ใต้ร่มธรรม

ริมระเบียงรับลมโชย => รับสายลมเย็นหน้าระเบียง => คุยสบาย นานาสาระ => ข้อความที่เริ่มโดย: sithiphong ที่ กันยายน 15, 2010, 09:28:36 pm

หัวข้อ: ทำไมลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่า
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 15, 2010, 09:28:36 pm
ทำไมลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่า
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    15 กันยายน 2553 08:57 น

(http://pics.manager.co.th/Images/553000013684401.JPEG)

  ผู้ ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะลึกซึ้งในการวางกลยุทธ์ด้านราคา ส่วนใหญ่มักพิจารณาแต่เรื่องต้นทุน ราคาของคู่แข่งและกำไรที่ต้องการ ทำให้หลายครั้งตั้งราคาต่ำ เพราะต้องการแข่งขันด้วยราคาแต่ลูกค้าไม่ซื้อ ??
       
       ลูกค้ายอมจ่ายเพื่อซื้อสินค้าที่แพงกว่า ??
       หรือตั้งราคาแพงเกินไปแล้วลูกค้าไม่ซื้อ…ทำไม..ทำไม ??
       ความจริง “ราคา” เป็นตัววัดผลประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับจากการซื้อสินค้าหรือบริการเปรียบเทียบ กับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อสินค้าหรือบริการนั้นๆ
       
       เพราะฉะนั้น ความรู้สึกและความคาดหวังของลูกค้าเป็นประเด็นสำคัญในการวางกลยุทธ์ด้านราคา ทุกครั้งที่ลูกค้าตัดสินใจเรื่องราคาลูกค้าจะมีราคาที่เห็นว่าเหมาะสมอยู่ใน ใจอยู่แล้ว ที่เรียกว่า ราคาอ้างอิง อย่างที่มักพูดว่า “เคยซื้อราคาเท่านี้” ท่านก็เป็นแบบนี้เหมือนกันใช่ไหมครับ
       
       ราคาอ้างอิงที่อยู่ในใจนี้อาจจะมาจากความทรงจำหรือประสบการณ์ของ ลูกค้า หรือจากปัจจัยแวดล้อมภายนอกในขณะที่ตัดสินใจซื้อสมมติว่า ท่านซื้อน้ำดื่มบรรจุขวด (ขนาด500 มล.) จากร้านมินิมาร์ท ท่านคงไม่จ่ายเกินขวดละ 10 บาท เกินกว่านี้ถือว่าแพงไป
       
       ทั้งนี้เพราะความทรงจำบอกว่าราคาควรเป็นเท่านั้นแต่ถ้าท่านซื้อน้ำ ดื่มบรรจุขวดยี่ห้อเดียวกัน ขนาดเท่ากันในร้านอาหารอย่าง S&P ที่ราคาขวดละ 15-20 บาท (สมมตินะครับ) แบบนี้ท่านคงจะรับราคานั้นได้ เพราะฉะนั้น ท่านจะพบว่า นักการตลาดใช้กลยุทธ์ทำราคาเปรียบเทียบเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น เร็วขึ้น เช่น มีป้ายบอกว่าราคาปกติ 120 บาท แล้วขีดฆ่า ขายแค่ 99 บาท หรือ บางทีก็ทำป้ายบอกว่าลดราคา เท่าโน้น เท่านี้เปอร์เซ็นต์เพราะความรู้สึกของลูกค้านั่นเอง ทำให้สินค้าที่สร้างแบรนด์จนเป็นที่ยอมรับสามารถตั้งราคาได้สูงกว่าแบรนด์ สินค้าคู่แข่ง อย่างที่ชาเขียวโออิชิสามารถขายได้ราคาสูงกว่าชาเขียวยี่ห้ออื่นๆ
       
