(https://www.4shared.com/img/XnZcROmEei/s25/16113c666a8/_online) (https://www.4shared.com/photo/XnZcROmEei/_online.html)
(https://www.4shared.com/img/WpM7vW7Bca/s25/160c5d57970/1055) (https://www.4shared.com/photo/WpM7vW7Bca/1055.html)
(https://www.4shared.com/img/h61GzqKzei/s25/16113bb9908/_online) (https://www.4shared.com/photo/h61GzqKzei/_online.html)
ถ่ายภาพประกอบเนื้อหาโดย(กัลยา)เองแหละ
พระภิกษุ......ขอถามเรื่องของตัวเองที่สงสัยเรื่องของ สมถวิปัสสนา อาตมาฟังเทปของ
โยมอาจารย์เรื่องของ สมถวิปัสสนา{สมถะ} ที่ไม่ใช่ วิปัสสนาภาวนาในขั้นทาน ขั้นศีล ที่เกิด
ความสงบ ๆ ในกุศลในขณะนั้นได้ไหม (เจริญพร)
อ.จ.สุจินต์->ถ้าไม่ใช่เรื่อง ทาน ศีล เพราะฉะนั้น สำหรับบุญญกริยาวัตถุ ๓ ประการ
โดยสรุปก็คือว่า ทาน ศีล ภาวนา สำหรับภาวนานั้นก็รวมทั้งการฟังธรรมการแสดงธธรรม
ความสงบของจิต และ การเจริญสติปัฏฐาน
พระภิกษุ..............ถ้าผู้ที่เข้าใจการเจริญสติปักฐานก็ต้องมีสมถะสลับกับการเจริญสติปัฏฐาน
แน่นอนเพราะว่าต้องฟังธรรมมากจึงจะเข้าใจสติปัฏฐานและสลับกันไปก็เป็นความ
สงบที่สลับกันไปได้
อ.จ.สุจินต์ ->แม้แต่ขณะที่{สติปัฏฐาน}เกิดขณะนั้นก็มีความสงบ(เจ้าค่ะ)ไม่ใช่มีแต่ปัญญา
ขั้น{สติปัฏฐาน}โดยไม่มีความสงบขณะใดที่ปัญญาเกิด ขณะนั้นก็สงบ(เจ้าค่ะ)
สำหรับที่พระคุณเจ้ากรุณาเล่าให้ฟังท่านผู้ฟังก็จะเห็นได้ว่าถ้าใครจะทำ
หรือจะปฏิบัติ คนนั้นจะตอบว่าปฏิบัติไม่ถูก ปฏิบัติไม่ได้ทำไม่ได้แน่นอนเช่นขณะที่
เดินบิณฑบาต ท่านที่เข้าใจว่าจะทำก็บอกว่าจะทำได้อย่างไรในขณะที่เดิน
บิณฑบาต นี่ก็แสดงให้เห็นความเข้าใจผิด คือใครก็ตามที่คิดว่าจะทำ ขณะนั้นไม่ใช่
การอบรมเจิญปัญญา เพราะว่าปัญญาไม่ใช่ทำสี่งหนึ่งสี่งใดให้ปัญญาเกิดแต่ว่า
ต้องอบรมไปทีละเล้กละน้อย จนถึงตอนสุดท้ายที่ท่านกล่าวว่าท่านไม่เอามาก ๆ ต่อ
ไปนี้เอาทีละนิด คือ ชั่วขณะที่สติระลึกลักษณะของสภาพธรรมขณะนั้น ก็เป็นหนทางที่
จะทำให้ปัญญาเรี่มพิจารณาลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ และเมื่อกำลังใส่ใจ
พิจารณาโดยที่เคยได้ได้ยินได้ฟังว่า{สภาพรู้}มีจริงขณะที่กำลังมีสี่งที่กำลังปรากฏ
จะต้องมีสภาพธรรมที่เป็นสภาพรู้สี่งนั้นด้วยในขณะที่กำลังใส่ใจพิจรณาลักษณะที่เป็น
{สภาพรู้}ขณะนั้นปัญญาก็เรี่มจะเจริญขึ้นทีละเล็กละน้อย เอาทีละนิดไม่ใช่เอาทีละ
มาก ๆ เพราะว่าทีละมากเป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า ไม่ใช่เรื่องจะทำ แต่เป็นเรื่องการอบรมเจริญ แล้วก็
ขอให้พิจารณาดูชีวิตของทุกท่านในอดีตแสนโกฏิกัปล์ไม่ใช่ท่านจะไม่เคยเกิดมา
เลยเคยเกิดแล้วก็ตาย ๆ ๆ ๆ นับชาติไม่ถ้วนในแสนโกฏิกัปล์ และผลคือปัญญาในชาติ
นี้ มีแค่ไหนนี่เป็นสี่งที่พิสูจน์การค่อย ๆ เจริญเติบโตของปัญญาเพราะว่าถ้าไม่เคย
ฟังพระธรรมในอดีตมาเลยไม่มีการที่จะสนใจฟังอีกเพราะเห็นว่าเป็นสี่งที่ยากเกินไป
และไม่สามารถจะรู้ได้เพียงในชาติเดียวเพราะฉะนั้น บางคนก็อาจจะท้อถอยด้วย
ความหวังในผลและถ้าเป็นผู้ที่ท้อถอยมากก็จะหันไปสู่การปฏิบัติอย่างอื่นเพราะว่า
ไม่ได้เป็นผู้ที่ตรงต่อเหตุผลจริง ๆ ว่าถ้าจะต้องประจักษ์การเกิด-ดับของสภาพธรรมใน
ขณะนี้ก็จะต้องเรี่มระลึกศึกษารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้นั่นเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ชาตินี้สติระลึกเท่าไรแล้วปัญญาพิจารณาเรี่มรู้ลักษณะของนามธรรม
และรูปธรรมบ้างเท่าไรนี่เป็นผลของการสะสมอบรมในแสนโกฏิกัปล์ซึ่งปัจจุบันชาติ
นี้เป็นการพิสูจน์การสะสม ซึ่งได้ผ่านมาแล้วแสดงให้เห็นว่าน้อยแค่ไหนเพราะ
ฉะนั้นต้องไปอีกกี่กัปป์ คือถ้าไม่เทียบกับชาตินี้ก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่าก่อน ๆ นั้นไม่ใช่ว่า
ไม่เคยอบรมไม่ใช่ไม่เคยฟังไม่ใช่{สติปัฏฐาน}ไม่เคยเกิดเคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว
แสนกัปป์ ย่อลงมาอีกก็ได้แต่ว่าปัจจุบัน ที่ได้อบรมมาแล้ว ทั้งๆที่อบรมมาแล้วแสนกัปป์
หรืออาจจะไม่ถึงก็ตามแต่ - >แต่ว่าหลายชาติขณะนี้มีความเข้าใจแค่ไหน
นี่คือผู้ที่ตรงจริง ๆ เพราะฉะนั้น..........พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา ฯ ทรง
ตรัสรู้และทรงแสดง ใม่ใช่สี่งซึ่งไม่มีพร้อมที่จะให้พิสูจน์แต่ไมใช่ง่ายและต้องเป็น
การอบรมความเข้าใจที่ถูกต้องจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องทำไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้เพราะว่า
ไม่ใช่ให้ทำไม่ใช่ให้ปฏิบัติแต่อบรมความเข้าใจให้เพี่มขึ้นจนกระทั่งเป็นปัญญาแต่ละขั้น
บางส่วนของคำบรรยายธรรมของท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ มูลนิธิเพื่อการศึกษา
พระธรรม บ้านธรรมมะ บุคโล ธนบุรี