ใต้ร่มธรรม
ประชาสัมพันธ์ => 108 โทรโข่ง => การเตือนภัยสังคมและกลุ่มมิจฉาชีพต่างๆ => ข้อความที่เริ่มโดย: sithiphong ที่ สิงหาคม 27, 2012, 05:38:20 am
-
ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของชาติ
-http://www.anti-corruptionnetwork.com/mainpage.html-
(http://files.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=2216105&d=1346021224)
(http://files.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=2216106&d=1346021224)
จุดมุ่งหมายของภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของชาติ
(1). เสริมสร้างให้ประชาชน นักศึกษา เยาวชน ที่ยังไม่ได้รับรู้ และตระหนักรู้ถึงพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชั่น การประพฤติมิชอบในวงราชการ ซึ่งบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ไม่อยากละทิ้งผลประโยชน์ที่ได้มาจากการที่ตนปฏิบัติ หรือเป็นคำสั่งจากผู้บังคบบัญชาหรือผู้มีส่วนได้เสีย จึงทำให้ไม่กล้าที่จะทำการใดๆขัดกับคำสั่งนั้น
(2). เสริมสร้างทัศนคติ ค่านิยม ในความซื่อสัตย์สุจริตให้ประชาชน นักศึกษา เยาวชน ได้รับรู้และตระหนักรู้ต่อการดำเนินการที่ขัดต่อหลักจริยธรรมที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและความสงบสุขโดยรวม
(3). เสริมสร้างและปลุกจิตสำนึกของประชาชน นักศึกษา เยาวชน ให้มีความกล้าหาญที่จะเปิดโปง ต่อต้านขัดขวางการทุจริตคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง และช่วยกันปกป้อง คุ้มครองป้องกัน เรียกร้อง รายงานเผยแพร่ต่อพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชั่นออกสู่สาธารณะชน
(4).ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชน นักศึกษา เยาวชน ได้รับรู้ตระหนักรู้ถึงการพิทักษ์ปกป้องและคุ้มครองป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากงบประมาณและทรัพยากรของชาติ โดยให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเข้มข้นตามระบอบประชาธิปไตยและมีกำลังใจที่จะอาสามาอุทิศตนเพื่อให้เกิดสังคมอันพึงปรารถนา
(5). ส่งเสริมสนับสนุนให้การศึกษาให้ความรู้แก่ประชาชน นักศึกษา เยาวชน ได้รับรู้รับทราบในเรื่องสิทธิหน้าที่ ความรับผิดชอบการเป็นเจ้าของประเทศชาติโดยรวมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(6). ส่งเสริมสนับสนุนโครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน นักศึกษา เยาวชน ทุกภาคส่วนโดยรวม หรือร่วมกับองค์กรอื่น คณะบุคคลอื่นที่ไม่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด
(7). ช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชน นักศึกษา เยาวชน ได้รับการปฏิบัติที่ชอบธรรมและความเป็นธรรมถูกต้องจากภาครัฐ
.
http://www.anti-corruptionnetwork.com/mainpage.html (http://www.anti-corruptionnetwork.com/mainpage.html)
.
-
.
(http://files.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=2216107&d=1346021667)
(http://files.palungjit.com/attachment.php?attachmentid=2216108&d=1346021667)
รูปจากInternet
.
-
ไม่ผ่านเซ็นเซอร์! หนังโฆษณาแฝงข้อคิดต้านคอร์รัปชั่น
-http://hilight.kapook.com/view/60435-
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/corruption500.jpg)
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Youtube.com โพสต์โดย beartaihitech
ไม่ผ่านเซ็นเซอร์อีกแล้ว สำหรับภาพยนตร์โฆษณาแฝงข้อคิดชุด "ต่อต้านคอร์รัปชั่น" ผลงานของทีมผู้สร้างโฆษณา "ขอโทษประเทศไทย" ที่ออกมาภายหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในครั้งก่อน แต่ก็ถูกแบน ไม่สามารถเผยแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ได้ และในครั้งนี้ คลิปโฆษณา "ต่อต้านคอร์รัปชั่น" ก็ออกมาในช่วงการเลือกตั้งพอดิบพอดี โดยมีกำหนดแพร่ภาพเมื่อวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ก่อนจะถูกแบนไปตามระเบียบ
ทั้งนี้ โฆษณาชุด "ต่อต้านคอร์รัปชั่น" เกิดขึ้นจากแนวคิดของภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งจัดตั้งจากตัวแทนภาคธุรกิจเอกชน ที่ให้โจทย์กับทีมผู้สร้างว่าหากจะขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากสังคมไทยได้ ต้องเริ่มที่ "ภาคธุรกิจ" ก่อน จึงได้คลิปโฆษณาดังกล่าวออกมาในความยาว 90 วินาที ซึ่งพยายามจะสื่อถึงความต้องการจากประชาชนส่วนใหญ่ที่อยากได้นักการเมือง ข้าราชการ รวมไปจนถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่โกงกินบ้านเมือง และละอายต่อความชั่ว รวมทั้งปลุกกระแสให้ประชาชนทุกคนต่อต้านการโกง เพราะเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน
TVC ต่อต้านคอร์รัปชั่น (http://www.youtube.com/watch?v=VbJLaYY2irA#)
-http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=VbJLaYY2irA-
คลิปภาพยนตร์โฆษณา "ต่อต้านคอร์รัปชั่น"
...ดูภาพยนตร์โฆษณา "ต่อต้านคอร์รัปชั่น" กันแล้ว เพื่อน ๆ คิดอย่างไรกันบ้างคะ...
-http://hilight.kapook.com/view/60435-
.
