผู้รับรู้และสิ่งที่ถูกรับรู้
ร่างกายอันเป็นมายาซึ่งประกอบไปด้วยธาตุอันเป็นมลทินทั้งสี่
และวิญญาณ จะแยกสลายจากกัน


เป็นคำอธิษฐานขอไม่ให้ความทุกข์เข้าครอบงำในระหว่างที่สิ้นใจ

จงลงมือปฏิบัติเสียแต่บัดนี้ เพื่อว่าเมื่อวันสุดท้ายมาถึง เราจะได้คุ้นเคยกับการคิดถึงแต่เรื่องที่เป็นบุญกุศล

จงมองเห็นร่างกายเป็นโลกแห่งมิจฉาทิฏฐิจริง ๆ เพราะถึงมันจะดูสะอาดเมื่อเราชำระล้าง เป็นบ่อเกิดของความสุข ดูเที่ยงแท้ถาวร และอยู่ภายใต้ความควบคุมของเรา แต่ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มันเกิดจากธาตุทั้งสี่ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) มีความรู้สึกเจ็บปวด และเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะโดยตัวของมันเอง

ผู้คนและสรรพสิ่งดูเหมือนจะดำรงอยู่จริงด้วยตัวมันเอง และอวิชชาก็ทำให้เรายอมรับในปรากฏการณ์อันบิดเบือนนี้ จนเพิ่มพูนอารมณ์ฝ่ายต่ำของความโลภ โกรธ และหลง ยิ่งขึ้น อารมณ์เหล่านี้จะนำไปสู่กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมที่เป็นอกุศล อันจะทำให้กระบวนการเวียนว่ายดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด พึงเข้าใจว่าเราอยู่ในโลกแห่งมิจฉาทิฏฐิ

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:27:50 am
บทที่ ๖

ขอให้เราสามารถจดจำคำสอนในการปฏิบัติ
ยามที่หมอละทิ้งเรา พิธีกรรมก็ไร้ประโยชน์
เพื่อนพ้องหมดหวังกับชีวิตของเรา
และเราถูกทอดทิ้งโดยไม่อาจช่วยอะไร


เป็นคำอธิษฐานให้มีสติระลึกถึงคำสอนในยามที่ล่วงลับ

เป็นประโยชน์ที่จะรู้ว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง ความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ได้จบสิ้นลงแล้ว ถึงตอนนั้น หมอ พระ เพื่อน และญาติต่าง ๆ ก็ไม่อาจยื้อยุดเราไว้ได้ เราต้องช่วยตัวเองเท่านั้น

ชั่วขณะสุดท้ายเราต้องรำลึกถึงพระธรรมคำสอนที่เหมาะกับระดับการปฏิบัติของเรา และปฏิบัติตามนั้น

หมั่นฝึกฝนให้คุ้นเคย และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะปฏิบัติเช่นนี้เรื่อยไป ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นไร หรือประสบกับความยุ่งยากเพียงใด  จงบำเพ็ญกุศลให้มาก เพื่อสร้างสมพลังที่เกื้อหนุนทุก ๆ ด้านของชีวิตและความตาย พร้อมกับตระหนักว่าความทุกข์เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง  จงรู้จักที่จะรักผู้อื่น และตั้งจิตอธิษฐานอยู่เสมอว่าขอให้ได้ปฏิบัติธรรมในชาติต่อ ๆ ไป

เวลาที่มีคนตาย อย่าทำให้เขาว้าวุ่น ด้วยการไปกระพือความยึดมั่นถือมั่น หรือปลุกเร้าโทสะและความเกลียดชัง อย่าคร่ำครวญต่อการจากไป อย่ายื้อยุด หรือร้องไห้ต่อหน้า ทว่าจงช่วยให้เขาจากไปอย่างมีความหมาย โดยเตือนให้นึกถึงการปฏิบัติที่ลึกซึ้งขึ้น

ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ผู้อื่นทำเช่นนี้กับเราด้วย เตรียมหาคนที่จะมาอยู่ใกล้ชิด คอยพูดกระซิบข้างหู เตือนให้เรารำลึกถึงบุญกุศลบางอย่างที่ต้องการอยู่บ่อย ๆ

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:28:11 am
บทที่ ๗

ขอให้เรามีศรัทธาในปิติสุข
เมื่อต้องละทิ้งอาหารและความมั่งคั่งที่สั่งสมมาด้วยความตระหนี่
และเราต้องพรากจากเพื่อนรักที่ห่วงหาอาทรตลอดชั่วนิจนิรันดร์
ไปเสี่ยงภัยเพียงลำพัง


เป็นคำอธิษฐานเพื่อการตายอย่างเบิกบานเชื่อมั่น

ถ้าไม่อยากสลดหดหู่ไปกับความตาย จงยึดถือศาสนาที่เราศรัทธาเป็นที่พึ่ง ด้วยความกรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพ่งพิจารณาถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตในชาตินี้อย่างมีค่า ซึ่งมีทั้งช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย และที่จำเป็นต้องปฏิบัติธรรม ตลอดจนใคร่ครวญถึงเรื่องความไม่เที่ยงอยู่เสมอ ๆ

แม้ในขณะที่ตายจะมีภาพและเหตุการณ์น่ากลัวเกิดขึ้น แต่พื้นฐานจากการรำลึกถึงการปฏิบัติที่ดีดังกล่าว จะช่วยให้เราสงบลงและเพ่งพิจารณามันด้วยความเบิกบานและเชื่อมั่น

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:28:31 am
บทที่ ๘

ขอให้เราพัฒนากุศลจิตอันทรงพลัง
ในยามที่ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ค่อย ๆ แตกดับ
กำลังวังชาถดถอย จมูกและปากแห้งเหี่ยวลง
ไออุ่นหมดไป ลมหายใจระรวย ตามมาด้วยเสียงในลำคอก่อนสิ้นใจ


เป็นคำอธิษฐานให้บังเกิดกุศลจิตอันทรงพลัง ในขณะที่สัญญาณภายนอกแห่งการดับสลายของธาตุต่าง ๆ อุบัติขึ้น

จงเรียนรู้ถึงกระบวนการแตกสลายของธาตุทั้งสี่ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณภายนอกดังที่ได้กล่าวไปเมื่อข้างต้น รวมถึงสัญญาณภายในดังที่จะอธิบายในโศลกบทต่อไป เพื่อว่าที่เราจะได้ไม่ตื่นตกใจเมื่อกระบวนการตายเริ่มต้นขึ้น