       นักการตลาดบางคนใช้กลยุทธ์ตั้งราคาที่ลงท้ายด้วยเลข 9 เช่น 19 บาท 29 บาท อย่าง ที่รองเท้าบาจาใช้กลยุทธ์ราคานี้มานานแสนนาน เพราะดูว่าถูกกว่า (อย่างน้อยก็ตั้ง 1 บาท !!)หรือตามหลักการอ่านหนังสือที่เราอ่านจากซ้ายไปขวา เพราะฉะนั้น ราคา 395 บาทย่อมกระตุ้นความสนใจมากกว่าราคา 405 บาท ทั้งที่ความจริงต่างกันแค่ 10 บาทเท่านั้น

(http://pics.manager.co.th/Images/553000013684402.JPEG)

       ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาของลูกค้าที่เกี่ยวกับราคา
       
       ส่วนปัจจัยหลักๆ ที่ใช้ในการกำหนดราคา คือ ต้นทุนของสินค้าและราคาขายของคู่แข่งที่ต้องพิจารณาประกอบกับความสามารถใน การจ่ายของลูกค้าเป้าหมายนั้น ผมอยากจะเสนอกลยุทธ์การตั้งราคาโดยคำนึงถึงปัจจัยคุณค่าที่ทำให้ลูกค้ายอม จ่ายแพงกว่า “Value Base Pricing”
       
       ผู้ประกอบการขนาดเล็กมักจะคำนวณต้นทุนแล้วบวกด้วยกำไรที่ต้องการตั้งเป็นราคาขาย
       
       หากขายไม่ได้ก็มาลดราคาซึ่งอาจต้องลดกำไรหรือต้นทุน การตั้งราคาแบบนี้ไม่ถือว่าผิดแต่ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องทีเดียว เพราะไม่ได้นำปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาราคาจำเป็นต้องสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด
       
       ปัจจัยในการตั้งราคาแบบ “Value Base Pricing” ประกอบด้วย
       1. วัตถุประสงค์และความสามารถของกิจการ เช่น หากต้องการกำไรมากก็จำเป็นต้องตั้งราคาสูง แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาส่วนประสมการตลาดอื่นๆ ด้วย
       2. ความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าเป้าหมาย หากสินค้าที่ขายเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการมาก และมีความคาดหวังสูงอย่างนี้ก็ตั้งราคาสูงได้
       3.โครงสร้างต้นทุนทั้งต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร หากต้นทุนสูงก็ควรจะตั้งราคาขายสูงไม่เช่นนั้นขายได้ก็ขาดทุน
       4. ราคาและสินค้าของคู่แข่ง โดยเฉพาะคุณค่าของสินค้าคู่แข่งที่ลูกค้ารับรู้
       5. สภาพเศรษฐกิจ
       6.ความสามารถซื้อของลูกค้าเป้าหมาย

(http://pics.manager.co.th/Images/553000013684403.JPEG)

       เมื่อพิจารณาปัจจัยดังกล่าวอย่างรอบคอบแล้ว ต้องพิจารณากลยุทธ์ส่วนประสมการตลาดตัวอื่นๆด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์มีความสำคัญที่สุดหากผลิตภัณฑ์ได้รับการออกแบบอย่างดี ผลิตด้วยวัสดุอย่างดีมีนวัตกรรม อย่างนี้ควรมีงบการตลาดเพื่อสร้างคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ เช่น การโฆษณา ประชาสัมพันธ์หรือการส่งเสริมการตลาดอื่นๆ (ไม่ใช่การลดราคา) แล้วตั้งราคาสูงเท่าที่ลูกค้าเป้าหมายจะรับได้
       
       ค่าการตลาดที่ว่านี้ต้องนำไปบวกกับต้นทุนและกำไรในโครงสร้างราคาผู้ ประกอบการรายเล็กๆ มักไม่สร้างคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์เพราะไม่รู้ว่า ควรทำอย่างไร และกลัวว่าหากตั้งราคาสูงจะขายไม่ได้ ไม่มีการคิดงบการตลาดไว้ในโครงสร้างราคาเมื่อจำเป็นต้องแข่งขันจึงไม่มีงบ ด้านการตลาด แล้วก็ใช้วิธีการลดราคาเป็นกลยุทธ์หลักในการแข่งขัน ใช้กลยุทธ์แบบนี้ไปเรื่อยๆก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