-
“วันต่อต้านคอร์รัปชั่น 2555 : รวมพลังเปลี่ยนประเทศไทย”
-http://www.mediamonitor.in.th/main/news/2011-06-21-07-29-43/804-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E2%80%9C%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99-2555-%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E2%80%9D.html-
42 องค์กรภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น ร่วมกำหนดให้ทุกวันที่ 6 กย.ของทุกปี เป็น “วันต่อต้านคอร์รัปชั่น” เตรียมจัดกิจกรรม “ วันต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งชาติ 2555 : รวมพลังเปลี่ยนประเทศไทย ” ในวันที่ 6 กย. นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เชิญชวนทุกภาคส่วนผนึกกำลังสร้างกระแสต่อต้านคอร์รัปชั่นในสังคมไทย
นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น เปิดเผยถึงการจัดงาน “วันต่อต้านคอร์รัปชั่น ประจำปี 2555” ว่า หลังจากภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น ได้จัดตั้งและดำเนินการมาเป็นเวลากว่า 1 ปี เพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ผ่านยุทธศาสตร์ 3 ป. คือ ป้องกัน ปลูกฝัง และร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ปราบปราม มีการดำเนินงานต่อเนื่องในหลายรูปแบบ โดยการจัดกิจกรรมรวมพลังสร้างกระแสต่อต้านคอร์รัปชั่นในปีนี้ ได้รับความสนใจและร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่าย ที่จะมาสะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคในการต่อสู้กับการคอร์รัปชั่น ขณะเดียวกัน จะร่วมกันเสนอแนะวิธีการในการหลีกเลี่ยงหรือต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น
“แนวคิดของการจัดงานรวมพลังเปลี่ยนประเทศไทยในปีนี้ ต้องการให้ภาคธุรกิจลุกขึ้นมาเป็นพลังขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ก้าวพ้นจากปัญหาดังกล่าว ซึ่งสะสมมานาน เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงได้เชิญ ศาสตราภิชาน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาบรรยายพิเศษ เรื่อง “ร่วมกันปลุกกระแสตื่นตัวของภาคธุรกิจ เพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น” รวมถึง คุณ มีชัย วีระไวทยะ จะนำประสบการณ์ตรงมานำเสนอในหัวข้อเรื่อง “จะทำให้การต่อต้านคอร์รัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร” รวมถึงการแสดงพลังและแถลงการณ์ของเยาวชนจากกลุ่มศึกษานอกระบบ โครงการโตไปไม่โกง ศูนย์คุณธรรม และทูตความดี
นอกจากนี้ จะนำกรณีศึกษาการทุจริตคอร์รัปชั่นในอดีตที่เป็นประเด็นในความสนใจของสังคมไทย ออกมาเผยแพร่ในรูปแบบสารคดี รวมถึงการจัดเสวนากลุ่มย่อย ในประเด็นสำคัญของสังคมไทย โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ ภาคการศึกษา ภาคประชาชน สื่อมวลชน รวมถึงเยาวชน ร่วมแสดงพลัง พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นต่ออนาคตของประเทศไทยอีกกว่า 1,500 คน ” นายประมนต์ กล่าว
นายสมพล เกียรติไพบูลย์ รองประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะมีการสัมมนากลุ่มย่อย โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นผ่านมุมมองและบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป อาทิ การเสวนาใน เรื่อง “ ตรวจแถวหมาเฝ้าบ้าน” เป็นการสะท้อนมุมมองของสื่อมวลชน จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถาบันอิศรา ในรูปแบบของการเสวนาโต๊ะกลม โดยจะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างสื่อมวลชน และนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ที่มีประสบการณ์การทำข่าวในประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะโครงการของภาครัฐ อาทิ คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา คุณก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักข่าวไทย พีบีเอส และ คุณสมโภชน์ โตรักษา ผู้ช่วยหัวหน้ากองบรรณาธิการข่าวช่อง 7 เป็นต้น เพื่อหาแนวทางในการดำเนินงานในบทบาทของสื่อมวลชน ที่จะเป็นตัวแทนในการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหาการคอร์รัปชั่น ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมไทยได้อีกทางหนึ่ง
สำหรับ เรื่อง “จำนำพืชผลการเกษตร” ได้เชิญผู้ที่มีประสบการณ์ที่อยู่ในแวดวงสินค้าเกษตร อาทิ คุณนิพนธ์ วงศ์ตระหง่าน อดีตนายกสมาคมโรงสีข้าว คุณวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และคุณประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย มาพูดคุยถึงแนวทางในการจำนำพืชผลการเกษตรอย่างไร จึงจะโปร่งใสเป็นต้น โดยมีคุณรัชชพล เหล่าวานิช เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย
ด้านคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม รองประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า สำหรับการเสวนาเรื่อง “สู้ด้วยเสียง” จะเป็นการเสวนาของตัวแทนจากกลุ่มภาคประชาชนและอาสาสมัคร ภายใต้หัวข้อ “หมาเฝ้าบ้าน” ที่ประชาชนทั่วประเทศสามารถสมัครเข้าร่วมเป็นหนึ่งในการสอดส่องดูแลปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศ และได้เชิญบุคคลที่ต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่นด้วยสิทธิ์ และเสียงของตัวเอง ที่ประสบความสำเร็จ ใน 3 รุ่น คือ คุณรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร และคุณธีระ กาญจนไพริน หรือ ดีเจจั๊ด มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด และวิธีการในการต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยมี ดร.เสรี วงค์มณฑา เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับเรื่องการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจในการเข้าเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 โดยได้กำหนดการเสวนาเรื่อง “ รวมพลังภาคธุรกิจ ริเริ่ม Clean & Clear’ Standards for AEC” ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญด้วยในปี 2558 ที่ไทยจะก้าวเข้าสู่ AEC ได้มีนักธุรกิจจากวงการต่างๆ อาทิ คุณปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานกลุ่มบริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ มาร่วมกันวางมาตรฐาน “Clean & Clear” เพื่อเตรียมตัวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมี ดร.บัณฑิต นิจถาวร เป็นผู้ดำเนินการ
นายประมนต์ กล่าวต่อว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทยรุนแรงมากขึ้นทุกปี ในปี 2554 ไทยอยู่ในอันดับที่ 80 สูงขึ้นจากลำดับที่ 78 ใน 183 ประเทศทั่วโลกที่มีปัญหาการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่พบว่า สถานการณ์คอร์รัปชั่นของประเทศไทย ประจำเดือนมิถุยายน 2555 ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลสำรวจล่าสุดดัชนีความเชื่อมั่นต่ำลงมาอยู่ที่ 3.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งถือว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศไทยยังสอบตก เชื่อว่าในปี 2556 ปัญหาคอร์รัปชั่นจะเกิดมากขึ้น จากงบประมาณ 3.4 แสนล้านบาท ของโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของภาครัฐ ”นับเป็นสัญญาณที่น่าตกใจสำหรับประเทศไทย และหากประชาชนคนไทยยังคิดว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องของชาติ ไม่ใช่ของตัว และไม่มาร่วมกันสอดส่อง ป้องกัน และต่อสู้ปัญหาการคอร์รัปชั่น ในอนาคตประเทศไทยจะไม่เหลืออะไรให้ลูกหลานพวกเราอีกต่อไป“ นายประมนต์ กล่าวในตอนท้าย
ที่มา: Press Release (ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น) วันที่ 23 สิงหาคม 2555
.
http://www.mediamonitor.in.th/main/news/2011-06-21-07-29-43/804-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E2%80%9C%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99-2555-%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E2%80%9D.html (http://www.mediamonitor.in.th/main/news/2011-06-21-07-29-43/804-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E2%80%9C%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99-2555-%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E2%80%9D.html)
.