จงเอาใจใส่ชั่วขณะที่ใกล้ตาย เพื่อให้ความคิดที่เป็นกุศลหนุนเนื่องอนุสัยที่ดี

เค้าลางแห่งความตายจะปรากฏภายใน ๑-๒ ปีก่อนถึงเวลาจริง นั่นจะช่วยให้เราเห็นความจำเป็นของการเตรียมพร้อม ทว่าเป็นการดีกว่าที่จะเตรียมพร้อมเสียแต่เนิ่น ๆ

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:29:13 am
ในโศลกจากบทที่ ๑ ถึงบทที่ ๗ เป็นเรื่องของการตระเตรียมทางด้านความคิดที่จะเผชิญกับความตายอย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่บทที่ ๘ นี้ไปจะเป็นขั้นตอนการตาย ซึ่งท่านทะไลลามะอธิบายไว้อย่างละเอียดหมดจดถึงปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการตาย

กระบวนการเหล่านี้อาจจะเป็นประสบการณ์โดยตรงของท่านทะไลลามะเอง รวมทั้งของลามะท่านอื่น ๆ เพราะท่านเหล่านี้ล้วนกลับมาเกิดใหม่ทั้งสิ้น ดังนั้น ท่านจึงสามารถจดจำรายละเอียดของกระบวนการที่เกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้และทั้งนั้น จำเป็นต้องเริ่มต้นจากความคิดของเราเองก่อนว่า เราเชื่อเรื่องตายแล้วกลับมาเกิดใหม่หรือไม่ ถ้าเชื่อ จิตใจก็อาจน้อมนำเอาโศลกทั้ง ๑๗ บทเข้ามาได้ง่าย และอาจถึงขั้นนำไปปฏิบัติกับชีวิตตนเองและคนรอบข้างได้ แต่ถ้าไม่เชื่อ ก็คงเป็นเพียงการเพิ่มพูนความรู้อีกแขนงหนึ่งเท่านั้น

ในเวลาที่กระบวนการตายเกิดขึ้นจริง เราจะต้องผ่านขั้นตอนแปดอย่าง สี่ขั้นแรกเป็นการดับสลายของธาตุทั้งสี่ ส่วนอีกสี่ขั้นหลังเป็นการดับสลายของจิต เข้าสู่จิตส่วนลึกที่สุด ที่เรียกว่าจิตแห่งแสงกระจ่าง

ขั้นตอนทั้งแปดสามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะมโนภาพ ซึ่งแม้จะไม่ได้เห็นด้วยตาก็ตาม เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเรื่อยไปตามลำดับ และอาจย้อนกลับได้ด้วย

ขั้นตอนทั้งแปดมี ๑.ภาพลวงตา  ๒.หมอกควัน ๓.หิ่งห้อย ๔.เปลวไฟจากตะเกียง ๕.เวิ้งจิตที่มีสีขาวกระจ่าง ๖.เวิ้งจิตที่มีสีส้มแดงเจิดจ้า ๗.เวิ้งจิตที่มีสีดำทะมึน ๘.แสงกระจ่าง และอาจย้อนกลับขั้นตอนที่แปดไปสู่หนึ่งได้อีก

กระบวนการสี่ขั้นแรก เป็นขั้นตอนการแตกสลายของธาตุสี่

ขั้นที่ ๑ ธาตุดินเสื่อมสลายกลายเป็นธาตุน้ำ ร่างกายจะผ่ายผอม แขนขาอ่อนเปลี้ย สูญเสียพลังและสง่าราศี สายตาพร่ามัว ไม่อาจหลับตาหรือลืมตาได้อีก อาจรู้สึกเหมือนจมลงไปในดินหรือใต้โคลน ในสภาวะนี้เราต้องไม่ทุรนทุราย ให้รักษาความสงบไว้ คิดถึงแต่สิ่งดีงาม สิ่งที่เห็นในจิตนั้นดุจภาพลวงตา

ขั้นที่ ๒ ธาตุน้ำเสื่อมสลายกลายเป็นธาตุไฟ เราจะไม่รับรู้อะไรที่เกี่ยวพันกับประสาทสัมผัสและจิตสำนึกอีกต่อไป ปาก ลิ้น คอ แห้งผาก ของเหลวอื่น ๆ อาทิ ปัสสาวะ เลือด น้ำเชื้อ และเหงื่อ จะเหือดหายไป ไม่ได้ยินเสียงอีกต่อไป สิ่งที่เห็นในจิตนั้นดูคล้ายกับกลุ่มควันหรือหมอกบาง ๆ

ขั้นที่ ๓ ธาตุไฟเสื่อมสลายกลายเป็นธาตุลม ร่างกายไม่อาจเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป ไออุ่นของร่างกายจะหมดไป คนที่ทำกรรมไม่ดีไว้มาก ไออุ่นจะเคลื่อนจากกระหม่อมลงสู่หัวใจ ร่างกายท่อนบนจะเย็นก่อน ส่วนผู้ที่ทำกรรมดีมากกว่า ไออุ่นจะเลื่อนจากส้นเท้าสู่หัวใจ ร่างก่ายท่อนล่างจะเย็นก่อน ลมหายใจออกจะยาวขึ้น ลมหายใจเข้าจะสั้นลง ลำคอมีเสียง สิ่งที่เห็นในจิตประหนึ่งหิ่งห้อย ซึ่งบางครั้งก็อาจอยู่ในหมอกควัน หรือคล้าย ๆ กับประกายไฟในเขม่าก้นกระทะเหล็ก

ขั้นที่ ๔ ธาตุลมเสื่อมสลายกลายเป็นวิญญาณธาตุ ลิ้นเริ่มแข็งและหดสั้น โคนลิ้นเริ่มคล้ำ ไม่รับรู้สัมผัสทางกาย ไม่มีลมหายใจผ่านทางช่องจมูก ทว่ายังมีลมในระดับละเอียดอยู่ กระบวนการตายยังไม่สิ้นสุด สิ่งที่เห็นในจิตดูคล้ายกับเปลวไฟของตะเกียงเนยหรือเทียนไข หรือคล้ายแสงวูบไหวเหนือตะเกียง ตอนแรกแสงจะวูบไหวราวกับว่าเนยหรือขี้ผึ้งใกล้หมด จากนั้นลมซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนมโนสังขารหรือสภาพการปรุงแต่งในใจก็เริ่มดับ ทำให้เปลวไฟฉายแสงอย่างสม่ำเสมอ