(http://pics.manager.co.th/Images/553000013684404.JPEG)

       สินค้าหรูหราอย่างกระเป๋า Louis Vuitton ไม่เคยตั้งราคาต่ำแต่เขาใช้กลยุทธ์สร้างคุณค่า (Value)ให้สินค้าของเขา ทำให้ลูกค้ายอมจ่ายในราคาแพง (แม้ว่าในหลายรายจะเกินกำลังซื้อ) เพื่อสินค้าของเขาอย่างนี้แหละครับที่เรียกว่า ตั้งราคาแบบ “Value Base Pricing”
       
       ที่สำคัญต้องตระหนักไว้เสมอว่า กลยุทธ์ส่วนประสมการตลาด 4P (Product, Price, Place,Promotion) หรือ 4C (Customer Value, Customer Cost, Customer Convenience, Customer Communication) ต้องเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน ท่านไม่สามารถตั้งราคาแพงสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพต่ำได้ หรือสินค้าอย่างเดียวกันขายในห้างหรูๆ ย่อมสามารถตั้งราคาสูงกว่าขายในร้านขายสินค้าทั่วไป

(http://pics.manager.co.th/Images/553000013684405.JPEG)

       หากยังมุ่งมั่นที่จะแข่งขันด้วยราคาต่ำ…จะทำอย่างไร
       
       การแข่งขันในปัจจุบันทำให้กลยุทธ์ด้านราคาต่ำเป็นอาวุธที่นิยมใช้กัน แม้ว่าสุดท้ายจะจบลงด้วยการเจ็บตัวของผู้ขายทุกราย แต่ทุกรายก็มักจะแข่งกันเอาใจลูกค้า (แข่งกันแย่งลูกค้า) ด้วยราคาต่ำการจะแข่งขันด้วยราคาต่ำได้โดยที่ยังมีกำไรต้องเข้าใจเรื่องต้น ทุนตามหลักการกลยุทธ์ต้นทุนต่ำสามารถใช้ได้ดีกับกิจการที่มีประสิทธิภาพใน การบริหารจัดการและต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้
       
       1. ควบคุมให้ต้นทุนต่ำในทุกกิจกรรมที่ทำตลอด Value Chain
       2. มีโครงสร้างองค์กร และการบริหารที่มีประสิทธิภาพ
       3. มุ่งเน้นการเสริมสร้างประสิทธิภาพ และประสบการณ์ของพนักงานเพื่อให้เกิดต้นทุนต่ำ
       4. หลีกเลี่ยงลูกค้าที่ทำกำไรได้น้อยการใช้กลยุทธ์ต้นทุนต่ำช่วยเพิ่มความ สามารถในการแข่งขันทั้งกับคู่แข่ง ผู้ขายปัจจัยการผลิต(Suppliers) และสร้างอุปสรรคการเข้ามาของผู้บุกรุกหน้าใหม่ รวมทั้งสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่อ่อนไหวด้านราคาได้

(http://pics.manager.co.th/Images/553000013684406.JPEG)

       อย่างไรก็ตาม กิจการที่ใช้กลยุยุทธ์นี้ต้องระวังข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น
       