-
อึ้ง! คน 3 ใน 4 ยอมรับคอร์รัปชั่น ถ้าตัวเองได้ประโยชน์
-http://hilight.kapook.com/view/75923-
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
โพลสำรวจพบคนไทยเกือบ 3 ใน 4 ยอมรับคอร์รัปชั่นถ้าตัวเองได้ประโยชน์ด้วย เด็ก-เยาวชนน่าห่วงสุด ขณะที่ข้าราชการ 60% ก็ยอมรับโกงได้
เมื่อวันที่ 7 กันยายน ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง แนวโน้มทัศนคติอันตรายของสาธารณชนคนไทย ว่าด้วยการยอมรับรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย และการโกหกเพื่อเอาตัวรอด กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ
ผลสำรวจพบว่า ประชาชนคนไทยที่ถูกศึกษาครั้งนี้มีแนวโน้มยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 63.4 ในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ร้อยละ 65.8 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในขณะที่ร้อยละ 34.2 ไม่ยอมรับ และเมื่อจำแนกออกตามเพศ พบว่า ผู้ชายมีร้อยละ 68.9 มากกว่าผู้หญิงที่มีอยู่ร้อยละ 62.3 ที่ยอมรับรัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย
ดร.นพดลยังระบุด้วยว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะผลสำรวจพบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.1 และร้อยละ 76.5 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่อายุต่ำกว่า 20 ปี และอายุระหว่าง 20-29 ปียอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย ในขณะที่ร้อยละ 64.8 ของคนอายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 65.4 ของคนอายุ 40-49 ปี และร้อยละ 59.9 ของคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ยอมรับได้ ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย
ผลสำรวจยังพบด้วยว่า กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ร้อยละ 70.6 ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนสูงที่สุดที่ยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย ในขณะที่รองลงมาคือกลุ่มพ่อค้า ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 66.2, กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 64.3, กลุ่มรับจ้างทั่วไป เกษตรกร ร้อยละ 61.9 และส่วนใหญ่เช่นกัน คือร้อยละ 59.4 ของกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และร้อยละ 58.8 ของกลุ่มแม่บ้าน เกษียณอายุที่ยอมรับได้ ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย
ผลการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึกกลุ่มข้าราชการ เนื่องจากว่ากลุ่มข้าราชการมีสัดส่วนสูงถึงเกือบร้อยละ 60 ที่ยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย โดยพบว่า ผู้ถูกศึกษาส่วนใหญ่จะนึกถึงการได้ผลตอบแทนจากรัฐบาลในเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน การโยกย้ายพรรคพวกเพื่อนฝูงให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือได้ดูแลพื้นที่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ ก็จะยอมรับรัฐบาล เพราะมีเหตุผลอ้างความชอบธรรมว่า ทุกรัฐบาลก็ทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยกันทั้งนั้น เอาอำนาจทางการเมืองมาแทรกแซงด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าแทรกแซงแล้วตนเองได้ประโยชน์ด้วย ก็ยอมรับได้ เรียกกันว่า "กินตามน้ำ" หรืออย่างมากก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น อยู่เฉย ๆ ดีกว่า อยู่รอดได้ หรือปิดตาข้างเดียว
ด้านนายเมธี ครองแก้ว อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ความเห็นว่า รัฐบาลเองต้องออกมาตีฆ้องร้องป่าวในเรื่องนี้บ้าง เพราะหากฝ่ายบริหารให้ความร่วมมือ มุ่งมั่นที่จะทำเรื่องนี้ โอกาสประสบความสำเร็จมันก็มี แต่เท่าที่ดูตอนนี้ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น
ขณะที่ รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ในเบื้องต้นคือจะต้องไม่ทำนโยบายที่เอื้อผลประโยชน์ รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามทุจริต โดยต้องเริ่มที่ตัวท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ต้องทำเป็นตัวอย่าง เพราะการคอร์รัปชั่นทำให้วัยรุ่นไทยเกิดความเคยชินกับการโกง เนื่องจากเห็นการคอร์รัปชั่นตั้งแต่เด็ก ทำให้เด็กไทยมองว่าการโกงนั้นปกติ ไม่ได้ผิดอะไร ทำให้เกิดศีลธรรม คุณธรรมลดน้อยลง ดังนั้นข้าราชการระดับท้องถิ่นเอง เช่น อบต. อบจ. ไปจนถึงพวกนักการเมือง ต้องทำเป็นตัวอย่างให้เด็กไทยได้เห็น ถ้าเราไม่ทำอะไร ก็จะทำให้พวกนักการเมืองกล้าที่จะทำมากขึ้น โกงอย่างแนบเนียนมากขึ้น
ส่วนนายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า วิธีแก้ไขคือต้องมีความเด็ดขาดในการลงโทษ หากใครทำผิด ภายใน 1-2 ปี ต้องติดคุกทันที ตนเชื่อว่าถ้าทำแบบนี้คนที่โกงก็จะกลัว แต่พอกลไกตรวจสอบเราไปกองอยู่ที่ ป.ป.ช.หมด นักการเมืองใหญ่ทำผิดก็หนี ตัวเล็กๆ ก็รอขาดอายุความอย่างเดียว แล้วใครจะกลัวกฎหมาย ส่วนกลไกตรวจสอบอย่าง ป.ป.ท.ที่มีอำนาจตรวจสอบ เราก็เห็นแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้น คือพอเข้าไปตรวจสอบก็ถูกย้าย ตนถามว่าแล้วกลไกที่ไหนจะมาทำได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก -http://thaipost.net/news/080912/62102-
.------------------------------------------------------------------------------------.
ประเทศไทย จะอยู่กันอย่างไร
ที่สำคัญ หากโกงกินประเทศชาติ ความฉิบหายจะตามมาแน่นอน ถึงแม้ว่าจะตามไม่ทันในชาตินี้
ไม่มีใครหนีกรรมพ้น
.
-
ทุจริตคอร์รัปชั่น
-http://www.dailynews.co.th/article/439/171277-
วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2555 เวลา 10:25 น.
วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีจะเป็นวันต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่นสากล ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน องค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล ได้จัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปี 2555 พบว่าประเทศไทยได้เพียง 37 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 อยู่ในอันดับที่ 88 จากการสำรวจทั้งหมด 176 ประเทศทั่วโลก การชี้วัดดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้ประชาชนและรัฐบาลผู้บริหารประเทศได้รับทราบว่าจะต้องแก้ไขภาพลักษณ์อย่างไรเพื่อให้สายตาขององค์กรสากลที่เฝ้าติดตามดูสามารถรับรู้ได้ว่าประเทศไทยมีความโปร่งใสมากกว่าคอร์รัปชั่นที่ทั่วโลกไม่มีความปรารถนา
อย่างไรก็ดี ล่าสุดกรุงเทพฯ โพล ก็ได้สำรวจความคิดเห็นของคน กทม. เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จากผลสำรวจดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นการตอกย้ำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้รับรู้มากยิ่งขึ้นว่าประชาชนได้มองถึงระดับความรุนแรงของการทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย เพราะคนกรุงร้อยละ 88 เห็นว่ารัฐบาลนี้มีความไม่โปร่งใสมาก ส่วนผู้ที่เห็นว่าโปร่งใสอยู่ในระดับน้อยเพียงแค่ร้อยละ 12 เท่านั้น ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับองค์กรเพื่อความโปร่งใสสากลได้ชี้วัดภาพลักษณ์ของประเทศไทยออกมาให้ชาวโลกได้รับรู้
ต้นเหตุสำคัญของการคอร์รัปชั่นผลสำรวจร้อยละ 62.9 ระบุว่า คือ นักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองท้องถิ่น และร้อยละ 50.1 ระบุว่าตัวกฎหมายมีช่องโหว่ล้าสมัย นอกจากนี้คนกรุงร้อยละ 64.2 เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญน้อยในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น และพอใจค่อนข้างน้อยต่อการแก้ไขปัญหาทุจริตของรัฐบาลถึงร้อยละ 69.9 ส่วนประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ประชาชนร้อยละ 79.1 ไม่ต้องการประชานิยมของรัฐบาลที่มาพร้อมกับการคอร์รัปชั่น ผลสำรวจในเรื่องโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลพบว่าคนกรุงมีความรู้สึกตรงกับฝ่ายค้านที่ได้พยายามจี้เน้นให้เห็นว่ามีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นมากที่สุด
ผลสำรวจทั้งในและต่างประเทศที่ออกมานั้น ทั้งรัฐบาล นักการเมืองทุกระดับ ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนจะต้องตระหนักสำนึกให้ดีเพื่อที่จะได้ทำความโปร่งใสให้ประชาชนได้เห็นมากกว่าเรื่องคอร์รัปชั่น สำหรับปัญหาเรื่องทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวนั้นที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยได้ตอกย้ำถึงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นแทบทุกวัน ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามย้ำเช่นกันว่าโครงการนี้ชาวนาได้ประโยชน์เต็มที่ไม่มีโกง เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องทำเรื่องรับจำนำข้าวให้ประชาชนได้เห็นถึงความโปร่งใสมากที่สุด ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับทุจริตเพียงนิดเดียว รัฐบาลก็สอบตกการแก้ไขคอร์รัปชั่นและจะถูกประจานดิสเครดิตตลอดไป.
http://www.dailynews.co.th/article/439/171277 (http://www.dailynews.co.th/article/439/171277)
.
-
นักธุรกิจไทยเชื่อภาคเอกชนช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 มิถุนายน 2556 11:27 น.
-http://www.manager.co.th/iBizchannel/viewNews.aspx?NewsID=9560000067253-
การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักธุรกิจระดับผู้บริหารที่เชื่อมั่นว่า "ปัญหาทุจริตของไทย" สามารถแก้ไขให้ลดลงได้ในอนาคต และนักธุรกิจส่วนใหญ่พร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการ / กิจกรรม ของภาคเอกชนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น นี่เป็นผลการสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจที่ได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา
(http://pics.manager.co.th/Images/556000007036902.JPEG)
ดร.บัณฑิต นิจถาวร
ดร.บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) กล่าวว่า “มากกว่า ร้อยละ 25 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,066 ซึ่งต่างเป็นบรรดาผู้นำในบริษัทธุรกิจ ต่างแสดงความเชื่อมั่นว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นสามารถทำได้ในอนาคตอันใกล้ เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจของครั้งที่แล้วในปี 2553 มีเพียง ร้อยละ 12 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,007”
การสำรวจความคิดเห็นของผู้นำในบริษัทธุรกิจครั้งนี้ ดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2556 ด้วยความร่วมมือระหว่าง IOD กับบริษัท GFK Marketwise ซึ่งแบบสำรวจความคิดเห็นนี้ทำในนามของโครงการแนวร่วมปฎิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต (Thailand's Private Sector Collective Action Coalition Against Corruption ;CAC) โดยการจัดทำการสำรวจครั้งแรก จัดทำโดย IOD ในระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2553 โดยครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนจากองค์กร Center for International Private Enterprise (CIPE) ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา และหลังจากนั้นไม่นาน IOD ถึงจะตั้งโครงการ CAC ในเดือนพฤศจิกายน 2553
(http://pics.manager.co.th/Images/556000007036904.JPEG)
ดร.บัณฑิต กล่าวว่า “เกือบ 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า ภาคเอกชนคือผู้เล่นตัวสำคัญในการลดการทุจริตคอร์รัปชั่นและต่างเห็นพ้องว่า พวกเขายินดีที่จะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน โดยจะนำแนวปฎิบัติธุรกิจที่ดีไปปรับใช้ และปฎิเสธการให้สินบนทุกรูปแบบ ข้อมูลกระตุ้นให้เห็นว่า แม้แต่ผู้นำในภาคเอกชนเองต่างรับทราบดีถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับที่สูงมาก และตอนนี้นักธุรกิจชั้นนำเหล่านั้นต่างก็เชื่อมั่นว่าสามารถจะรับมือและแก้ไขปัญหานี้ได้"
(http://pics.manager.co.th/Images/556000007036903.JPEG)
จากผลการสำรวจยังพบว่า ร้อยละ 75 ของผู้นำภาคเอกชนเห็นว่า ภาคเอกชนมีบทบาทที่สำคัญแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนของผู้นำภาคธุรกิจที่แสดงความพร้อมจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น จากเดิมที่สำรวจเมื่อปี 2553 มีเพียงร้อยละ 69 แต่ในการสำรวจครั้งนี้ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 97 ในขณะเดียวกัน เมื่อถามต่อไปว่า บริษัทได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก
แนวร่วมปฎิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต (CAC)” หรือไม่ ก็พบว่า จำนวนของผู้นำภาคเอกชนที่แสดงความประสงค์ต้องการเข้าร่วม CAC เพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 51 จากเดิมมีเพียงร้อยละ 14 ในการสำรวจเมื่อ 2553
(http://pics.manager.co.th/Images/556000007036905.JPEG)
ปัจจุบันมีบริษัทที่ลงนามแสดงเจตนารมณ์เป็นสมาชิกแนวร่วมปฎิบัติฯ ทั้งสิ้น 166 บริษัท ซึ่งทุกบริษัทต่างให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตทุกรูปแบบ ในขณะเดียวกันบริษัทที่ประกาศเจตนารมณ์แล้วก็จะทำงานร่วมกับบริษัทอื่นๆ ตามหลักการของแนวร่วมปฎิบัติฯ ในการที่จะลดความเสี่ยงคอร์รัปชั่นในระบบของบริษัทตนเอง พร้อมกันนั้นก็สร้างพื้นที่การทำธุรกิจที่ขาวสะอาดมากยิ่งขึ้น
สำหรับบริษัทที่ลงนามประกาศเจตนารมณ์แล้วนั้นยังจะได้รับการฝึกอบรมที่จัดโดย IOD เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจการสร้างนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นและการวางระบบตรวจสอบให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น บริษัทใดก็ตามที่สามารถปฎิบัติได้ครบถ้วนตามแนวทางที่กำหนดไว้ ก็จะได้รับการรับรองจากคณะกรรมการแนวร่วมปฎิบัติฯ
ณ ปัจจุบัน มี 4 บริษัทที่ผ่านการรับรอง ได้แก่ บริษัท ไพร้ชวอเตอร์เฮ้าส์ คูเปอร์ จำกัด บริษัท เอไอเอ (ประกันชีวิต) จำกัด บริษัท เอไอเอ (ประกันวินาศภัย) จำกัด และ บริษัท ซีเมนส์ ประเทศไทย จำกัด
(http://pics.manager.co.th/Images/556000007036906.JPEG)
โครงการแนวร่วมปฎิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจาก องค์กรชั้นนำ 8 แห่ง ได้แก่ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ซึ่งทำหน้าที่ในฐานเลขานุการโครงการฯ หอการค้าไทย หอการค้านานาชาติ สมาคมบริษัทจดทะเบียน สมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ผู้นำภาคเอกชนส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องกันว่า การคอร์รัปชั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ลดขีดความสามารถในการแข่งขันและลดศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบด้านลบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศ
รวมทั้งทำลายค่านิยม จริยธรรมของสังคม การทุจริตคอร์รัปชั่นยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นทุนการประกอบธุรกิจต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ร้อยละ 10 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 54 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
ประเด็นการแก้ไขปัญหาทุจริต
ผลการสำรวจพบว่า ผู้นำภาคเอกชนส่วนใหญ่ต่างเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของสังคมร่วมมือกันช่วยแก้ไขปัญหาทุจริต โดยมีรัฐบาล นักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ผู้เกียวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายทุกคน รวมทั้ง สถาบันทางสังคมต่างๆ สื่อสารมวลชน สถาบันศาสนา และ สมาคมของภาคธุรกิจต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมช่วยกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำภาคเอกชนยังประมาณการว่า ถ้าหากประเทศไทยสามารถลดการทุจริตคอร์รัปชั่นลงได้ จะทำให้การเจริญเติบโตของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 50
ดร. บัณฑิจ ย้ำว่า “IOD และองค์กรร่วม ตั้งเป้าที่จะสำรวจปัญหาการทุจริตในประเทศไทยเป็นประจำทุก 2 ปี เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการติดตามสถานการณ์ของการทุจริตคอร์รัปชั่นและทัศนคติของภาคเอกชนที่มีต่อปํญหาที่มีความซับซ้อนนี้"
-
เผยผลสำรวจสิ่งที่คนไทยขาดความเชื่อมั่นมากที่สุด พร้อมทางออกแก้ทุจริตจากนักวิชาการ-ภาคธุรกิจ
วันพฤหัสบดี 13 มีนาคม 2557 เวลา 09:22 น.
-http://www.dailynews.co.th/Content/Article/222574/%E0%B9%81%E0%B8%89%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4-
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ท่ามกลางสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ซึ่งมีเหตุร้ายเกิดขึ้นรายวัน ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ แต่หากบ้านเมืองกลับสู่ความสงบ ไร้การชุมนุมและความรุนแรง ปัญหาเรื้อรังที่น่าปวดหัวไม่แพ้กันก็คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งหลายคนรู้สภาพดังกล่าวเป็นอย่างดี เมื่อเป็นเช่นนี้ องค์กรต่อต้านการคอร์รัปชั่นร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) จัดสัมมนา "ดัชนีชี้วัดสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศ" หวังระดมความคิดจากฝ่ายวิชาการและภาคธุรกิจร่วมกันประเมินสถานการณ์และช่วยกันเสนอทางออก
"เดลินิวส์ออนไลน์" ได้ติดตามการสัมมนาแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นดังกล่าว พร้อมสรุปความเห็นสำคัญจากนักวิชาการที่เข้าร่วม เริ่มจาก ดร.บุญวรา สุมะโน นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เผยถึงดัชนีการทุจริตคอร์รัปชั่นของไทย ที่ต่างประเทศเข้าทำสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทย ซึ่งผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า...
คนไทยขาดความเชื่อมั่นในนักการเมืองมากที่สุด รองลงมาคือตำรวจ ในทางตรงกันข้าม ประชาชนได้ให้ความเชื่อมั่นกับสถาบันการเงินและภาคธุรกิจ ศาสนา และฝ่ายยุติธรรม ตามลำดับ และแม้ภาคธุรกิจของประเทศไทยจะได้รับความเชื่อมั่นจากต่างชาติมากเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชียด้วยแล้ว แต่ร้อยละ 68 ของภาคธุรกิจ ยังมองว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาต่อการภาคธุรกิจอย่างมาก เพราะส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 55
ในขณะที่ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า จากการศึกษาของต่างประเทศระบุว่าประเทศที่เพิ่งเริ่มใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตยในช่วง 40 ปีแรก ระดับการทุจริตคอร์รัปชั่นจะไม่ต่างจากประเทศที่ปกครองแบบเผด็จการนัก แต่ใน 40 ปีหลังจากนั้น ระดับของการคอร์รัปชั่นจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้นหากนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน จะถือว่า ประเทศไทยใช้ระบอบประชาธิปไตยนานกว่า 80 ปีแล้ว แต่สถานการณ์คอร์รัปชั่นยังไม่ลดลงเลย อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะแย่ลงเรื่อยๆ แม้จะมีความพยายามในการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ แต่ต้องยอมรับว่า องค์กรเหล่านี้มีข้อจำกัดในการทำงาน ไม่เว้นแม้แต่องค์กรอิสระต่างๆ ที่ยังต้องพึ่งงบประมาณจากรัฐบาล
ด้าน ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็นจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า เนื่องจากการศึกษาของต่างประเทศระบุ ประเทศใดที่มีการติดสินบนหรือการทุจริตเรื่องเล็กๆน้อยๆ จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นขนาดใหญ่ได้ นิด้าจึงได้ทำการสำรวจถึงประสบการณ์การกระทำผิดกฎหมายของคนไทย โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยอมรับว่า...
เคยขับรถผิดกฎจราจร ยอมถูกรีดไถ่จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และรับเงินเพื่อลงคะแนนเสียงให้กับนักการเมือง และ1 ใน 4 ของจำนวนผู้กระทำความผิดระบุว่า จะยังคงกระทำความผิดดังกล่าวอีกในอนาคต ซึ่งแรงจูงใจที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ผู้ถูกสำรวจมองว่าเป็นเพราะการบังคับใช้กฎหมายไม่เด็ดขาด ล่าช้า กฎหมายมีช่องโหว่ และระบบพรรคพวกเอื้อต่อการทุจริต
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงตามข้อมูลจากนิด้า คือ ผลสำรวจที่บ่งชี้ว่า คนไทยต้องการให้มีการดำเนินโครงการใหญ่ๆ ทั้งที่รู้ว่าจะมีการคอร์รัปชั่น จึงเห็นว่า ควรมีการปลูกจิตสำนึกให้สังคมปฏิเสธโครงการที่รู้ว่าจะมีการคอร์รัปชั่น
ส่วน รศ.ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยว่า สถานการณ์การคอร์รัปชั่นในช่วง10 ปีที่ผ่านมา เกิดถี่ขึ้นและเริ่มกระจายตัวเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ดึงงบประมาณจากโครงการรัฐไปกว่าร้อยละ 30 จากเดิมเคยอยู่ที่ร้อยละ 5-10 เท่านั้น ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่เยอะมาก สถานการณ์การคอร์รัปชั่นในไทยจึงอยู่ในระดับสาหัส และจะกลายเป็นปัญหาอย่างมากต่อการแข่งขันของประเทศเมื่อเปิดการค้าเสรี แต่ปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้มที่ดี คนไทยเริ่มให้ตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นน่าเป็นห่วงมากกว่ากลุ่มอื่น เพราะผลการสำรวจพบว่า วัยเด็กจะคิดว่าการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่ผิด แต่จากการสำรวจล่าสุด พบว่า วัยรุ่นคิดเช่นนั้นน้อยลง
จากผลสำรวจของทั้ง 2 สถาบันที่สอดคล้องกัน ทำให้ ดร.ธานี ชัยวัฒน์ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ สรุปปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทยว่า จากผลสำรวจในระดับปัจเจกบุคคลของนิด้า และในภาพรวมของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยบ่งชี้ให้เห็นว่า คนไทยมีความตื่นตัวต่อการคอร์รัปชั่นมากขึ้น และพร้อมจะเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำในตอนนี้ คือ การทำความพร้อมให้กลายเป็นความจริง ด้วยการเพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนว่า ระบบหรือกฎหมายจะสามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้ และควรมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐต่อสาธารณชนอย่างชัดเจน
นอกจากนักวิชาการแล้ว ด้านภาคธุรกิจก็มีการสำรวจความคิดเห็นเช่นกัน โดยนายกิตติเดช ฉันทังกูล จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย เผยผลสำรวจว่า ภาคธุรกิจมองว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทยอยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก อันมีผลบั่นทอนกำลังการแข่งขันและทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงคุณค่าที่ดีของสังคม เชื่อว่าเป็นเพราะกฎระเบียบที่มีช่องโหว่ เอื้อให้ผู้มีอำนาจใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง โดยธุรกิจที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมโทรคมนาคม อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 51 ของภาคธุรกิจมีความพร้อมเข้าร่วมตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ด้วย
ตัวแทนจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ อย่าง รศ.ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ป.ป.ช.กำลังขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐในระดับกรมให้ทำรายงานการดำเนินงาน เพื่อแสดงความโปร่งใส่ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สามารถตรวจสอบได้จริง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากอธิบดีกรมเป็นอย่างดี นอกจากนี้ในส่วนของบริษัทเอกชนที่เป็นคู่ค้ากับหน่วยงานรัฐ จะต้องเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งบริษัทที่เข้าร่วมการประมูลงาน การกำหนดราคากลาง ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างชัดเจน
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่า ป.ป.ช.ควรให้เข้าตรวจสอบการดำเนินงานในโครงการใหญ่มากกว่าโครงการที่มีงบประมาณ 1-2 แสนบาท นั้น ป.ป.ช.เห็นด้วยและจะรับไว้เพื่อนำไปเสนอต่อที่ประชุมต่อไป แต่อยากให้เข้าใจว่า เป้าหมายว่า ป.ป.ช.ต้องการให้ครอบคลุมถึงการปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งถือเป็นระดับปฏิบัติการของเครือข่ายคอร์รัปชั่นด้วย
“เชื่อว่าในประเทศไทย คนที่ทุจริตคอร์รัปชั่นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่คนเหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่สามารถกระทำการได้อย่างกว้างขวาง ขณะนี้ป.ป.ช.กำลังวางแผนเชื่อมโยงจากระดับผู้ปฏิบัติการ เพื่อสาวให้ถึงระดับสั่งการ” ที่ปรึกษาป.ป.ช. กล่าว
อย่างไรก็ตาม วานนี้ (12มี.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งมีมติชี้ว่า พร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนด้านคมนาคมนั้น ขัดรัฐธรรมนูญ และกระบวนการตราไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สะท้อนให้เห็นว่า ภาพในอดีตเกี่ยวกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปมถ่วงการลงทุนพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศ.
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
-
คุณตำรวจมีเรดาร์แต่ผมมีกล้อง!!
คุณตำรวจมีเรดาร์แต่ผมมีกล้อง!! (http://www.youtube.com/watch?v=JqqrxOxi56k#)
-http://www.youtube.com/watch?v=JqqrxOxi56k-
---------------------------------------------------------
ตำรวจไทย กับภารกิจยัดข้อหา สุดท้ายเงิบเพราะรถติดกล้อง
ตำรวจไทย กับภารกิจยัดข้อหา สุดท้ายเงิบเพราะรถติดกล้อง (http://www.youtube.com/watch?v=uSN6nKnim2k#ws)
-http://www.youtube.com/watch?v=uSN6nKnim2k-
.
-
ตำรวจเข้มจราจร ใช้นโยบาย 5 จริง ยกจริง ล็อกจริง จับจริง
-http://hilight.kapook.com/view/103393-
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pree/ee/p_35.jpg)
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สปริงนิวส์
ผู้บังคับการตำรวจจราจร ยัน นโยบาย 5 จริง ยกจริง ล็อกจริง จับจริง ขังจริง สุภาพจริง เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาจราจร พร้อมกวดขันรถจักรยานยนต์รับจ้างที่มีการเรียกเก็บค่าโดยสารเกินกว่าที่กำหนด
วันนี้ (6 มิถุนายน 2557) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่า จะดำเนินการคุมเข้มห้ามจอดรถในที่ห้ามจอด ตามนโยบาย "5 จริง" คือ ยกจริง ล็อกจริง จับจริง ขังจริง สุภาพจริง รวมทั้งกำชับให้ตำรวจกวดขันรถจักรยานยนต์รับจ้างที่มีการเรียกเก็บค่าโดยสารเกินกว่าที่กำหนด และจะนำเสนอผลการทำงานในรอบ 1 เดือน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจร อุบัติเหตุ และสถิติการจับกุมในเดือนพฤษภาคม พร้อมกันนี้ยังได้มีการเสนอแผนงานที่จะดำเนินการในเดือนต่อไป (กรกฎาคม) ด้วย
นอกจากนี้ พล.ต.ต.จิรสันต์ ยังมีแผนที่จะปรับภาพลักษณ์ตำรวจจราจรให้ปฏิบัติหน้าที่โดยให้แสดงตัวอย่างชัดเจน จัดตำรวจจราจรสนับสนุนงานฝ่ายความมั่นคงจากสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน รวมถึงมีการเตรียมแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบนพื้นผิวจราจรในช่วงหน้าฝน และจัดชุดเคลื่อนที่เร็วสำหรับเข้าไปแก้ไขกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ และยังจะเดินหน้าต่อไปในการจัดสรรงบประมาณมาปรับปรุงเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อนำมาใช้ในงานด้านจราจรต่อไป
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก-http://news.springnewstv.tv/49140/%E0%B8%9A%E0%B8%81-%E0%B8%88%E0%B8%A3-%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3-5-%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-
.
--------------------------------------------------------------------------------
คลิปชัดๆ ตร.จราจรโบกจับ-รับเงินปล่อย !
-http://auto.sanook.com/6792/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%86-%E0%B8%95%E0%B8%A3.%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2/-
(http://p3.isanook.com/au/0/ud/1/6792/police.jpg)
ขณะนี้ในโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปตำรวจ เรียกผู้ขับขี่รถยนต์ และจักรยานยนต์ ที่ทำผิดกฎจราจรเพื่อเขียนใบสั่ง แต่ตร.ไม่ได้เขียนใบสั่งและรับเงินจากผู้ขับขี่ก่อนปล่อยไป
เพจ The Irrawaddy (Burmese Version) ได้โพสต์คลิปความยาว 4:03 นาที เป็นคลิปเหตุการณ์ตำรวจนายหนึ่ง เรียกผู้ขับขี่รถยนต์ และจักรยานยนต์ ที่ทำผิดกฎจราจรเพื่อเขียนใบสั่ง แต่ตร.ไม่ได้เขียนใบสั่งและรับเงินจากผู้ขับขี่ก่อนปล่อยไป โดยตำรวจนายนี้สวมหมวกหมายเลข 6636 สน.บางนา ภายในระยะเวลา 4 นาทีมีการเรียนรถยนต์ 1 คัน รถแท็กซี่ 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน
คลิปตำรวจรับเงินเห็นจะๆชัดๆ ปรับปรุงสำนักงานตำรวจแห่งชาติด่วน (http://www.youtube.com/watch?v=jAY2W9hS7Z0#)
-http://www.youtube.com/watch?v=jAY2W9hS7Z0-
(http://auto.sanook.com/gallery/gallery/6792/59592/)
(http://auto.sanook.com/gallery/gallery/6792/59591/)
(http://auto.sanook.com/gallery/gallery/6792/59590/)
(http://auto.sanook.com/gallery/gallery/6792/59589/)
(http://auto.sanook.com/gallery/gallery/6792/59588/)
(ขอบคุณเนื้อหาจาก VoiceTV และคลิปจากเฟซบุ๊ค IrrawaddyBurmese)
(http://p4.isanook.com/au/0/ui/1/6792/unnamed_qq_screenshot20140531050552_1401487873__thumb.jpg)
(http://p4.isanook.com/au/0/ui/1/6792/unnamed_qq_screenshot20140531050339_1401487872__thumb.jpg)
(http://p4.isanook.com/au/0/ui/1/6792/unnamed_qq_screenshot20140531050313_1401487872__thumb.jpg)
(http://p4.isanook.com/au/0/ui/1/6792/unnamed_qq_screenshot20140531050223_1401487871__thumb.jpg)
(http://p4.isanook.com/au/0/ui/1/6792/unnamed_qq_screenshot20140531050118_1401487871__thumb.jpg)
http://auto.sanook.com/6792/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%86-%E0%B8%95%E0%B8%A3.%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2/ (http://auto.sanook.com/6792/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%86-%E0%B8%95%E0%B8%A3.%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2/)
-
คลิปตำรวจดักเก็บเงินแยกลาดพร้าว ฟาดหมดทั้ง จยย.-เก๋ง
-http://hilight.kapook.com/view/103410-
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/rungtip/Inter/545_27_1402047727.jpg)
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/rungtip/june/180_56_1402039661.jpg)
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/rungtip/news/10362199_911328115550177_1617985018_n.jpg)
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก ข่าวร้ายลงฟรีข่าวดีจ้างลง
คลิปตำรวจอีกแล้ว !!! ภาพจริง แชร์ส่งต่อ เห็นจะจะ จราจรไทย ดักโบกรถเก็บเงินกลางวันแสก ๆ ฟาดไม่เลือกทั้งมอเตอร์ไซค์ และรถเก๋ง
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 เฟซบุ๊กชื่อ ข่าวร้ายลงฟรีข่าวดีจ้างลง ได้โพสต์ข้อความ "ตำรวจอีกแล้ว !!! ภาพจริง แชร์ส่งต่อ" พร้อมลงคลิปวิดีโอความยาวกว่า 2 นาที เผยให้เห็นตำรวจจราจรนายหนึ่ง ดักข้างทางโบกรถมอเตอร์ไซค์ มีการพูดคุยชั่วครู่เหมือนแจ้งว่าผู้ขับขี่ได้กระทำความผิด ก่อนเรียกเก็บเงิน รวมทั้งรถเก๋งป้ายแดงคันหนึ่ง ก็ถูกโบกให้จอดแล้วเรียกเก็บเงิน โดยจากในคลิปสามารถเห็นช่วงที่จราจรนายนี้รับเงินกำไว้ในมือขวาอย่างชัดเจน
ผู้เข้าชมเพจรายหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดที่แยกลาดพร้าวมุ่งหน้าสโมสรทหารบก บริเวณใกล้ละพานลอย พอได้เงินแล้วก็จะเข้าไปหลบร้อนในป้อมตำรวจจราจรกลางห้าแยกลาดพร้าว
-https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%87/444495058919208-
คลิป ตำรวจอีกแล้ว !!! ภาพจริง แชร์ส่งต่อ เฟซบุ๊ก ข่าวร้ายลงฟรีข่าวดีจ้างลง
-
ขอชื่นชมทหาร ที่ทวงคืนความยุติธรรม
ตำรวจบางคน บัดซบและแย่มาก ทำให้ตำรวจที่ดีพลอยเสียชื่อเสียงไปด้วย
ตำรวจที่ดียังมีอยู่อีกมากน๊ะครับ
ขอเป็นกำลังใจให้กับ ทหาร และ ตำรวจ ที่ตั้งใจปฎิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ศาสนาพุทธ สถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชน ครับ
.-----------------------------------------------------------------------------------------.
แชร์ว่อน ภาพทหารบุกโรงพักทวงเงินตำรวจรีดไถประชาชน
-http://hilight.kapook.com/view/106992-
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/hitnews/10628382_696966143690469_3240202622301457293_n.jpg)
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก ราตรี แมงกาเบี้ย
โลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก แห่แชร์ภาพทหารบุกสถานีตำรวจตามทวงเงินที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรีดไถมาจากนักท่องเที่ยว พร้อมทบค่าทำขวัญให้อีกเท่าตัว
วันนี้ (24 สิงหาคม 2557) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กกำลังมีการแชร์ภาพเจ้าหน้าที่ทหารที่ยืนอยู่ในสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ซึ่งภาพดังกล่าวได้ถูกโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก ราตรี แมงกาเบี้ย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา
โดยผู้โพสต์ระบุว่า ชุดเคลื่อนที่เร็ว 100.รส.3 พลพัฒนา 1 (พันพัฒนา 1) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจาก จ.สมุทธสาคร ว่า ขณะเดินทางผ่าน อ.บางแพ จ.ราชบุรี ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางแพ ตั้งด่านตรวจรีดไถเงินไปจำนวน 2,000 บาท ในข้อหาไม่พกบัตรประชาชนจึงมาแจ้งที่จุดตรวจ ปตท.เขต 5 ทหารจึงได้พานักท่องเที่ยวคนดังกล่าวไปไกล่เกลี่ยที่ สภ.บางแพ และเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำเกินหน้าที่มาว่ากล่าวตักเตือนและคืนเงินให้นักท่องเที่ยว 2,000 บาท และค่าทำขวัญอีก 2,000 บาท รวม 4,000 บาท และกล่าวขอโทษนักท่องเที่ยว
ทั้งนี้จากการโพสต์ภาพดังกล่าว ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย อาทิ ตำรวจที่ชอบตั้งด่านขูดเงินรีดไถประชาชนเป็นเหมือนโจรในเครื่องแบบ และการทำเช่นนี้ทำให้ชื่อเสียงของตำรวจดี ๆ ต้องด่างพร้อยไปด้วย ถ้าอยากเห็นตำรวจน้ำดีมาก ๆ ต้องปรับเปลี่ยนบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น เช่น ปลดออกจากราชการไปเลย พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมทหารว่าทำดีแล้ว
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/hitnews/news_5.jpg)
.-----------------------------------------------------------------------------------------.
-
แฉกัปตันสายการบินดัง อัพเกรดที่นั่งให้เครือญาติ ไม่แปลกใจทำไมไม่เจริญ
-http://hilight.kapook.com/view/120817-
(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/klangjai/22_5_2558/cap_1.jpg)
แฉภาพอ้างเป็นกัปตันสายการบินดัง อัพเกรดที่นั่งให้เครือญาติ ชาวเน็ตชี้ไม่แปลกใจทำไมไม่เจริญ ขอโบกมือลาขาดใช้บริการเจ้าอื่นสบายใจกว่า
กลายมาเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง สำหรับโพสต์ล่าสุดของผู้ใช้เฟซบุ๊ก Apiwut Pimolsaengsuriya ที่ในวันนี้ (23 พฤษภาคม 2558) ได้นำภาพข้อความซึ่งอ้างว่าเป็นของกัปตันสายการบินดังแห่งหนึ่ง ออกมาเปิดเผยให้ชาวเน็ตได้เห็นกันชัด ๆ พร้อมระบุข้อความไว้อาลัยแก่สายการบินดังกล่าว
โดยบอกว่าเมื่อเห็นโพสต์ของกัปตันรายนี้แล้ว ตนไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสายการบินแห่งนี้และประเทศไทยถึงไม่เจริญ ส่วนตัวของเขาเองก็เคยเจอประสบการณ์ในลักษณะที่คล้ายกันกับสายการบินดังแห่งนี้ ซึ่งแม้ว่าจะเขียนจดหมายร้องเรียนไปแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสนใจ หรือว่าเรื่องนี้ดูเล็กน้อยเกินไปในสายตาของผู้บริหารสายการบินกันแน่
ทางด้านผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายอื่น ๆ ก็ได้เข้ามาร่วมเปิดประสบการณ์สุดเฟลในการจองตั๋วกับสายการบินดังกล่าว ที่บ้างก็ถูกลดเกรดจากที่นั่งชั้นธุรกิจเป็นที่นั่งชั้นประหยัด ทั้งที่ซื้อตั๋วมาก่อนหน้า โดยพนักงานให้เหตุผลง่าย ๆ ว่าทางสายการบินจำหน่ายตั๋วเกินจำนวน ขณะที่บางรายซึ่งเจอเหตุการณ์ทำนองนี้แล้วไม่ยอมง่าย ๆ ก็ต้องเจรจากันยาวจนปิดเคาน์เตอร์ และนั่งจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเลือกจะโบกมือลาสายการบินแห่งญาตินี้ ไปใช้บริการเจ้าอื่น ๆ แทน
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ต่อเหตุการณ์อัพเกรดที่นั่งของญาติกัปตัน โดยมองว่าการทำงานเช่นนี้อาจจะเป็นบรรทัดฐานขององค์กร ที่อยากให้พนักงานเกิดความรักพวกเดียวกัน แม้ว่าจะสร้างความสูญเสียแก่บริษัท หรือเป็นการทุจริตในรูปแบบหนึ่งก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงจะต้องอยู่ที่จิตสำนึกของคนมากกว่า ที่จะมองว่าเครื่องบินเหล่านี้เป็นเครื่องบินส่วนตัวหรือเครื่องบินของบริษัทกันแน่
อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าภาพข้อความที่ปรากฏ เป็นข้อความที่กัปตันของสายการบินดังกล่าวเขียนขึ้นจริง ๆ หรือไม่ แต่หากเป็นความจริง เชื่อว่าคงเป็นประเด็นใหญ่ที่ผู้คนในสังคมคงต้องการคำตอบเป็นแน่แท้
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Apiwut Pimolsaengsuriya
-
ตำรวจโคราชฉาว เบ่งกินฟรี ซ้อมพนักงานร้านอาหารดั้งหัก
-http://news.sanook.com/1860610/-
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
(5 ก.ย.) พลตำรวจโท พิสัณห์ จุลดิลก ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาที่ 946/2558 ให้ พันตำรวจโท ปราการ สารวัตรสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจภูธรคง อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ให้ออกจากราชการไว้ก่อน เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา โดยเป็นไปตามคำสั่งการที่ตนได้สั่งให้ พลตำรวจตรีฐากูร นัทธีศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการเอาผิดทางวินัยกับพันตำรวจโทปราการ
สืบเนื่องจากเมื่อคืนวันที่ 31 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา พันตำรวจโทปราการ พร้อมเพื่อนอีก 2 คนมีพฤติกรรมเสื่อมเสีย ต่อวงการข้าราชการตำรวจ ในลักษณะไปกล่าวอ้างอวดเบ่งกินอาหารฟรี และร่วมกันทำร้ายร่างกายพนักงานในร้านอาหารจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
โดยเหตุเกิดภายในร้านอาหารถนนช้างเผือก ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา โดยพันตำรวจโทปราการมีพฤติกรรมลักษณะอวดเบ่งกินอาหารและเบียร์ในร้านและไม่จ่ายเงินถึง 3 วันติดต่อกัน ตั้งแต่คืนวันที่ 29-31 สิงหาคม โดยวันแรกกินฟรีเป็นเงิน 700 บาท, วันที่ 2 อีก 800 บาท
ต่อมา วันที่ 3 พ.ต.ท.ปราการ ก็ยังทำพฤติกรรมดังกล่าวอีก จึงถูกพนักงานแคชเชียร์ภายในร้านอาหารขอเรียกเก็บเงินจึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น และ พ.ต.ท.ปราการ ได้ทำร้ายร่างกายพนักงานในร้านดังกล่าวจนได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นดั้งจมูกหัก
โดยหลังเกิดเหตุผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญากับพันตำรวจโทปราการ และเพื่อนที่รุมทำร้าย ที่ สภ.เมืองนครราชสีมาโดยมีคลิปวีดีโอวงจรปิดในร้านเป็นหลักฐานทั้ง 3 วัน
ขณะที่ทาง พล.ต.ต.ฐากูร นัทธีศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้มีคำสั่งให้พันตำรวจโทปราการ ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินการทางวินัยกับนายตำรวจคนดังกล่าวด้วย