ระหว่างขั้นตอนเหล่านี้ เราต้องขจัดอุปสรรคที่ปิดกั้นความคิดอันเป็นกุศล ขณะใกล้ตาย อนุสัยที่เป็นกุศลหรืออกุศล อย่างใดอย่างหนึ่งจะผุดโผล่ขึ้น และเป็นบาทฐานของชีวิตชาติหน้าทั้งหมด กรรมอื่น ๆ จะเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะของชีวิต เช่น สุขภาพ ฐานะ และสติปัญญา ฉะนั้น ความคิดและสภาวะจิตใจในช่วงเวลาดังกล่าวจึงมีความสำคัญยิ่ง

ถึงแม้ว่าชีวิตส่วนใหญ่ของเราจะคิดถึงเรื่องที่ดี เป็นกุศล ทว่าอกุศลจิตอันแรงกล้าในขณะใกล้ตาย ก็อาจกระพืออนุสัยฝ่ายต่ำขึ้นมาได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่ค่อยสร้างบุญกุศลเท่าใดนัก อาจบ่มเพาะกุศลจิตอันแรงกล้าในชั่วขณะสุดท้ายของชีวิต ไปหนุนเนื่องอนุสัยที่เป็นกุศล ทำให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีก็ได้เหมือนกัน

เราต้องเอาใจใส่ช่วงเวลานี้ให้มากที่สุด พยายามบ่มเพาะความคิดที่เป็นกุศลเท่าที่จะนึกได้ ผู้ดูแลใกล้ชิดจะต้องรู้ว่าสภาพจิตของคนใกล้ตายนั้นอ่อนไหว จึงควรเสริมสร้างบรรยากาศที่สงบ ไม่ทำอะไรรบกวน

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:29:38 am
บทที่ ๙

ขอให้เราตระหนักถึงวิถีแห่งความเป็นไปที่ไม่อาจหลีกพ้น
เมื่อเกิดปรากฏการณ์มายาอันน่าสะพรึงกลัวนานา
โดยเฉพาะภาพลวงตา หมอกควัน และหิ่งห้อย
รวมทั้งสภาพความนึกคิดทั้ง ๘๐ อย่างดับไป


เป็นคำอธิษฐานให้สามารถประคองความรู้แจ้งในสัจธรรมอันลึกซึ้ง ขณะที่นิมิตภายในเริ่มอุบัติขึ้น

จงเข้าใจว่าปรากฏการณ์ทั้งหลายที่อาจเกิดขึ้นในขณะล่วงลับ ซึ่งบางครั้งก็ดูน่าสะพรึงกลัวนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากกรรม อย่าไปให้ความสนใจกับมัน

ทำความรู้จักกับนิมิตสามอย่างแรกในแปดอย่าง คือ ภาพลวงตาคล้ายกับที่อยู่ในทะเลทราย กลุ่มควันจากปล่องไฟหรือหมอกควันบาง ๆ ที่ปกคลุมไปทั่วห้อง หิ่งห้อยหรือประกายไฟในเขม่าบนก้นกระทะ

เมื่อธาตุทั้งสี่ดับสลาย จะมีปรากฏการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น บางครั้งอาจมีภาพและเสียงประหลาดปรากฏขึ้นก่อนที่ตาและหูจะหยุดทำงาน นิมิตเหล่านี้มักปรากฏในจิตสำนึก เช่น คนที่มีอาการอ่อนเปลี้ยอาจเห็นภาพไฟคุโชน จนรู้สึกกลัวอย่างมาก บางคนก็เห็นภาพดี ๆ หรือภาพที่น่าพิศวง ทำให้รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ

ความแตกต่างเหล่านี้เป็นผลมาจากพลังของกุศลกรรมและอกุศลกรรมในชาตินี้ และในอดีตชาติ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงสภาพและลักษณะของการไปเกิดใหม่ เช่นเดียวกับที่ลักษณะของแสงบนท้องฟ้าก่อนตะวันขึ้น สามารถทำนายสภาพอากาศในวันนั้น ๆ ได้

คุณaddถามถึงเค้าลางบอกเหตุการหมดอายุขัยไว้ที่ท้ายครัว จะยกมาตอบไว้ที่นี่นะคะ

เรื่องนี้ท่านไม่ได้อธิบายไว้มากนัก คงกล่าวแต่เพียงสั้น ๆ ว่า

ภายหลังจากการปฏิสนธิ จะมีกระบวนการก่อรูปจากในระดับละเอียดไปสู่หยาบ ขณะที่ตอนตายเป็นการดับสลายจากในระดับหยาบไปสู่ละเอียด เป็นปรากฏการณ์แตกดับของธาตุทั้งสี่ที่มาประกอบกัน

สำหรับผู้ที่ค่อย ๆ ตายตามอายุขัย จะสามารถรับรู้เค้าลางบอกเหตุการตายได้ เช่น ความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับทิศทางของลมหายใจที่เข้าช่องจมูก ความฝัน ลัญญาณทางร่างกายอาจเกิดขึ้นล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะถึงวาระสุดท้ายจริง ๆ แต่สำหรับบุคคลทั่วไปจะเกิดขึ้นภายใน ๑-๒ ปี

มรณสัญญาณยังรวมถึงความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว ที่อยู่อาศัย เพื่อน ฯลฯ จนอยากไปอยู่ที่อื่น หรืออาจเกิดความหวงแหนในสิ่งที่เคยมีอย่างยิ่ง เราอาจเปลี่ยนจากท่าทีที่แข็งกร้าวมาเป็นถ้อยทีถ้อยอาศัย หรือกลับตรงกันข้าม อาจมีความกระตือรือร้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างเห็นได้ชัด สง่าราศีหรือรูปแบบพฤติกรรมเปลี่ยนไป ลักษณะการพูดจาหยาบคายอย่างมาก ชอบก่นด่า ฯลฯ หรืออาจพูดถึงเรื่องความตายเป็นเนืองนิจ