       1. กลยุทธ์ต้นทุนต่ำไม่เอื้อให้กิจการสามารถสร้างความแตกต่างได้ (เนื่องจากความแตกต่างมักก่อให้เกิดต้นทุนและค่าใช้จ่าย)
       2. กลยุทธ์ต้นทุนต่ำนี้คู่แข่งเลียนแบบได้ง่าย
       3.คู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันส่วนใหญ่มีปัจจัยการผลิตหรือการประกอบ การคล้ายๆ กัน พูดง่ายๆ คือ เขาสามารถควบคุมต้นทุนให้ต่ำได้เช่นกัน
       4. ลูกค้าสามารถรู้และเปรียบเทียบราคา ต้นทุนได้มากขึ้นจากข้อมูลข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะจากอินเตอร์เน็ตทีนี้ลองมาดูกลยุทธ์ที่สายการบินต้นทุนต่ำส่วนใหญ่ นำมาใช้ แน่นอนครับเรื่องใหญ่คือ ราคาขายที่ถูกกว่าสายการบินปกติมาก โดยอาศัยการบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุด เช่น การจองตั๋วก็อาศัยจองผ่านอินเตอร์เน็ตหรือโทรศัพท์ที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าลด บริการต่างๆ บนเครื่องไม่ว่าจะเป็นการกำหนดที่นั่ง การให้บริการอาหารเครื่องดื่ม ฯลฯ เพื่อลดค่าใช้จ่าย หากลูกค้าต้องการ ต้องซื้อ (เป็นการเพิ่มรายได้)

(http://pics.manager.co.th/Images/553000013684407.JPEG)

       นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายที่สนามบินก็เป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่สายการบินเหล่านี้ต้อง พยายามลดให้มากที่สุด ไม่ว่าค่าบริการที่สนามบินเรียกเก็บเรื่องค่าจอด การขนสัมภาระของผู้โดยสารและบริการอื่นๆรวมถึงเรื่องสำคัญคือ เวลาที่เสียไประหว่างลงจอดเรื่องของนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในกลยุทธ์การตั้งราคาที่เหมาะสมกับ คุณค่า (Value Base Pricing) เพราะสามารถทำให้สินค้าดูแตกต่างแต่มีคุณค่าเท่ากับสินค้าที่มีราคาแพงกว่า
       
       สินค้าที่ตั้งราคาแพงกว่าคู่แข่งต้องยึดมั่นในตำแหน่งของราคา ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย หรือส่งเสริมการขายด้วยการลดราคา เพราะยิ่งลดราคามากเท่าไร ภาพพจน์ของแบรนด์ยิ่งต่ำลง และลูกค้ารู้สึกว่าคุณภาพอาจจะด้อยลง หรือขายไม่ได้ จึงลดราคา แล้วสุดท้ายลูกค้าก็เลยตัดสินใจไม่ซื้อ
       
       หากจะลดราคาจริงๆ ต้องหาโอกาสเหมาะๆ แล้วลดจริงๆ แบบว่า “หมดแล้วหมดเลย” อย่างที่เวลาแบรนด์ดังๆเขาลดราคาประจำปี อย่างนี้เรียกว่า “กลยุทธ์เปลี่ยนสต็อคสินค้าเป็นเงินครับ”สินค้าแบรนด์ดังๆ จากต่างประเทศสามารถขายได้ในราคาแพงๆ เพราะรู้จักใช้กลยุทธ์ส่วนประสมการตลาดตัวอื่นๆ (P ตัวอื่นๆ) ช่วยทำให้ตั้งราคาแพงได้

(http://pics.manager.co.th/Images/553000013684408.JPEG)

       อย่างที่ผมเคยฟังพระมหาสมปองท่านเทศน์ไว้ว่า “หลุยส์มา ผ้าหลุด” เป็นปริศนาธรรมที่ผมอยากฝากไว้ให้ท่านผู้อ่านไปถอดความหมายเอาเองครับ บอกใบ้นิดหน่อยก็ได้ครับ ที่ว่า “ผ้าหลุด”หมายถึง ผ้าของสาวผู้ซื้อที่ยอมแลก….กับ (………) หลุยส์ลึกซึ้งๆ จริงนะ…พระมหาสมปอง
                                         
                                                 ---------------
       
       ที่มา: สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
       ดร. เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม
       kasem_40kandp@yahoo.com



http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9530000129104
หัวข้อ: Re: ทำไมลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่า
เริ่มหัวข้อโดย: แก้วจ๋าหน้าร้อน ที่ กันยายน 15, 2010, 11:56:14 pm
^^ขอบคุณครับพี่หนุ่ม :13: