ใต้ร่มธรรม

แสงธรรมนำใจ => หยาดฝนแห่งธรรม => ข้อความที่เริ่มโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 27, 2010, 03:23:20 pm

หัวข้อ: พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ : บทสนทนาระหว่างหลวงตากับไอ้จุก
เริ่มหัวข้อโดย: มดเอ๊กซ ที่ กันยายน 27, 2010, 03:23:20 pm
จุก           : หลวงตา ๆ หลวงตาคิดอย่างไรกับคำว่า “พระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์” ?


หลวงตา    : เฉย ๆ


จุก           : หลวงตาไม่รู้สึกดีใจ หรือภูมิใจหรอกหรือ?


หลวงตา    : เฉย ๆ


จุก           : แล้วหลวงตาคิดอย่างไรที่มีนักวิทยาศาสตร์หลายคน หรือนักการศึกษาหลายท่านของตะวันตก หันมาให้ความสนใจพระพุทธศาสนา เพราะเขาเห็นว่า คำสอนของพระพุทธศาสนาสามารถตอนโจทย์ทางวิทยาศาสตร์ หรือปัญหาที่เขากำลังเผชิญอยู่ได้


หลวงตา    : เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา


จุก           : เอะ หลวงตานี่ ยังไงกัน?


หลวงตา    : ทำไมจุก? เฉย ๆ ไม่คิดอะไร มันผิดด้วยหรือ?


จุก           : ไม่ผิดหรอกครับหลวงตา แต่อยากฟังความเห็นของหลวงตาบ้าง


หลวงตา    : เฉย ๆ นี่ก็เป็นความเห็นอย่างหนึ่ง แล้วเธออยากจะฟังความเห็นอะไรอีกละ?


จุก           : ที่มันมากกว่าเฉย ๆ นะครับ!


หลวงตา    : ก็แล้วทำไมต้องไปพูดว่า พระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์?


จุก           : ก็แหม หลวงตา โลกนี้ทั้งโลกเขายกย่องวิทยาศาสตร์กันทั้งนั้น พระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ก็ฟังดูดีไม่ใช่หรือ?


หลวงตา    : พระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์นี่นา ฟังดูดี?


จุก           : หรือหลวงตาว่าไม่ใช่


หลวงตา    : ไม่หรอก!  ความ “ดูดี” ของพระพุทธศาสนา ไม่ได้อยู่ตรงที่เป็นวิทยาศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์รับรอง หากแต่อยู่ตรงที่เราสามารถเข้าใจ เข้าถึง และนำความรู้ความเข้าใจที่เราเข้าถึงมาแก้ปัญหาชีวิตได้ต่างหาก


จุก           : หลวงตาไม่ชื่นชมวิทยาศาสตร์หรอกหรือ?


หลวงตา    : วิทยาศาสตร์ก็เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ พระพุทธศาสนาก็เป็นเรื่องของพระพุทธศาสนา ไม่เห็นต้องเอาไปเทียบเคียงว่า “เป็น” หรือ “เหมือน”


จุก           : มันเป็นผลดีไม่ใช่หรือครับหลวงตา?


หลวงตา    : ในดี มันก็มีเสียอยู่ในตัว จุกรู้ไหม การพูดว่า พระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ มีข้อเสียยังไง?


จุก           : เสียยังไงครับหลวงตา?


หลวงตา    : เท่ากับเป็นการ “ลดทอน” พระพุทธศาสนาลงให้เหลือแค่ “เป็น” หรือ “เหมือน” วิทยาศาสตร์


จุก           : มีอะไรที่พระพุทธศาสนา “ไม่เป็น” หรือ “ไม่เหมือน” วิทยาศาสตร์หรือ?


หลวงตา    : นี่แหละประเด็นสำคัญจุก พระพุทธศาสนาหลายเรื่องแย้งกับวิทยาศาสตร์ หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์


จุก           : เช่นอะไรครับหลวงตา


หลวงตา    : ความดี ความงาม ความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องถูกนำไปใช้ตรวจสอบพฤติกรรม อะไรที่ขัดแย้งต่อความดี ความงาม ความถูกต้อง พระพุทธศาสนาปฏิเสธ ท่าทีของวิทยาศาสตร์ต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร?


จุก           : ยังไงต่อครับหลวงตา?


หลวงตา    : วิทยาศาสตร์มีความพยายามอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นเช่นกันว่าได้ละเลยความดี ความงาม และความถูกต้อง หรือกล่าวแบบรวบยอดว่า บางครั้งวิทยาศาสตร์เองก็กระทำในสิ่งที่ละเลย หรือตรงกันข้ามกับจริยธรรม


จุก           : เช่นอะไรครับหลวงตา?


หลวงตา    : คุณหมอ และนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในสหรัฐ ใช้ผู้ชายผิวดำมาเป็นหนูทดลองยา ภายใต้โครงการศึกษาโรคซิฟิลิส โดยที่ผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับค่าตอบแทนเป็นการรักษาพยาบาลฟรีกับผลประโยชน์อื่นอีกเล็กน้อย ขณะที่ข้อเท็จจริงคือ โครงการนี้ไม่มีการรักษาอะไรเลย เป็นแค่เพียงการศึกษาพัฒนาการของโรค มีคนตายจากโครงการนี้ยี่สิบแปดคน และหนึ่งร้อยคนเกิดภาวะแทรกซ้อน ขณะที่ภรรยาสี่สิบคนกับทารกอีกสิบเก้าคนติดเชื้อไปด้วย กระทั่งหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปขุดคุ้ย นำมาตีแผ่ในความไม่ชอบมาพากล โครงการนี้จึงถูกระงับไป


               ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้นักโทษเป็น “หนู” ทดลอง วิธีการคือจับนักโทษไปแช่น้ำที่เย็นจัด จากนั้นก็ใช้ค้อนทุบเพื่อเช็กดูว่า แขนขาของนักโทษเริ่มแข็งชาเมื่อใด  การทดลองครั้งนี้เพียงเพื่อต้องการตอบตามหัวข้อวิจัย “วิทยาศาสตร์ของการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม”


               หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง มีการเอาช็อคโกแลตที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียแอนแทร็กซ์ให้เด็กจีนกิน เพื่อดูว่าเด็ก ๆ จะตายเร็วแค่ไหน[1]


จุก           : มีอีกไหมครับหลวงตา


หลวงตา    : ตัวนักวิทยาศาสตร์ของโลกหลายท่านที่เราชื่นชม บางครั้งชีวิตส่วนตัวก็มีมุมมืดที่ขัดกับความดี ความงาม และความถูกต้องทางศาสนา


จุก           : เช่น?


 หลวงตา   : ไอน์สไตน์ก็เป็นพ่อที่เฉยเมย และก็เป็นสามีที่ไม่ซื่อสัตย์ เขาหย่าขาดจากภรรยาคนแรก และทอดทิ้งลูกสาวที่พิการ เขามีครอบครัว แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจครอบครัว เพราะมัวสาลวนอยู่แต่กับการศึกษาค้นคว้า ขณะที่นิวตันก็เป็นคนอหังการในความมีชื่อเสียงของตน ครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวหาไลบ์นิชอย่างผิดว่า ๆ ว่าเป็นคนขโมยความคิดของเขา


จุก           : เป็นเพราะเรามองวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเลิศเลอเกินไปหรือเปล่า?


หลวงตา    : อาจารย์ระวี ภาวิไล เคยเตือนพวกเราชาวพุทธในเรื่องนี้ หลวงตาจำไม่ได้ว่า ท่านเขียนไว้ที่ไหน แต่จำได้ว่าเคยอ่านเจอ ท่านพูดในทำนองว่า ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการลองผิดลองถูก ขณะที่คำสอนของพระพุทธองค์ไม่ใช่ ดังนั้นการพูดว่า พระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ หรือเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์ จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องระมัดระวัง


จุก           : จะกลายเป็นการลดทอนพระพุทธศาสนาลงเหมือนอย่างที่หลวงตาว่า?


หลวงตา    : ถูกแล้วจุก!

จุก           : ผมพอจะเข้าใจแล้วครับหลวงตา ต่อไปผมจะระมัดระวังการใช้คำนี้ให้มากกว่านี้




--------------------------------------------------------------------------------


[1] ข้อมูลดังกล่าวนี้ อ้างอิงจากบทความสนทนาระหว่างนักฟิกส์กับนักการศาสนา (มาติเยอ ริการ์ และตริน ซวน ตวน) จากหนังสือควอนตัมกับดอกบัว แปลโดย กุลศิริ เจริญศุภกุล และบัญชา ธนบุญสมบัติ



http://www.oknation.net/blog/bunruang/2010/09/26/entry-1

หัวข้อ: Re: พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ : บทสนทนาระหว่างหลวงตากับไอ้จุก
เริ่มหัวข้อโดย: lek ที่ กันยายน 27, 2010, 08:13:06 pm
อนุโมทนาสาธุขอรับ :07:
หัวข้อ: Re: พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ : บทสนทนาระหว่างหลวงตากับไอ้จุก
เริ่มหัวข้อโดย: แก้วจ๋าหน้าร้อน ที่ กันยายน 27, 2010, 10:45:50 pm
 :13: อนุโมทนาครับพี่มด^^
หัวข้อ: Re: พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ : บทสนทนาระหว่างหลวงตากับไอ้จุก
เริ่มหัวข้อโดย: ฐิตา ที่ กันยายน 30, 2010, 01:58:16 pm


                           :13:  อนุโมทนาสาธุค่ะ