ท่านทะไลลามะได้เล่าถึงการละสังขารของอาจารย์อาวุโสของท่าน ชื่อลิง รินโปเชไว้ตอนหนึ่งว่า

ตอนที่ท่านอาจารย์ยังมีสุขภาพแข็งแรงอยู่นั้น ข้าพเจ้า(หมายถึงท่านทะไลลามะ)ไม่กล้าคิดถึงเรื่องที่ท่านจะมรณภาพเลย เพราะสำหรับข้าพเจ้าแล้ว ท่านเปรียบเสมือนศิลาอันแข็งแกร่งที่สามารถพึ่งพิงได้ ข้าพเจ้าไม่มั่นใจว่าจะอยู่ได้โดยปราศจากท่าน แต่เมื่อท่านมีปัญหาเรื่องเส้นโลหิตในสมอง ภายหลังจากมีอาการครั้งที่สองซึ่งรุนแรงมาก ในที่สุดข้าพเจ้าก็คิดว่า ตอนนี้คงถึงเวลาที่ท่านจะจากไปแล้ว บางครั้งถึงกับกับคิดว่าท่านจงใจป่วย เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่ท่านต้องละสังขารไปจริง ๆ ข้าพเจ้าจะได้พร้อมรับภาระหน้าที่ต่อไป นั่นคือการค้นหาร่างที่ท่านจะกลับมาเกิดใหม่

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:30:03 am
บทที่ ๑๐

ขอให้เรามีสติและความสามารถในการใคร่ครวญอย่างแจ่มชัด
เมื่อธาตุลมเริ่มดับสลายกลายเป็นวิญญาณธาตุ
และกระแสของลมหายใจภายนอกสิ้นสุดลง
ปรากฏการณ์อันเป็นทวิลักษณ์อย่างหยาบ ๆ มลายหายไป
จนกระทั่งเกิดภาพนิมิตคล้ายกับตะเกียงเนยที่ส่องแสง


เป็นคำอธิษฐานให้มีสติอันแรงกล้า สามารถระลึกถึงความพากเพียรอันเป็นบุญกุศลในอดีต ขณะที่ปรากฏการณ์อันเป็นทวิลักษณ์อย่างหยาบ ๆ ดับสลาย

จิตและกายมีธรรมชาติพื้นฐานที่ต่างกัน มันจึงมีเหตุแห่งการดำรงอยู่ที่ผิดแผกกัน

กายวัตถุมีวัตถุธาตุเป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่ แต่เหตุแห่งการดำรงอยู่ของจิตคือชั่วขณะที่แล้วของจิตนั้นเอง ฉะนั้นไม่ว่าชั่วขณะใดของจิต ก็ต้องอาศัยชั่วขณะที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่ กล่าวคือจะต้องเป็นกระแสจิตที่ต่อเนื่อง ปราศจากจุดเริ่มต้น นี่จึงเป็นเหตุให้เกิดการเวียนว่ายไม่รู้จักจบสิ้น

รูปกายจะขึ้นอยู่กับปัจจัยปรุงแต่งที่เพิ่มพูนขึ้นหรือลดลง แต่มันก็ยังมีชีวิต และเมื่อพลังชีวิตดับลง มันจะเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นซากศพ พลังชีวิตที่รักษารูปกายไม่ให้เน่าเปื่อยก็คือจิตนั่นเอง ความจริงที่ว่าเนื้อหนังประกอบเข้ากับจิตทำให้รูปกายไม่เน่าสลาย กระแสสืบต่อของจิตนี้คือสิ่งที่จะนำเราไปสู่ชาติหน้า

แม้กายและจิตจะมีเหตุแห่งการดำรงอยู่ที่ต่างกัน แต่ก็มีความเกี่ยวพันกันหลายด้าน รูปกายทำหน้าที่เป็นตัวค้ำจุนหรือฐานของจิต จิตก็ก่อให้เกิดรูป เนื่องจากกรรมหรือการกระทำของเราซึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากจิตนั้นเป็นตัวกำหนดสภาพแวดล้อม อิทธิพลร่วมจากกรรมของสรรพสัตว์ต่าง ๆ จึงเป็นตัวลิขิตระบบโลกที่เราอาศัยอยู่

การนำหลักการเรื่องเหตุแห่งการดำรงอยู่และปัจจัยประกอบที่ก่อให้เกิดรูปมาใช้ จะทำให้เราสามารถแลเห็นว่าธาตุของพ่อและแม่ คืออสุจิกับไข่ เป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่ที่ทำให้เกิดรูปกายของเด็ก และเป็นปัจจัยประกอบของจิต จิตของเด็กในชั่วขณะสุดท้ายเมื่อชาติก่อน เป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่ของจิตในชั่วขณะของการปฏิสนธิ และเป็นปัจจัยประกอบของรูปกาย

ตามหลักอนุตตรโยคตันตระ จิตยังต้องอาศัยปราณเป็นกาย แต่เป็นกายที่มิได้ประกอบด้วยอนุภาค เป็นกายทิพย์ที่จิตหรือวิญญาณใช้ในการขับเคลื่อนดังเช่นคนขี่ม้า จิตหรือวิญญาณก็ขี่ปราณ เมื่อจิตหรือวิญญาณแยกจากรูปกาย ก็มีปราณเป็นพาหนะนำเราข้ามภพ

เมื่อปราณหรือพลังที่จิตในระดับต่าง ๆ ขับเคลื่อนอยู่เริ่มอ่อนกำลังลง และสลายตัวเป็นวิญญาณมากขึ้น จิตในระดับที่ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น ก็จะเผยตัวออกมา เป็นธรรมชาติอันประภัสสรและล่วงรู้ของจิตเอง 

หลังจากเกิดนิมิตภายในสามอย่าง คือภาพลวงตา หมอกควัน และหิ่งห้อยแล้ว จะปรากฏนิมิตอย่างที่สี่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายเปลวไฟจากตะเกียงเนยหรือเทียนไข ตอนแรกจะวูบไหวก่อน จากนั้นจึงเป็นเปลวที่สม่ำเสมอ

พอถึงขั้นนี้ แม้ลมหายใจภายนอกที่ผ่านทางช่องจมูกจะหยุดแล้ว และไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก แต่คนคนนั้นก็ยังไม่ตาย เป็นการดีที่จะไม่ไปรบกวนร่างของคนผู้นั้น จนกว่าการตายจะเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์

