(http://www.tlcthai.com/backoffice/upload_images2/20090825145812.jpg)
ภัยพิบัติที่แท้จริง
โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร
บรรยายเมื่อ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔
ข้าพเจ้าทั้งหลายขอกราบนมัสการด้วยเศียรเกล้าในพระคุณของพระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันวิเศษผู้มีความปรารถนาดีกับมวลสัตว์โลกอย่างยิ่งยวด ทรงบำเพ็ญเพียร สร้างบารมีธรรมเพื่อให้เพียบพร้อมแล้วก็น้อมนำบารมีมาเป็นฐานแห่งความตั้งมั่นที่จะตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าชีวิตนั้นเป็นทุกข์ ก็ได้แก่การเวียนว่ายตายเกิดไปในแหล่งกำเนิดทั้งสี่ ซึ่งเราทั้งหลายต่างโคจรมาแล้วนับภพนับชาติไม่ถ้วน บางครั้งก็อาศัยครรภ์มารดา บางครั้งก็อาศัยฟองไข่ บางครั้งก็อาศัยของโสโครก บางครั้งก็อาศัยบุญบ้างหรือบาปบ้างนำเกิด
พระองค์พุทธองค์ตรัสว่า ชาติ ปิ ทุกขา ชาติเป็นทุกข์ เพราะชาตินำมาซึ่งความแก่ ความเจ็บ และความตาย นอกจากนั้น ยังมีโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาส อัปปิเยหิสัมปโยโคทุกโข ปิเยหิวิปปะโยโคทุกโข ยัมปิฉัง นะละภันติ ตัมปิทุกขัง รวมแล้วก็คือทุกข์ทั้ง ๑๑ กอง ซึ่งมีอยู่ในชีวิตและก็ต้องเป็นไปอย่างนี้ตราบนานเท่านาน โดยที่เรามิสามารถลุล่วงจากความทุกข์ได้ เพราะชีวิตนั้นถูกกักขังและร้อยรัดถูกตรึงไว้ด้วยลูกโซ่แห่งสังสารวัฏฏ์
อำนาจแห่งสังสารวัฏฏ์นั้นก็คือ อำนาจแห่งอวิชชาได้แก่ความไม่รู้ และยังมีตัวร้อยรัดมัดตรึงไว้ด้วยตัณหา ดังนั้น ตัณหาและอวิชชาจึงเป็นเครื่องผูกสัตว์นั้นมิให้พ้นไปจากความทุกข์ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณที่ทรงประทานสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้คือความหลุดพ้น อันได้แก่ มรรคอันมีองค์ ๘ ซึ่งเราทุกคนได้ศึกษาและเรียนรู้แล้ว
(http://www.bloggang.com/data/tilltomorrow/picture/1286980951.jpg)
และวิถีจิตเหล่านั้นไม่ว่าจะมากมายเพียงไหนทุกอย่างดับหมด ฉะนั้น เราจะเห็นสภาพของความสลดจิตโดยเฉพาะผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็จะเห็นความ ดับไปๆ ของรูปและนาม เห็นแต่ความดับจะเกิดขึ้นเห็นภัยเห็นโทษในภังคญาณ
พวกเรายังเป็นผู้ไม่เห็นภัยไม่ว่าจะเก่งยังไงแม้แต่ตัวผู้พูดเอง จะสอนเก่งยังไงก็คือสอนเก่ง เพราะเราไม่ได้เห็นความดับไปจริงๆ เราจึงไม่เคย “สลดจิต” เราแค่ “แจ้งแก่ใจ” เพราะความสลดจิตนี้เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นตั้งแต่ภังคญาณนี้ขึ้นไป
เราเรียนเรื่องจิต รู้ว่าจิตเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เป็นของธรรมดา เป็นธรรมเนียมของจิต และจิตไม่ได้เกิดขึ้นเองตามลำพัง มีคนในบ้านอย่างต่ำๆ ๗ คน คือ ผัสสะ เวทนา สัญญาเจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ หรืออาจเพิ่มสมาชิกเข้าไปอีก ..วิตก วิจาร อธิโมกข์ วิริยะ ปิติ ฉันทะ ฯ และธรรมชาติของจิตก็คือเกิดขึ้นพร้อมเจตสิกแล้วก็ดับไป
เรื่องจิตที่รับอารมณ์เราก็เรียนแล้ว รับอารมณ์ทางปัญจทวาร เช่น รูปารมณ์เกิดขึ้นมา กระทบที่อตีตภวังค์ ทางปัญจทวารก็เกิดขึ้น จักขุวิญญาณทำหน้าที่รับอารมณ์ ส่งต่อการไต่สวนอารมณ์ พิจารณาอารมณ์ แล้วจึงตัดสินอารมณ์ว่าเป็น “ปากกา” แล้วเกิดชอบเกิดชัง และตรงเกิดความชอบหรือชังนี้ อกุศุลหรือกุศลชวนะเกิดขึ้น
เราก็จะเห็นได้ว่าสภาพของจิตนั้นเป็นแบบนี้ แล้วเขาไม่ได้เกิดมาแล้วหายไป เขาเกิดต่อเนื่อง ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติวิปัสสนา จะเข้าไปเห็นความไม่ต่อเนื่องได้ในภังคญาณ และถ้าเราเรียนพระอภิธรรมไปจนจบก็จะมีความเข้าใจมากขึ้นว่า เราไม่ได้เรียนแค่เรื่องวิถีจิต เราไม่ได้แค่เรื่องเหตุที่ทำให้วิถีจิตเกิดเป็นบุญเป็นบาป เราจะเรียนเรื่องปัจจัยทั้งหมดคือ ปัจจยสังคหะวิภาค
โปรดติดตามตอนต่อไป
ขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวลผู้ถอดเทป
http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=1328 (http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=1328)
:14:
:07: http://pad.fix.gs/index.php?topic=590.new#new (http://pad.fix.gs/index.php?topic=590.new#new)