การมีสติและความสามารถในการใคร่ครวญ ซึ่งจะช่วยให้เราจดจำได้ว่ากระบวนการภายในกำลังเกิดขึ้นในขั้นตอนใดนั้น สามารถก่อให้เกิดการรู้แจ้งอันทรงพลัง และส่งผลให้ได้ไปเกิดในสุคติภูมิ

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:30:29 am
บทที่ ๑๑

ขอให้เราได้รู้จักกับธรรมชาติของตนเอง
จากโยคสาธนา อันทำให้ตระหนักรู้ว่า
การเวียนว่ายและนิพพานนั้นว่างเปล่า
เมื่อรูปปรากฏ การเพิ่มพูน และสภาวะที่เข้าใกล้การตรัสรู้
มลายไป – จากอย่างแรกสู่อย่างหลัง –
และปรากฏสิ่งที่คล้ายแสงจันทร์ แสงตะวัน
และความมืดมิดแผ่คลุมไปทั่ว


เป็นคำอธิษฐานขอให้สามารถจดจำประสบการณ์ของจิตเดิมแท้ ในขณะที่ความว่างสามขั้นแรกปรากฏขึ้น

อนุตตรโยคตันตระแบ่งวิญญาณหรือจิตออกเป็น ๓ ระดับ หยาบ ละเอียด และประณีตที่สุด

ระดับหยาบ ครอบคลุมถึงวิญญาณหรือการรับรู้ประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ตารับรู้สีและรูปทรง หูรับรู้เสียง จมูกรับรู้กลิ่น ลิ้นรับรู้รส และกายรับรู้สัมผัส

ระดับละเอียด คือวิญญาณที่รับรู้ความนึกคิด แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มตามลักษณะของลม ๓ ประเภท คือ แรง ปานกลาง และเบา ที่วิญญาณทั้งสามระดับขับเคลื่อนอยู่ เป็นภาพสะท้อนของจิตที่ลึกขึ้น มีการรับรู้ในเชิงทวิลักษณ์น้อยลงเรื่อย ๆ เป็นสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในจิตละเอียด อันจะเผยตัวออกมาในช่วงที่จิตระดับหยาบดับไป

กลุ่มแรก เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนตัวอย่างแรงของลมที่เข้ายึดเกาะอารมณ์ อันครอบคลุมถึงสภาพความนึกคิด ๓๓ ประเภท อันได้แก่ ความกลัว ความยึดมั่นถือมั่น ความหิว ความกระหาย ความกรุณา ความโลภ และความริษยา

กลุ่มที่สอง เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนตัวในระดับปานกลางของลมที่เข้ายึดเกาะอารมณ์ ซึ่งก็คือความคิด ๔๐ ประเภท อาทิเช่น ความเบิกบานยินดี ความรู้สึกประหลาดใจ ความเอื้อเฟื้อ ความรู้สึกอยากที่จูบ ความกล้าหาญ ความก้าวร้าว และความคดโกง

กลุ่มที่สาม เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนตัวอ่อน ๆ ของลมที่เข้ายึดเกาะอารมณ์ คือ ความคิดเจ็ดประเภท มี การหลงลืม ความเข้าใจผิด ความรู้สึกเกร็ง หดหู่ เกียจคร้าน สงสัย และความรู้สึกเลือกที่รักมักที่ชัง

ระดับประณีต เป็นระดับสุดท้าย แบ่งออกได้สี่ขั้นตอน คือจิตละเอียดสามระดับ และสิ้นสุดลงด้วยจิตประณีตที่สุดอีกหนึ่งขั้นตอน

ระดับประณีตขั้นที่หนึ่ง เมื่อลมที่สภาพความคิดทั้ง ๘๐ ประเภทนี้อิงอาศัยอยู่ ดับสลายลง ความคิดก็ย่อมจะดับไปด้วย ทำให้จิตหรือวิญญาณในระดับละเอียดอันดับแรกเผยตัวออกมา เริ่มมีปรากฏการณ์ทางจิตที่เป็นสีขาวกระจ่าง เป็นความโล่งแจ้งเจิดจ้าที่เรื่อเรืองไปด้วยแสงสีขาว ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากนี้ปรากฏในจิต สภาวะนี้เรียกว่า “ปรากฎการณ์” มีลักษณะคล้ายแสงจันทร์ แต่ไม่ได้สาดส่องมาจากภายนอก หรืออาจเรียกว่า “ความว่าง” เนื่องจากมันอยู่เหนือความนึกคิดทั้ง ๘๐ แล้ว

ระดับประณีตขั้นที่สอง เมื่อจิตแห่งปรากฏการณ์แสงสีขาวและลมสลายตัว เข้าสู่จิตแห่งปรากฏการณ์เพิ่มพูน ก็จะบังเกิดปรากฏการณ์แสงสีส้มแดง ความโล่งแจ้งที่เจิดจ้ายิ่งกว่า เรียกสภาวะนี้ว่า “ปรากฏการณ์เพิ่มพูน” เหมือนกับแสงตะวันอันแรงกล้า อาจเรียกได้ว่า “ความว่างอย่างยิ่ง”

ระดับประณีตขั้นที่สาม เมื่อจิตแห่งปรากฏการณ์เพิ่มพูนสีส้มแดงและลมของมันมลาย เข้าสู่จิตที่ใกล้บรรลุ ก็จะเกิดปรากฏการณ์สีดำทะมึน ช่วงแรกของจิตใกล้บรรลุที่ดำทะมึนนี้ เราจะยังคงมีสติ แต่ช่วงหลังเราจะไม่รู้สึกตัว อยู่ท่ามกลางความมืดมิด คล้าย ๆ สะลึมสะลือ ขั้นนี้เรียกว่า “ใกล้บรรลุ” หรือ “ความว่างอย่างที่สุด”

ระดับประณีตขั้นสุดท้าย ลมจะอ่อนกำลังลง เข้าสู่สภาวะของลมที่ละเอียดที่สุด ถึงตอนนี้สติจะฟื้นคืน ปรากฏเป็นจิตประภัสสร หรือจิตแห่งแสงกระจ่าง อันเป็นจิตที่ละเอียดที่สุด ปราศจากความคิด ไม่มีลักษณะของทวิลักษณ์ การปรุงแต่งทางความคิดจะหยุดลง และสภาวะอันแปดเปื้อนทั้งสาม คือปรากฏการณ์สีขาว สีแดงและดำ หรือพระจันทร์ พระอาทิตย์ และความมืดมิด ซึ่งบดบังสีธรรมชาติของท้องฟ้าไว้ก็จะดับสลายไปด้วย เกิดความโล่งแจ้งอย่างมาก เป็นจิตในระดับที่เรียกว่า “จิตเดิมแท้อันประภัสสร” และ “ว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง”

คนส่วนใหญ่จะสิ้นใจในตอนที่จิตระดับละเอียดที่สุดเผยตัว ปกติจิตที่ละเอียดที่สุดนี้จะยังคงอยู่ในร่างกายอีกสามวัน ถ้าร่างนั้นไม่ได้รับผลกระทบจากโรค สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมที่เชี่ยวชาญ ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นโอกาสที่มีค่าของการปฏิบัติ  ผู้ที่เข้าถึงจิตประภัสสรจะสามารถคงอยู่ในสภาวะนี้ได้นานกว่า ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนก่อนหน้านี้ บางคนอาจถึงขั้นสามารถเข้าถึงสัจธรรมแห่งความว่างของปรากฎการณ์ทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งรวมถึงวัฏสงสาร และนิพพานด้วย

คำอธิบายของท่านทะไลลามะในบทนี้ ละเอียดกว้างขวางมาก ท่านยังได้อธิบายถึงโครงสร้างของช่องโคจรต่าง ๆ ในร่างกาย โครงสร้างของลมหรือปราณในร่างกาย  หยดที่เป็นของเหลวสำคัญภายในร่างกาย  อันเป็นปรากฏการณ์ทางกายที่จะเกิดควบคู่กันไปกับปรากฏการณ์ทางจิต และยังได้อธิบายเกี่ยวกับสุญญตาด้วย ซึ่งจะยืดยาวมากถ้านำมาโพสท์ในที่นี้ แค่นี้ก็ยาวมากแล้ว จะเบื่อกันเสียก่อน หากสนใจจริง ๆ แนะนำให้หาหนังสือมาอ่านจะง่ายกว่า ที่คัดมานี้เฉพาะส่วนที่เป็นปรากฏการณ์ทางจิตเท่านั้น

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:30:57 am
บทที่ ๑๒

ขอให้แสงกระจ่างแม่กับลูกได้มาบรรจบพบกัน
เมื่อสภาวะใกล้บรรลุได้หลอมละลายเข้าสู่ความว่างเปล่าอย่างที่สุด
เมื่อความคิดฟุ้งซ่านทั้งหลายดับลง
และปรากฏประสบการณ์คล้ายท้องฟ้าในยามฤดูใบไม้ร่วงที่ไร้มลทินบดบัง


เป็นคำอธิษฐานให้แสงกระจ่างแม่กับลูกได้พบกัน เมื่อความว่างในขั้นที่ ๔ อุบัติขึ้น

ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการตาย เกิดขึ้นเมื่อจิตเดิมแท้แห่งแสงกระจ่างปรากฏขึ้น มันเป็นจิตที่คงอยู่มาแต่ปางบรรพ์ และจะคงอยู่ตลอดไปชั่วนิรันดร์

เมื่อบรรลุสู่พุทธภูมิ เราจะสามารถคงอยู่ในจิตแห่งแสงกระจ่าง โดยไม่ประสบกับกระบวนการที่ย้อนกลับไปสู่จิตระดับหยาบ และจะไม่มีการสั่งสมกรรมอีกต่อไป

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ปรากฏการณ์อย่างหยาบจะหายไปในตอนตาย แต่สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูงจะพยายามใช้จิตนี้เพื่อเข้าถึงสัจธรรม ซึ่งก็คือความว่างเปล่าของสรรพสิ่ง โดยอาศัยพลังแห่งความคุ้นเคยจากการเพ่งพิจารณาสุญญตา

จิตแห่งแสงกระจ่างทั่ว ๆ ไปที่ปรากฏในขั้นตอนสุดท้ายของการตายเรียกว่า แสงกระจ่างแม่ ส่วนแสงกระจ่างที่เกิดจากพลังแห่งการบำเพ็ญเพียรเรียกว่า แสงกระจ่างลูก

เมื่อแสงกระจ่างแม่ในขณะล่วงลับ ซึ่งปรากฏขึ้นเนื่องจากกรรม เปลี่ยนไปเป็นจิตที่หยั่งรู้ถึงความว่าง หรือแสงกระจ่างลูก เราจะเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า การพบกันของแสงกระจ่างแม่กับลูก

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:31:31 am
บทที่ ๑๓

ขอให้เรามีสมาธิตั้งมั่นอย่างแรงกล้า
อยู่ในปัญญาญาณแห่งปิติสุขเดิมแท้ที่หลอมรวมเข้ากับสุญญตา
ระหว่างความว่างทั้งสี่ที่เกิดขึ้น หลังจากองค์ประกอบสีขาว
ซึ่งมีลักษณะคล้ายจันทราหลอมละลาย
ด้วยอัคคีแห่งอิตถีเพศอันทรงอานุภาพดุจดั่งอสนีบาต


เป็นคำอธิษฐานขอให้สามารถตั้งมั่นอยู่ในความสงบจากการเพ่งพิจารณา ภายใต้ปัญญาญาณแห่งปิติสุขอันสูงส่งกับสุญญตา ซึ่งเป็นการหลอมรวมของปิติสุขเดิมแท้กับความว่าง ในระหว่างที่ความว่างทั้งสี่บังเกิดขึ้น

ผู้ปฏิบัติขั้นสูงสุดสามารถเปลี่ยนแสงกระจ่างแม่ที่ปรากฏในขณะล่วงลับ เนื่องด้วยอำนาจกรรม ให้เป็นจิตที่ตื่นรู้ได้

สำหรับผู้ปฏิบัติในระดับที่ต่ำกว่า ซึ่งฝึกเทวโยคะตามอนุตตรโยคตันตระในชีวิตประจำวัน จะจินตนาการถึงนิมิตแห่งความตายภายใต้ขอบเขตของการกำหนดรู้ทั้งสาม คือการแยกแยะนิมิตที่กำลังปรากฏ ที่อุบัติขึ้นก่อนหน้า และที่จะเกิดตามมา จงฝึกสร้างมโนภาพถึงนิมิตทั้งแปด พร้อมกับใคร่ครวญในสุญญตา โดยนิมิตแต่ละขั้นจะแบ่งเป็นสามส่วน ยกเว้นขั้นแรกกับขั้นสุดท้ายซึ่งมีแค่สองส่วน

๑. ภาพลวงตากำลังปรากฏ หมอกควันใกล้จะอุบัติขึ้น
๒. หมอกควันกำลังปรากฏ ภาพลวงตาเพิ่งดับไป หิ่งห้อยใกล้จะอุบัติขึ้น
๓. หิ่งห้อยกำลังปรากฏ หมอกควันเพิ่งดับไป เปลวไฟใกล้จะอุบัติขึ้น
๔. เปลวไฟกำลังปรากฏ หิ่งห้อยเพิ่งดับไป ปรากฏการณ์สีขาวสว่างใกล้จะอุบัติขึ้น
๕. ปรากฏการณ์สีขาวสว่างกำลังปรากฏ เปลวไฟเพิ่งดับไป ปรากฏการณ์เพิ่มพูนสีส้มแดงเจิดจ้าใกล้จะอุบัติขึ้น
๖. ปรากฏการณ์เพิ่มพูนสีส้มแดงเจิดจ้ากำลังปรากฏ ปรากฏการณ์สีขาวสว่างเพิ่งดับไป ปรากฏการณ์เพิ่มพูนสีดำทะมึนใกล้จะอุบัติขึ้น
๗. ปรากฏการณ์สีดำทะมึนกำลังปรากฏ ปรากฏการณ์สีส้มแดงเจิดจ้าเพิ่งดับไป จิตแห่งแสงกระจ่างใกล้จะอุบัติขึ้น
๘. จิตแห่งแสงกระจ่างกำลังปรากฏ ปรากฏการณ์สีดำทะมึนเพิ่งดับไป

การฝึกเทวโยคะแบบเฉพาะในอนุตตรโยคตันตระ ผู้ปฏิบัติจะประสานความเข้าใจในเรื่องสุญญตาที่ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดก็ตาม เข้ากับการค่อย ๆ สร้างมโนภาพถึงนิมิตแห่งความตายทั้งแปด จากนั้นจะใช้จิตแห่งแสงกระจ่างเพื่อเข้าถึงสุญญตา หรือทำเสมือนเข้าสู่สภาวะดังกล่าว เป็นบาทฐานให้รูปกายอันกรุณาขององค์เทพปรากฏในจินตภาพ

ผู้ปฏิบัติขั้นสูงที่ตั้งมั่นอยู่ในปัญญาและความกรุณา จะใช้การเสพสังวาสเพื่อช่วยให้จิตใจเกิดสมาธิแน่วแน่ และเผยธรรมชาติเดิมแท้แห่งแสงกระจ่างออกมา อันจะเกื้อหนุนให้เขาเข้าถึงความว่างเปล่าของสรรพสิ่ง ในวิถีทางที่ทรงพลังอย่างประหลาดล้ำ

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:32:00 am
บทที่ ๑๔

แทนที่จะเข้าสู่สภาวะรอยต่อแห่งชีวิต
ขอให้เราสามารถน้อมนึกถึงภาพมายา เพื่อว่าทันทีที่ละจากแสงกระจ่าง
เราจะได้ปรากฏอยู่ในรูปของสัมโภคกาย
ที่สว่างไสวไปด้วยรัศมีแห่งองค์คุณและความงามของพุทธะ
อันเกิดแต่ลมและจิตแห่งแสงกระจ่างของความตาย


เป็นคำอธิษฐานขอให้เข้าถึงกายทิพย์ แทนที่จะเข้าสู่ช่วงรอยต่อแห่งชีวิต

ผู้ปฏิบัติขั้นสูงสามารถใช้ประโยชน์จากแสงกระจ่างแห่งความตายทั่ว ๆ ไป และลมที่มันอิงอาศัย เป็นเหตุแห่งการดำรงอยู่ของจิตและกายอันบริสุทธิ์ได้

การจะฟื้นจากจิตแห่งแสงกระจ่างในรูปของกายทิพย์ อันเกิดจากลม จำเป็นต้องฝึกสร้างมโนภาพให้ตัวเองมีจิตและกายที่เปี่ยมไปด้วยความกรุณาก่อน แล้วสิ่งที่จินตนาการก็จะนำพาไปสู่สภาพที่เป็นจริง ๆ

การเปลี่ยนแปลงในขั้นสุดท้าย จะต้องไม่ย้อนกลับจากจิตเดิมแท้อันประภัสสร ไปสู่จิตระดับหยาบ ซึ่งสิ่งนี้จะนำไปสู่อมตภาพ

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:32:28 am
บทที่ ๑๕

ถ้าสภาวะรอยต่อแห่งชีวิตปรากฏขึ้นเนื่องจากกรรม
ขอให้การเพ่งพิจารณาอย่างเท่าทัน
จนตระหนักรู้ถึงความว่างเปล่าของสรรพสิ่ง
ความทุกข์จากการเกิด การตาย
และการอยู่ในสภาวะรอยต่อแห่งชีวิต
จงช่วยชำระปรากฏการณ์อันเป็นมายา


เป็นคำอธิษฐานให้ปรากฏการณ์ที่ไม่ดีที่บังเกิดขึ้นในช่วงระหว่างรอยต่อแห่งชีวิตสามัญ กลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยชำระความบริสุทธิ์

เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องจดจำนิมิต ระหว่างที่เราอยู่ในช่วงรอยต่อแห่งชีวิต

จงมองดูประสบการณ์และปรากฎการณ์ทั้งที่น่ารื่นรมย์ ไม่น่ารื่นรมย์ เป็นเสมือนเครื่องสะท้อนกรรมดีกรรมชั่วของตนเอง

จงจินตนการให้ตัวเองอยู่ในกายทิพย์แทนสิ่งที่ปรากฏแก่เรา น้อมนึกว่าสรรพชีวิตทั้งหลายที่อุบัติขึ้นนั้นเป็นภาพสะท้อนของความกรุณาและปัญญา ปรากฏการณ์ของสิ่งแวดล้อมทั้งมวลเป็นที่พักพิงอันน่าอัศจรรย์

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:32:56 am
บทที่ ๑๖

ขอให้โยคสาธนาช่วยแปรเปลี่ยนทั้งสิ่งภายนอก  สิ่งภายใน  และสิ่งเร้นลับ
ในยามที่นิมิตต่าง ๆ คือ  เสียงทั้งสี่แห่งการทวนกลับของธาตุทั้งหลาย
จงช่วยให้เราได้ไปเกิดในภพภูมิอันบริสุทธิ์ด้วยเทอญ


เป็นคำอธิษฐานขอให้ได้ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่บริสุทธิ์  ด้วยอำนาจจากโยคสาธนาชำระสิ่งภายนอก  สิ่งภายใน  และสิ่งที่ซ่อนเร้น

จงเตรียมพร้อมว่า  ในสภาวะรอยต่อแห่งชีวิตอาจมีปรากฏการณ์ประหลาดมากมาย  ทั้งที่น่าอัศจรรย์และน่ากลัวบังเกิดขึ้น  พึงเข้าใจเสียแต่บัดนี้ว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยจินตนาการของเรา

จงอยู่ในความสงบ  สร้างมโนภาพถึงสภาพแวดล้อมว่า  เป็นดั่งเคหาสน์ที่งดงามท่ามกลางภูมิประเทศอันเงียบสงบ  แลเห็นว่าสรรพชีวิตก็มีธาตุแห่งความกรุณาและปัญญาอยู่ในตัว  พิจารณาสติของตนเสมือนโพธิจิตที่รู้แจ้งในสุญญตา

สิ่งนี้จะช่วยให้เราได้ไปเกิดใหม่  ในที่ที่ยังคงสามารถปฏิบัติเพื่อความรู้แจ้งอันลึกซึ้งต่อไปได้

(จากหนังสือเรื่อง  ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย  ทะไลลามะ  บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย  เจฟฟรี  ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย  ธารา  รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย  พจนา  จันทรสันติ  พิมพ์โดย  สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:33:27 am
บทที่ ๑๗
ขอให้เราได้เกิดใหม่ โดยมีชีวิตที่สูงส่ง
สามารถฝึกปฏิบัติตันตระ โดยอาศัยท้องนภา
หรือร่างของนักบวช หรือฆราวาสผู้บำเพ็ญไตรสิกขา
ทั้งขอให้เราได้รู้แจ้งในมรรคทั้งสองขั้นของการบ่มเพาะและการถึงพร้อม
จนบรรลุถึงซึ่งธรรมกาย สัมโภคกาย
และนิรมาณของพระพุทธองค์โดยเร็วด้วยเถิด


เป็นคำอธิษฐานขอให้ได้ใช้ชีวิตที่เกิดใหม่อย่างมีคุณค่า

จุดประสงค์ในการเกิดใหม่ของเรา คือการไปเกิดในร่างและในสภาพที่เกื้อหนุนให้สามารถปฏิบัติธรรมต่อไปได้จนสัมฤทธิผล

เป้าหมายของการตรัสรู้  เป็นไปเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มที่

(จากหนังสือเรื่อง ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย ทะไลลามะ บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย เจฟฟรี ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย ธารา รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย พจนา จันทรสันติ พิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 15, 2010, 05:34:38 am
ท่านทะไลลามะกล่าวว่า  การเจริญมรณานุสติอยู่บนบาทฐานสามประการ เหตุผลเก้าประการ  และการตัดสินใจสามประการ

บาทฐานแรก  คือการเพ่งพิจารณาว่าความตายเป็นสิ่งแน่นอน  มีเหตุผลสามประการ
๑.เนื่องจากความตายเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น  ดังนั้นจึงมิอาจหลีกพ้น
๒.เนื่องจากเราไม่ยืดอายุขัยออกไปได้  และมันมีแต่จะลดทอนลง
๓.เนื่องจากถึงแม้เราจะมีชีวิตอยู่  แต่ก็เหลือเวลาเพียงน้อยนิดในการปฏิบัติ

การตัดสินใจขั้นแรก......ฉันต้องปฏิบัติ

บาทฐานที่สอง  คือการเพ่งพิจารณาว่าเวลาแห่งการล่วงลับนั้นไม่แน่นอน  มีเหตุผลสามประการ
๔.เนื่องจากอายุขัยของเราบนโลกนี้ไม่แน่นอน
๕.เนื่องจากสาเหตุแห่งการตายมีมากมาย  ขณะที่สาเหตุของการดำรงอยู่มีเพียงน้อยนิด
๖.เนื่องจากช่วงเวลาแห่งการจากไปไม่แน่นอน  เพราะความเปราะบางของร่างกาย

การตัดสินใจขั้นที่สอง......ฉันต้องลงมือปฏิบัติตั้งแต่ตอนนี้

บาทฐานที่สาม  คือการเพ่งพิจารณาว่าในช่วงขณะสุดท้ายของชีวิต  ไม่มีสิ่งใดจะช่วยได้  นอกจากการปฏิบัติ  มีเหตุผลสามประการ
๗.เนื่องจากชั่วขณะสุดท้ายของชีวิต  เพื่อนก็ไม่อาจช่วยได้
๘.เนื่องจากชั่วขณะสุดท้ายของชีวิต  ทรัพย์ศฤงคารก็ไม่อาจช่วยได้
๙.เนื่องจากชั่วขณะสุดท้ายของชีวิต  ร่างกายของเราเองก็ไม่อาจช่วยได้

การตัดสินใจขั้นสาม......ฉันจะละวางความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งที่ประเสริฐเลิศล้ำต่าง ๆ ในชีวิตนี้

(จากหนังสือเรื่อง  ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต เขียนโดย  ทะไลลามะ  บรรณาธิการและถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย  เจฟฟรี  ฮ้อปกินส์ แปลเป็นภาษาไทยโดย  ธารา  รินศานต์ บรรณาธิการภาษาไทยโดย  พจนา  จันทรสันติ  พิมพ์โดย  สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)


 :yoyo108:

http://www.thummada.com/cgi-bin/iB315/ikonboard.pl?act=ST;f=4;t=1854;st=0
หัวข้อ: Re: ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต โศลกสิบเจ็ดบทของปันเชนลามะ
เริ่มหัวข้อโดย: ฐิตา ที่ กันยายน 15, 2010, 06:02:48 am
 
 
                                         :02:    ลิ้งค์ค่ะ   :13:
                                                  :45: