ใต้ร่มธรรม

ริมระเบียงรับลมโชย => รับสายลมเย็นหน้าระเบียง => ข้อความที่เริ่มโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2012, 08:06:53 am

หัวข้อ: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2012, 08:06:53 am
ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กันครับ

 :13:  :13:  :13:  :13:  :13:

 :19:  :19:  :19:  :19:  :19:
.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2012, 08:07:48 am
ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร
-http://phuket.dlt.go.th/data/law3.htm-

ข้อความ "หยุด" บนผิวทางจราจร
เมื่อปรากฎข้อความอยู่ในช่องจราจรใด หมายความว่าให้ผุ้ขับรถในช่องจราจรนั้นปฏิบัติตามความหมายเช่นเดียวดับป้าย "หยุด"

รถที่ห้ามนำมาใช้ในทาง คือ
1.  รถที่มีสภาพที่ไม่มั่นคงแข็งแรง มีส่วนควบอุปกรณ์ไม่ครบถ้วนตามที่กำหนด หรืออาจเกิดอันตราย หรือ เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ผู้ใช้รถ คนโดยสารหรือประชาชน เช่น
ี่มีโคมไฟหน้าหรือโคมท้ายชำรุดรถที่มีเครื่องห้ามล้อชำรุด รถที่มีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบล เอ รถที่มีควันดำเกินเกณฑ์ที่ทาง ราชการกำหนด รถที่ไม่มีกระจกด้านหน้า เป็นต้น
2.  รถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน (ไม่ว่าจะ 1 หรือ 2 แผ่นป้าย) ไม่ติดเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีหรื เครื่องหมายอื่น ๆ ที่กฎหมายที่เกี่ยวข้อกับรถกำหนดอ
3.  รถที่มีเสียงอื้ออึงหรือมีสิ่งลากถูไปบนทางเดินรถ
4.  รถที่มีล้อหรือส่วนที่สัมผัสกับผิวทางที่ไม่ใช่ยาง ยกเว้น รถที่ใช้ในราชการสงคราหรือรถที่ใช้ใน ราชการตำรวจ
5.  รถที่มีเสียงแตรได้ยินในระยะน้อยกว่า 60 เมตร
6.  รถที่ผู้ขับขี่ยอมให้ผู้อื่นนั่งที่นั่งแถวหน้าเกินกว่า 2 คน (แถวด้านหน้าห้ามนั่งเกินกว่า 2 คน โดยรวมคน ขับด้วย)
7.  รถที่ได้เสียภาษีประจำปี
8.  รถที่ใช้แผ่นป้ายที่ทำขึ้นเอง

ในการขับรถสวนทางกัน ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติดังนี้
1.  ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และให้ถือกึ่งกลางของทางเดินรถหรือเส้นหรือแนวที่ แบ่งทางเดินรถเป็นหลัก
2.  ทางเดินรถที่แคบ ให้ผู้ขับขี่แต่ละผ่ายลดความเร็วของรถลง เพื่อให้สวนทางกันได้โดยปลอดภัย
3.  ทางเดินรถที่แคบซึ่งไม่อาจขับรถสวนทางกันได้โดยปลอดภัย ให้ผู้ขับขี่รถคันที่ใหญ่กว่าหยุดรถชิดขอบ ทางด้านซ้าย เพื่อให้ผู้ขับรถคันที่เล็กกว่าขับผ่านไปก่อน
4.  กรณีที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วหรือหยุดรถให้รถคันที่วนทางขับผ่านมาก่อน

การขับรถในกรณีที่ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวาง ให้ปฏิบัติดังนี้
      ขับรถหลีกสิ่งกีดขวางล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถทางด้านขวาได้และต้องไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถที่สวนมาหากไม่สามารถขับผ่านไปได้ต้องหยุดรอให้รถที่ขับสนทางรถ
ขับผ่านมาก่อน
 

ในดารขับรถผู้ขับขี่ต้องขับรถในทางเดินรถด้านซ้ายและต้องไม่ล่ำกึ่งกลางของทางเดินรถเว้นแต่กรณีต่อไปนี้ ที่ผู้ขับขี่สามารถขับล้ำกึ่งกลางขอทางเดินรถหรือขับเข้าไปในทางเดินรถด้านขวาได้
1.  ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวาง หรือถูกปิดการจราจร
2.  ทางเดินรถนั้นเจ้าพนักงานจราจรกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว
3.  ทางเดินรถนั้นกว้างไม่ถึง 6 เมตร
 

กรณีที่มีช่องทางเดินรถตั้งแต่ 2 ช่องทางขึ้นไป ผู้ขับขี่ที่ต้องขับรถชิดทางด้านซ้ายสุดคือ
1.  ผู้ขับขี่รถที่มีความเร็วช้า หรือรถที่มีความเร็วต่ำกว่ารถคันอื่น ที่ขับรถในทิศทางเดียวกัน
2.  ผู้ขับขี่รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร รถจักรยานยนต์ ยกเว้น กรณีที่มีช่องทางเดินรถประจำทางให้ขับรถในช่องทางเดินรถด้าน ซ้ายสุดที่ติดกับช่องทางเดินรถประจำทาง

เมื่อผู้ขับขี่รถลงจากทางลาดชันหรือภูเขาจะต้องปฏิบัติอย่างไร
1.  ห้ามใช้เกียร์ว่าง
2.  ห้ามเหยียบคลัทซ์
3.  ห้าใช้เบรคตลอดเวลา
4.  ห้ามดับเครื่องยนต์
5.  ใช้เกียร์ต่ำ
6.  ขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย
7.  ให้เสียงสัญญาณเตือนรถที่อาจสวนทางมา

ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าเป็นระยะทางเท่าใด
ห่างพอสมควรในระยะที่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัย

การขับรถผ่านทางร่วมทางแยกที่เป็นทางเอกตัดกันและไม่ปรากฎสัญญา หรือเครื่องหมายจราจรผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติอย่างไร
1.  ถ้ามีรถอื่นอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถในทางร่วมทางแยกนั้นขับผ่านไปก่อน
2.  ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกัน และไม่มีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของคนขับผ่านไป ก่อน

ขอกำหนดความเร็วของรถในกรณีปกติ มีการกำหนดอย่างไร
1.  ในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
2.  นอกเขตตามข้อ 1 ขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ในขณะขับรถผู้ขับขี่ต้องมีเอกสารชนิดใด
1.  ใบอนุญาตขับรถ
2.  สำเนาภาพถ่ายคู่มือจดทะเบียนรถ

การใช้ไฟสัญญาณและสัญญาณมือของผู้ขับขี่ กรณีที่ต้องการจะเลี้ยวรถจะต้องปฏิบัติอย่างไร
1.  สัญญาณไฟให้สัญญาณไฟเลี้ยวทั้งด้านหน้าและหลังในทิศทางที่จะเลี้ยว
2.  สัญญาณมือ
     - เลี้ยวขวาให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปเสมอไหล่
     - เลี้ยวซ้ายให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอไหล่และงอมือชูขึ้นโบกไปทางซ้าย หลายครั้ง
3.  การให้สัญญาณตามข้อ 1 และ 2 ต้องให้สัญญาณก่อนที่จะเลี้ยวเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร และให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันอื่น  เห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร

เมื่อผู้ขับขี่พบเครื่องหมาย "เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด" ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติอย่างไร
      ให้ผู้ขับขี่หยุดให้ทางแก่รถที่กำลังผ่านทางร่วมทางแยกจากทางด้านขวาและให้ทางแก่รถที่เลี้ยวขวาก่อนจึงจะเลียวซ้ายผ่านไปได้

ในการเลี้ยวรถผู้ขับขี่จะต้องขับรถในช่องทางเดินรถที่ต้องการจะเลี้ยวก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่ากี่เมตร
      30  เมตร

บริเวณใดห้ามกลับรถ
1.  ในทางเดินรถที่สวนทางกันได้ห้ามกลับรถในขณะที่มีรถอื่นสวนทางมาหรือตามมาในระยะน้อยกว่า 100 เมตร
2.  ในเขตปลอดภัยหรือคับขัน
3.  บนสะพานหรือในระยะ 100 เมตร จากทางราบของเชิงสะพาน
4.  บริเวณทางร่วมทางแยก เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรอนุญาตให้กลับรถได้
5.  บริเวณที่มีเครื่องหมายห้ามกลับรถ

บริเวณใดห้ามแซง
1.  ห้ามแซงด้านซ้าย เว้นแต่
     - รถที่ถูกแซมกำลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณจะเลี้ยวขวา
     -  ทางเดินรถนั้นได้จัดแบ่งเป็นช่อทางเดินรถในทิศทางเดี่ยวกันตั้งแต่ 2 ช่อทางขึ้นไป
2.  ห้ามแซงเมื่อรถกำลังขึ้นทางชัน ขึ้นสะพาน หรืออยู่ใกล้ทางโค้งเว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรให้แซงได้
3.  ห้ามแซมภายในระยะ 30 เมตรก่อนถึงทางข้าม ทางร่วม ทางแยก วงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้หรือทางเดินรถที่ตัดข้าทางรถไฟ
4.  ห้ามแซมเมื่อมีหมอก ฝน ฝุ่น หรือควัน จะทำให้ไม่อาจเห็นทางข้างได้ในระยะ 60 เมตร
5.  ห้ามแซงเมื่อเข้าที่คับขันหรือเขตปลอดภัย
6.  ห้ามแซมล้ำเข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง
7.  ห้ามแซมในบริเวณที่มีเส้นแบ่งช่องการเดินรถเป็นเส้นทึบ

ห้ามผู้ขับขี่รถในกรณีใด
1.  ในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ เช่น ภายหลังจากรับประทานยาแก้ไข้หวัดในขณะง่วงนอน
2.  ในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น
3.  ในลักษณะกีดขวางการจราจร
4.  โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
5.  ในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธีรรมดาหรือไม่อาจแลเห็นทางด้านหน้าหรือด้านหลัง ด้านใดด้านหนึ่ง หรือทั้งสอง ด้านได้พอแก่ความปลอดภัย
6.  คล่อมหรือทับเส้นหรือแนวแบ่งช่องรถ เว้นแต่เมื่อต้องการเปลี่ยนช่องเดินรถ เลี้ยวรถ หรือกลับรถ
7.  บนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร เว้นแต่รถลากเข็นสำหรับทารกคนป่วย หรือคนพิการ
8.  โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น
9.  ในขณะที่เสพ หรือรับเข้าร่างกายไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ ซึ่งวัตถุที่ออกฤทธิ์ ต่อจิตและประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน หรือวัตถุที่ออก ฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอย่างอื่น (ยาบ้า)
10.ขับรถโดยที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถ
11.ขับรถบนไหล่ทาง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจร
12.ใช้ไฟฉุกเฉินขณะขับรถตรงไปเพื่อผ่านทางร่วมทางแยก
13.ขับรถแข่ง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจร

ในขณะที่ขับรถ ถ้าท่านเกิดอาการง่วงนอนควรปฏิบัติอย่างไร
จอดรถและพักผ่อนก่อนออกเดินทางต่อไป

ข้อห้ามของผู้ขับรถ
1.  ห้ามอนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถขับรถของตน
2.  ห้ามใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถที่จัดทำขึ้นเอง
3.  ห้าให้ผู้อื่นใช้ใบอนุญาตขับรถของตน
4.  ห้ามใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียน

เมื่อผู้ขับขี่ต้องการจะจอดรถจะต้องปฏิบัติอย่างไร
1.  ให้สัญญาณด้วยมือและแขนหรือสัญญาณไฟ (สัญญาณชะลอรถและยกเลี้ยว) ก่อนที่จะหยุดหรือจอดรถในระยะไม่น้อยกว่า 30 เมตร
2.  หยุดหรือจอดรถได้เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่กีดขวางการจราจร
3.  จอดรถทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และขนานกับขอบทางหรือไหล่ทางไม่เกิน 25 เซนติเมตร (เว้นแต่เป็นทางเดินรถทางเดียวและ เจ้าพนักงานจราจรอนุญาตให้จอดรถในทางเดินรถด้านขวาได้)
4.  ห้ามจอดในช่องทางเดินรถประจำทางในเวลาที่กำหนดให้เป็นช่องทางเดินรถประจำทาง

บริเวณใดห้ามจอดรถ
1.  บนทางเท้า
2.  บนสะดานหรือในอุโมงค์
3.  ในทางร่วมทางแยกหรือในระยะ 10 เมตรจากทางร่วมทางแยก
4.  ในทางข้ามหรือในระยะ 3 เมตรจากทางข้าม
5.  บริเวณที่มีเครื่องหมายห้ามจอดรถ
6.  ในระยะ 3 เมตรจากท่อน้ำดับเพลิง
7.  ในระยะ 10 เมตรจากที่ติดตั้งสัญญาณจราจร
8.  ในระยะ 15 เมตรจากทางรถไฟผ่าน
9.  จอดรถซ้อนกับรถคันอื่นที่จอดอยู่ก่อน (จอดรถซ้อนคัน)
10.บริเวณปากทางเข้าออกอาคารหรือทางเดินรถ หรือในระยะ 5 เมตรจากปากทางเดินรถ
11.ระหว่างเขตปลอดภัยกับขอบทางหรือในระยะ 10 เมตร นับจาปลายสุดของเขตปลอดภัยทั้ง 2 ข้าง
12.ในที่คับขัน
13.ในระยะ 15 เมตรก่อนถึงบริเวณที่ติดตั้งป้ายหยุดรถประจำทาง และเลยไปอีก 3 เมตร
14.ในระยะ 3 เมตรจากตู้ไปรษณีย์
15.ในลักษณะกีดขวางการจราจร
16.จอดรถทางด้านขวาในกรณีที่เป็นทางเดินรถุสวนทางกัน

การจอดรถในทางเดินรถที่เป็นทางลาด หรือชัน ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติอย่างไร
จอดรถโดยหันล้อหน้าของรถเข้าขอบทาง

ผู้ขับขี่ซึ่งจอดรถในทางเดินรถ หรือไหล่ทางในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่ผู้ขับขี่อื่นสามารถเห็นรถที่จอดได้ชัดเจนไม่น้อยกว่าระยะ 150 เมตร ผู้ขับขี่ที่จอดรถจะต้องปฎิบัติอย่างไร
ผู้ขับขี่ที่จอดรถต้องเปิดไฟส่องสว่างโดยใช้โคมไปเล็ก โคมไฟท้าย และโคมไฟส่องป้ายทะเบียนรถ

บริเวณใดห้ามผู้ขับขี่หยุดรถ
1.  ในช่องเดินรถ เว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถ ในกรณีที่ไม่มีช่องเดินรถประจำทาง
2.  บนทางเท้า
3.  บนสะพานหรือในอุโมงค์
4.  ในทางร่วมทางแยก
5.  ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ
6.  ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ
7.  ในเขตปลอดภัย
8.  ในลักษณะกีดขงวางการจราจร

การให้สัญญาณด้วยมือและแขนของผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติอย่างไร
1.  เมื่อจะลดความเร็วของรถให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ และโบกมือขึ้นลงหลายครั้ง
2.  เมื่อหยุดรถ ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบน และตั้งฝ่ามือขึ้น
3.  เมื่อจะให้รถคันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้า ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ และโบกมือไปทางข้างหน้าหลาย ครั้ง
4.  เมื่อจะเลี้ยวขวา หรือเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวา ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่
5.  เมื่อจะเลี้ยวซ้าย หรือเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางซ้าย ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ และงอข้อมือชูขึ้นโบก
     ไปทางซ้ายหลายครั้ง

ผู้ขับขี่จะต้องใช้ไฟแสงสว่าง (ไฟหน้าและไฟท้าย)
ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็น รถ หรือสิ่งกีดขวางในทางได้โดยชัดแจ้งภายในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร

การใช้เสียงสัญญาณของผู้ขับขี่ต้องใช้เสียงสัญญาณอย่างไร
ใช้เสียงแตรที่ได้ยินในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร ห้าใช้เสียงสัญญาณไซเรน เสียงสัญญาณที่เป็นเสียงนกหวีด เสียงที่แตกพร่า เสียงหลายเสียง หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่น ตามที่อธิบดีกำหนด และให้ผู้ขับขี่ใช้เสียงสัญญาณได้เฉพาะเมื่อจำเป็น หรือป้องกันอุบัติเหตุเท่านั้น และห้าใช้เสียงยาว หรือช้ำเกินควรแก่ความจำเป็น

การบรรทุกของผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติอย่างไร
1.  ความกว้าง ได้ไม่เกินส่วนกว้างของรถ
2.  ความยาว
     -  ด้านหน้ายื่นไม่เกินหน้าหม้อรถ
     - ด้านหลังยื่นพ้นตัวรถไม่เกิน 2.50 เมตร
3.  ความสูง  กรณีรถบรรทุกให้บรรทุกสูงจากพื้นทางได้ไม่เกิน 3.00 เมตร แต่ถ้ารถมีความกว้างของรถเกินกว่า 2.30 เมตร ให้ บรรทุกสูงจากพื้นทางได้ไม่เกิน 3.80 เมตร
4.  ต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันคน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุกตกหล่อน รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อให้ เกิดเหตุเดือนร้อน รำคาญทำให้สกปรกเสื่อมเสียสุขภาพอนามัยหรือ
ก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนหรือทรัพย์สิน

กรณีที่บรรทุกของยื่นเกินกว่าความยาวของตัวรถผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติอย่างไร
1.  ในเวลากลางวันติดธงสีแดงเรืองแสงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 30 เซนติเมตร ยาง 45 เซนติเมตร
2.  ในเวลากลางคืน หรือในเวลาที่ไม่สามารถมองเห็นได้ในระยะ 150 เมตร ต้องติดไฟสัญญาณสีแดงที่มองเห็นชัดเจนสนระยะ     150  เมตร

เมื่อผู้ขับขี่พบรถฉุกเฉินจะต้องปฏิบัติอย่างไร
1.  หยุดรถ หรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้าย แต่ถ้ามีช่องทางเดินรถประจำทางให้หยุดชิดกับช่องทางเดินรถประจำทาง แต่ห้าม หยุดหรือจอดรถในทางร่วมทางแยก
2.  ขับรถตามหลังรถฉุกเฉินได้ในระยะไม่ต่ำกว่า 50 เมตร

ในกรณีที่เครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ของรถขัดข้อง (รถเสีย) ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติอย่างไร
1.  นำรถให้พ้นจากทางเดินรถโดยเร็วที่สุด
2.  ถ้าจำเป็นต้องจอดในทางเดินรถจะต้องจอดรถในลักษณะที่ไม่กีดขวางการจราจรและแสดงเครื่องหมายดังนี้
     2.1  ในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาลให้ใช้สัญญาณไฟกะพริบสีเหลืองอัน สีแดง หรือสีขาวที่ติดอยู่ด้านหน้าและท้ายรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวา (ไฟฉุกเฉิน)
         หรือติดตั้งป้ายฉุกเฉินซึ่งมีลักษณะ เป็นรูปสามเหลี่ยมพื้นขาวขอบ แดง มีสัญลักษณ์ I สีดำตรงกลาง ทั้งด้านหน้าและท้ายรถ     
     2.2  นอกเขต 2.1 ให้แสดงเครื่องหมายป้ายฉุกเฉินซึ่งมีลักษณะ เป็นรูปสามเหลี่ยมพื้นขาวขอบ แดง มีสัญลักษณ์ I สีดำตรงกลาง ทั้งด้านหน้าและท้ายรถ โดยห่างจากรถไม่ต่ำกว่า 50 เมตร
          และให้สัญญาณไฟกระพริบ (ไฟฉุกเฉิน) ในเวลาที่มองเห็นไม่ชัดเจรน แสงสว่างไม่เพียงพอและจอดได้ไม่เกิน 24 ชั่วโม ง
         

การลากจูงรถจะต้องปฏิบัติอย่างไร
1.  การลากจูงรถที่ไม่สามารถใช้พวงมาลัยหรือห้ามล้อได้ ให้ใช้วียกหน้าหรือท้ายรถที่ถูกลากจูง
2.  การลากจูงรถที่สามารถใช้พวงมาลัยหรือห้ามล้อได้ ให้ใช้วิธีตามข้อ 1 หรือใช้สายพ่วงที่มีความยาวจากส่วนหน้าสุดของรถที่ ถูกลากหรือจูงไม่น้อยกว่า 3 เมตร แต่ไม่เกิน 5 เมตร
3.  ห้ามลากหรือจูงรถเกินกว่า 1 คัน

http://phuket.dlt.go.th/data/law3.htm (http://phuket.dlt.go.th/data/law3.htm)
.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2012, 08:09:22 am
กฎหมายจราจรเบื้องต้น GES1001 .wmv

กฎหมายจราจรเบื้องต้น GES1001 .wmv (http://www.youtube.com/watch?v=YjFaW-DaNQo#)

-http://www.youtube.com/watch?v=YjFaW-DaNQo-


กฎหมายจราจรเบื้องต้น GES1001 .wmv (http://www.youtube.com/watch?v=YjFaW-DaNQo#)


.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2012, 08:12:22 am
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
-http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538974189&Ntype=19-
 
พระราชบัญญัติ
จราจรทางบก
พ.ศ. ๒๕๒๒

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๒
เป็นปีที่ ๓๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
 
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก
 
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
 
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒”
 
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
 
มาตรา ๓ ให้ยกเลิก
(๑) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พุทธศักราช ๒๔๗๗
(๒) พระราชบัญญัติจราจรทางบก แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๗๘
(๓) พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๑
(๔) พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๘
(๕) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๙ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕
 
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
(๑) “การจราจร” หมายความว่า การใช้ทางของผู้ขับขี่ คนเดินเท้าหรือ คนที่จูง ขี่ หรือไล่ต้อนสัตว์
(๒) “ทาง” หมายความว่า ทางเดินรถ ช่องเดินรถ ช่องเดินรถประจำทาง
ไหล่ทาง ทางเท้า ทางข้าม ทางร่วมทางแยก ทางลาด ทางโค้ง สะพาน และลานที่ประชาชนใช้ในการจราจร และให้หมายความรวมถึงทางส่วนบุคคลที่เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้ในการจราจรหรือที่เจ้าพนักงานจราจรได้ประกาศให้เป็นทางตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย แต่ไม่รวมไปถึงทางรถไฟ
(๓) “ทางเดินรถ” หมายความว่า พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับการเดินรถไม่ว่าในระดับพื้นดิน ใต้หรือเหนือพื้นดิน
(๔) “ช่องเดินรถ” หมายความว่า ทางเดินรถที่จัดแบ่งเป็นช่องสำหรับการเดินรถ โดยทำเครื่องหมายเป็นเส้นหรือแนวแบ่งเป็นช่องไว้
(๕) “ช่องเดินรถประจำทาง” หมายความว่า ช่องเดินรถที่กำหนดให้เป็นช่องเดินรถสำหรับรถโดยสารประจำทางหรือรถบรรทุกคนโดยสารประเภทที่อธิบดีกำหนด
(๖) “ทางเดินรถทางเดียว” หมายความว่า ทางเดินรถใดที่กำหนดให้ผู้ขับรถขับไปในทิศทางเดียวกันตามเวลาที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
(๗) “ขอบทาง” หมายความว่า แนวริมของทางเดินรถ
(๘) “ไหล่ทาง” หมายความว่า พื้นที่ที่ต่อจากขอบทางออกไปทางด้านข้างซึ่งยังมิได้จัดทำเป็นทางเท้า
(๙) “ทางร่วมทางแยก” หมายความว่า พื้นที่ที่ทางเดินรถตั้งแต่สองสายตัดผ่านกัน รวมบรรจบกัน หรือติดกัน
(๑๐) “วงเวียน” หมายความว่า ทางเดินรถที่กำหนดให้รถเดินรอบเครื่องหมายจราจรหรือสิ่งที่สร้างขึ้นในทางร่วมทางแยก
(๑๑) “ทางเท้า” หมายความว่า พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับคนเดินซึ่งอยู่ข้างใดข้างหนึ่งของทาง หรือทั้งสองข้างของทาง หรือส่วนที่อยู่ชิดขอบทางซึ่งใช้เป็นที่สำหรับคนเดิน
(๑๒) “ทางข้าม” หมายความว่า พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับให้คนเดินเท้าข้ามทางโดยทำเครื่องหมายเป็นเส้นหรือแนวหรือตอกหมุดไว้บนทาง และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่ทำให้คนเดินเท้าข้ามไม่ว่าในระดับใต้หรือเหนือพื้นดินด้วย
(๑๓) “เขตปลอดภัย” หมายความว่า พื้นที่ในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้เห็นได้ชัดเจนทุกเวลา สำหรับให้คนเดินเท้าที่ข้ามทางหยุดรอหรือให้คนที่ขึ้นหรือลงรถหยุดรอก่อนจะข้ามทางต่อไป
(๑๔) “ที่คับขัน” หมายความว่า ทางที่มีการจราจรพลุกพล่านหรือมีสิ่งกีดขวาง หรือในที่ซึ่งมองเห็นหรือทราบได้ล่วงหน้าว่าอาจเกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่รถหรือคนได้ง่าย
(๑๕) “รถ” หมายความว่า ยานพาหนะทางบกทุกชนิด เว้นแต่รถไฟและรถราง
(๑๖) “รถยนต์” หมายความว่า รถที่มีล้อตั้งแต่สามล้อและเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น ยกเว้นรถที่เดินบนราง
(๑๗) “รถจักรยานยนต์” หมายความว่า รถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น และมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งล้อ
(๑๘) “รถจักรยาน” หมายความว่า รถที่เดินด้วยกำลังของผู้ขับขี่ที่มิใช่เป็นการลากเข็น
(๑๙) “รถฉุกเฉิน” หมายความว่า รถดับเพลิงและรถพยาบาลของราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาคและราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบหรือให้ใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่จะกำหนดให้
(๒๐) “รถบรรทุก” หมายความว่า รถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้บรรทุกสิ่งของหรือสัตว์
(๒๑) “รถบรรทุกคนโดยสาร” หมายความว่า รถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้บรรทุกคนโดยสารเกินเจ็ดคน
(๒๒) “รถโรงเรียน” หมายความว่า รถบรรทุกคนโดยสารที่โรงเรียนใช้รับส่งนักเรียน
(๒๓) “รถโดยสารประจำทาง” หมายความว่า รถบรรทุกคนโดยสารที่เดินตามทางที่กำหนดไว้ และเรียกเก็บค่าโดยสารเป็นรายคนตามอัตราที่วางไว้เป็นระยะทางหรือตลอดทาง
(๒๔) “รถแท็กซี่” หมายความว่า รถยนต์ที่ใช้รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน
(๒๕) “รถลากจูง” หมายความว่า รถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับลากจูงรถหรือเครื่องมือการเกษตรหรือเครื่องมือการก่อสร้าง โดยตัวรถนั้นเองมิได้ใช้สำหรับบรรทุกคนหรือสิ่งของ
(๒๖) “รถพ่วง” หมายความว่า รถที่เคลื่อนที่ไปโดยใช้รถอื่นลากจูง
(๒๗) “มาตรแท็กซี่” หมายความว่า เครื่องแสดงอัตราและค่าโดยสารของรถแท็กซี่โดยอาศัยเกณฑ์ระยะทางหรือเวลาการใช้รถแท็กซี่หรือโดยอาศัยทั้งระยะทางและเวลาการใช้รถแท็กซี่
(๒๘) “ผู้ขับขี่” หมายความว่า ผู้ขับรถ ผู้ประจำเครื่องอุปกรณ์การขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง ผู้ลากเข็นยานพาหนะ
(๒๙) “คนเดินเท้า” หมายความว่า คนเดินและให้รวมตลอดถึงผู้ใช้เก้าอี้ล้อสำหรับคนพิการหรือรถสำหรับเด็กด้วย
(๓๐) “เจ้าของรถ” หมายความรวมถึงผู้มีรถไว้ในครอบครองด้วย
(๓๑) “ผู้เก็บค่าโดยสาร” หมายความว่า ผู้ซึ่งรับผิดชอบในการเก็บค่าโดยสาร และผู้ดูแลคนโดยสารที่อยู่ประจำรถบรรทุกคนโดยสาร
(๓๒) “ใบอนุญาตขับขี่” หมายความว่า ใบอนุญาตขับรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ใบอนุญาตสำหรับคนขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถจ้าง ใบอนุญาตขับขี่ตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน และใบอนุญาตผู้ประจำเครื่องอุปกรณ์การขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง
(๓๓) “สัญญาณจราจร” หมายความว่า สัญญาณใดๆ ไม่ว่าจะแสดงด้วยธง ไฟ ไฟฟ้า มือ แขน เสียงนกหวีด หรือด้วยวิธีอื่นใด สำหรับให้ผู้ขับขี่คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ต้อนสัตว์ ปฏิบัติตามสัญญาณนั้น
(๓๔) “เครื่องหมายจราจร” หมายความว่า เครื่องหมายใดๆ ที่ได้ติดตั้งไว้ หรือทำให้ปรากฏในทางสำหรับให้ผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ต้อนสัตว์ ปฏิบัติตามเครื่องหมายนั้น
(๓๕) “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
(๓๖) “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมตำรวจ
(๓๗) “เจ้าพนักงานจราจร” หมายความว่า ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานจราจร
(๓๘) “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร
(๓๙) “อาสาจราจร” หมายความว่า ผู้ซึ่งผ่านการอบรมตามหลักสูตรอาสาจราจร และได้รับแต่งตั้งจากอธิบดีให้ช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้
(๔๐)“ผู้ตรวจการ” หมายความว่า ผู้ตรวจการตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกและผู้ตรวจการตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
 
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานจราจร กับออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2012, 08:12:48 am
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
-http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538974189&Ntype=19-

ลักษณะ ๑
การใช้รถ
                 
 
หมวด ๑
ลักษณะของรถที่ใช้ในทาง
                 
 
มาตรา ๖ ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง หรืออาจเกิดอันตราย หรืออาจทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ผู้ใช้ คนโดยสารหรือประชาชนมาใช้ในทางเดินรถ
รถที่ใช้ในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องจัดให้มีเครื่องยนต์ เครื่องอุปกรณ์และหรือส่วนควบที่ครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่ง กฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน กฎหมายว่าด้วยรถลาก หรือกฎหมายว่าด้วยรถจ้าง และใช้การได้ดี
สภาพของรถที่อาจทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยตามวรรคหนึ่งและวิธีการทดสอบ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
มาตรา ๗ ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่มิได้ติดแผ่นป้ายเลขทะเบียน แผ่นป้ายเครื่องหมายเลขทะเบียนหรือป้ายประจำรถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่ง กฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน กฎหมายว่าด้วยรถลาก หรือกฎหมายว่าด้วยรถจ้าง มาใช้ในทางเดินรถ
 
มาตรา ๘ ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่ผู้ขับขี่ไม่อาจแลเห็นทางพอแก่ความปลอดภัยมาใช้ในทางเดินรถ
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการใช้วัสดุกรองแสงกับรถที่นำมาใช้ในทางเดินรถได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
 
มาตรา ๙ ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่เกิดเสียงอื้ออึงหรือมีสิ่งลากถูไปบนทางเดินรถมาใช้ในทางเดินรถ
 
มาตรา ๑๐ ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่มีล้อหรือส่วนที่สัมผัสกับผิวทางไม่ใช่ยางมาใช้ในทางเดินรถ เว้นแต่เป็นรถที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือเป็นรถที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจร
 
มาตรา ๑๐ ทวิ ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่เครื่องยนต์ก่อให้เกิดก๊าซ ฝุ่น ควัน ละอองเคมี หรือเสียงเกินเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษามาใช้ในทางเดินรถ
 
หมวด ๒
การใช้ไฟหรือเสียงสัญญาณของรถ
                 
 
มาตรา ๑๑ ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นคน รถหรือสิ่งกีดขวางในทางได้โดยชัดแจ้งภายในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางต้องเปิดไฟ หรือใช้แสงสว่างตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
มาตรา ๑๒ รถแต่ละชนิดที่ใช้ในทางเดินรถผู้ขับขี่ต้องใช้เสียงสัญญาณโดยเฉพาะดังต่อไปนี้
(๑) เสียงแตร สำหรับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ และให้ได้ยินได้ในระยะไม่น้อยกว่าหกสิบเมตร
(๒) เสียงระฆัง สำหรับรถม้า และให้ได้ยินได้ในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร
(๓) เสียงกระดิ่ง สำหรับรถจักรยาน และให้ได้ยินได้ในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร
ส่วนรถอื่นนอกจากที่กล่าวข้างต้น ผู้ขับขี่ต้องใช้เสียงสัญญาณตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
 
มาตรา ๑๓ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถทุกชนิดในทางเดินรถใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ เสียงสัญญาณไซเรน เสียงสัญญาณที่เป็นเสียงนกหวีดเสียงที่แตกพร่า เสียงหลายเสียง เสียงดังเกินสมควร หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา
อธิบดีมีอำนาจอนุญาตให้รถฉุกเฉิน รถในราชการทหารหรือตำรวจหรือรถอื่นใช้ไฟสัญญาณวับวาบหรือใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นได้ในการนี้อธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ไฟสัญญาณหรือเสียงสัญญาณรวมทั้งกำหนดเครื่องหมายที่แสดงถึงลักษณะของรถดังกล่าวด้วยก็ได้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
 
มาตรา ๑๔ การใช้เสียงสัญญาณ ผู้ขับขี่จะใช้ได้เฉพาะเมื่อจำเป็นหรือป้องกันอุบัติเหตุเท่านั้น แต่จะใช้เสียงยาวหรือซ้ำเกินควรไม่ได้
การใช้เสียงสัญญาณของรถหรือการกำหนดเงื่อนไขในการใช้เสียงสัญญาณในเขตหรือท้องที่ใด ให้อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
 
มาตรา ๑๕ รถที่บรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถ ขณะที่อยู่ในทางเดินรถ และในเวลาต้องเปิดไฟตามมาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๖๑ ผู้ขับขี่ต้องจุดไฟสัญญาณแสงแดง หรือในเวลากลางวันต้องติดธงสีแดงไว้ที่ตอนปลายสุดของสิ่งที่บรรทุกนั้น โดยจุดไฟสัญญาณหรือติดธงไว้ให้มองเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร
ไฟสัญญาณแสงแดงหรือธงสีแดงตามวรรคหนึ่ง จะใช้ชนิด ลักษณะหรือจำนวนเท่าใด ให้อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
 
มาตรา ๑๖ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถบรรทุกของเหลวไวไฟที่มีจุดวาบไฟในอุณหภูมิยี่สิบเอ็ดองศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านั้น หรือที่บรรจุก๊าซไวไฟต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๕ และมาตรา ๕๖ แต่ไฟสัญญาณที่ใช้นั้นต้องมิใช่เป็นชนิดที่ใช้เชื้อเพลิง
 
มาตรา ๑๗ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถที่ใช้บรรทุกวัตถุระเบิด หรือวัตถุอันตรายชนิดอื่นใด ต้องจัดให้มีป้ายแสดงถึงวัตถุที่บรรทุกและเครื่องดับเพลิง และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในการป้องกันอันตราย
ลักษณะและวิธีการติดป้ายแสดงถึงวัตถุที่บรรทุกและเครื่องดับเพลิงตลอดจนเงื่อนไขในการป้องกันอันตราย ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
หมวด ๓
การบรรทุก
                 
 
มาตรา ๑๘ รถที่ใช้บรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของ จะใช้บรรทุกในลักษณะใดโดยรถชนิดหรือประเภทใด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
มาตรา ๑๙ ในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องบรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของนอกเหนือไปจากหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อเจ้าของรถร้องขอเจ้าพนักงานจราจรจะผ่อนผันโดยอนุญาตเป็นหนังสือเป็นการชั่วคราวเฉพาะรายก็ได้
 
มาตรา ๒๐ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถบรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้ คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจากรถ อันอาจก่อเหตุเดือดร้อน รำคาญ ทำให้ทางสกปรกเปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน หรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
 
ลักษณะ ๒
สัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร
                 
 
มาตรา ๒๑ ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้หรือทำให้ปรากฏในทาง หรือที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ทราบ
สัญญาณจราจร เครื่องหมายจราจรและความหมายของสัญญาณจราจรและเครื่องหมายจราจร ให้อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและให้มีรูปตัวอย่างแสดงไว้ในประกาศด้วย
 
มาตรา ๒๒ ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรที่ปรากฏข้างหน้าในกรณีต่อไปนี้
(๑) สัญญาณจราจรไฟสีเหลืองอำพัน ให้ผู้ขับขี่เตรียมหยุดรถหลังเส้นให้รถหยุดเพื่อเตรียมปฏิบัติตามสัญญาณที่จะปรากฏต่อไปดังกล่าวใน (๒) เว้นแต่ผู้ขับขี่ที่ได้เลยเส้นให้รถหยุดไปแล้วให้เลยไปได้
(๒) สัญญาณจราจรไฟสีแดงหรือเครื่องหมายจราจรสีแดงที่มีคำว่า “หยุด” ให้ผู้ขับขี่หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด
(๓) สัญญาณจราจรไฟสีเขียวหรือเครื่องหมายจราจรสีเขียวที่มีคำว่า “ไป” ให้ผู้ขับขี่ขับรถต่อไปได้ เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
(๔) สัญญาณจราจรไฟลูกศรสีเขียวชี้ให้เลี้ยวหรือชี้ให้ตรงไป หรือสัญญาณจราจรไฟสีแดงแสดงพร้อมกับสัญญาณจราจรไฟลูกศรสีเขียวชี้ให้เลี้ยวหรือชี้ให้ตรงไปให้ผู้ขับขี่เลี้ยวรถหรือขับรถตรงไปได้ตามทิศทางที่ลูกศรชี้ และต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง และต้องให้สิทธิแก่คนเดินเท้าในทางข้ามหรือรถที่มาทางขวาก่อน
ในการใช้ทางตามที่ลูกศรชี้ ผู้ขับขี่ต้องใช้ทางด้วยความระมัดระวังและต้องให้สิทธิแก่คนเดินเท้าในทางข้าม หรือผู้ขับขี่ที่มาทางขวาก่อน
(๕) สัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดง ถ้าติดตั้งอยู่ที่ทางร่วมทางแยกใดเปิดทางด้านใดให้ผู้ขับขี่ที่มาทางด้านนั้นหยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรแล้ว จึงให้ขับรถต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง
(๖) สัญญาณจราจรไฟกระพริบสีเหลืองอำพัน ถ้าติดตั้งอยู่ ณ ที่ใดให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วของรถลงและผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง
ผู้ขับขี่ซึ่งจะขับรถตรงไปต้องเข้าอยู่ในช่องเดินรถที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงให้ตรงไป ส่วนผู้ขับขี่ซึ่งจะเลี้ยวรถต้องเข้าอยู่ในช่องเดินรถที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงให้เลี้ยว การเข้าอยู่ในช่องเดินรถดังกล่าวจะต้องเข้าตั้งแต่เริ่มมีเครื่องหมายจราจรแสดงให้ปฏิบัติเช่นนั้น
 
มาตรา ๒๓ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเดินรถที่มีสัญญาณจราจรไฟสีเขียวหรือไฟสีแดงติดตั้งไว้เหนือช่องเดินรถ มากกว่าสองช่องขึ้นไปต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑) สัญญาณจราจรไฟสีแดงที่ทำเป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่องเดินรถใดห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถในช่องเดินรถนั้น
(๒) สัญญาณจราจรไฟสีเขียวที่ทำเป็นรูปลูกศรอยู่เหนือช่องเดินรถใดให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในช่องเดินรถนั้นขับรถผ่านไปได้
 
มาตรา ๒๔ ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ปรากฏข้างหน้าในกรณีต่อไปนี้
(๑) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และเหยียดแขนซ้ายออกไปเสมอระดับไหล่ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านหลังของพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องหยุดรถแต่ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ลดแขนข้างที่เหยียดออกไปนั้นลงและโบกมือไปข้างหน้าให้ผู้ขับขี่ซึ่งหยุดรถอยู่ทางด้านหลังขับรถผ่านไปได้
(๒) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และเหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งออกไปเสมอระดับไหล่และตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านที่เหยียดแขนข้างนั้นของพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องหยุดรถ แต่ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่พลิกฝ่ามือที่ตั้งอยู่นั้น แล้วโบกผ่านศีรษะไปทางด้านหลัง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งหยุดรถอยู่นั้นขับรถผ่านไปได้
(๓) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และเหยียดแขนทั้งสองข้างออกไปเสมอระดับไหล่และตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านที่เหยียดแขนทั้งสองข้างของพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องหยุดรถ
(๔) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบนและตั้งฝ่ามือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาทางด้านหน้าของพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องหยุดรถ แต่ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่พลิกฝ่ามือที่ตั้งอยู่นั้นโบกไปด้านหลัง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งหยุดรถอยู่ทางด้านหน้าของพนักงานเจ้าหน้าที่ขับรถผ่านไปได้
(๕) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยืน และยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบนและตั้งฝ่ามือขึ้น ส่วนแขนซ้ายเหยียดออกไปเสมอระดับไหล่ผู้ขับขี่ ซึ่งขับรถมาทางด้านหน้าและด้านหลังของพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องหยุดรถ
การหยุดรถตามมาตรานี้ ให้หยุดหลังเส้นให้รถหยุด ในกรณีที่ทางเดินรถใดไม่มีเส้นให้รถหยุด ให้ผู้ขับขี่หยุดรถห่างจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในระยะไม่น้อยกว่าสามเมตร
 
มาตรา ๒๕ ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แสดงด้วยเสียงสัญญาณนกหวีดในกรณีต่อไปนี้
(๑) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้เสียงสัญญาณนกหวีดยาวหนึ่งครั้ง ให้ผู้ขับขี่หยุดรถทันที
(๒) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้เสียงสัญญาณนกหวีดสั้นสองครั้งติดต่อกันให้ผู้ขับขี่ขับรถผ่านไปได้
 
มาตรา ๒๖ ในทางเดินรถที่มีสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรตามมาตรา ๒๒ หรือสัญญาณจราจรตามมาตรา ๒๓ ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการจราจรในทางเดินรถนั้น เห็นสมควรเพื่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร จะให้สัญญาณจราจรเป็นอย่างอื่นก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติการเดินรถตามสัญญาณที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดให้
 
มาตรา ๒๗ สัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ เมื่อมีเหตุอันสมควรให้อธิบดีมีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา
 
มาตรา ๒๘ ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานทำ ติดตั้ง หรือทำให้ปรากฏซึ่งสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจร ในทางที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๒๑
 
มาตรา ๒๙ ห้ามมิให้ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เปลี่ยนแปลง เคลื่อนย้าย ขีดเขียน หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานติดตั้งไว้ หรือทำให้ปรากฏในทาง
 
มาตรา ๓๐ สัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรที่ทำ ติดตั้งหรือทำให้ปรากฏในทางโดยฝ่าฝืนมาตรา ๒๘ หรือมาตรา ๒๙ เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจยึด รื้อถอน ทำลาย หรือทำให้สิ้นไปซึ่งสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรนั้นได้
 
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2012, 08:13:21 am
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
-http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538974189&Ntype=19-

ลักษณะ ๓
การใช้ทางเดินรถ
                 
 
หมวด ๑
การขับรถ
                 
 
มาตรา ๓๑ นอกจากที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษในลักษณะ ๔ ว่าด้วยการใช้ทางเดินรถที่จัดเป็นช่องเดินรถประจำทาง การใช้ทางเดินรถให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะนี้
 
มาตรา ๓๒ ในการใช้ทางเดินรถผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถชนหรือโดนคนเดินเท้าไม่ว่าจะอยู่ ณ ส่วนใดของทาง และต้องให้สัญญาณเตือนคนเดินเท้าให้รู้ตัวเมื่อจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก คนชราหรือคนพิการที่กำลังใช้ทาง ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการควบคุมรถของตน
 
มาตรา ๓๓ ในการขับรถ ผู้ขับขี่ต้องขับรถในทางเดินรถด้านซ้ายและต้องไม่ล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ ให้เดินทางขวาหรือล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถได้
(๑) ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการจราจร
(๒) ทางเดินรถนั้นเจ้าพนักงานจราจรกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว
(๓) ทางเดินรถนั้นกว้างไม่ถึงหกเมตร
 
มาตรา ๓๔ ในการใช้ทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป หรือที่ได้จัดช่องเดินรถประจำทางไว้ในช่องเดินรถซ้ายสุด ผู้ขับขี่ต้องขับรถในช่องซ้ายสุดหรือใกล้กับช่องเดินรถประจำทางเว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ ให้เดินทางขวาของทางเดินรถได้
(๑) ในช่องเดินรถนั้นมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการจราจร
(๒) ทางเดินรถนั้น เจ้าพนักงานจราจรกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียว
(๓) จะต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้องเมื่อเข้าบริเวณใกล้ทางร่วมทางแยก
(๔) เมื่อจะแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น
(๕) เมื่อผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ารถในช่องเดินรถด้านซ้าย
 
มาตรา ๓๕ รถที่มีความเร็วช้าหรือรถที่มีความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถคันอื่นที่ขับในทิศทางเดียวกัน ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ขอบทางเดินรถด้านซ้ายเท่าที่จะกระทำได้
ผู้ขับขี่รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร รถจักรยานยนต์ในทางเดินรถซึ่งได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ ตั้งแต่สองช่องขึ้นไปหรือได้จัดช่องเดินรถประจำทางด้านซ้ายไว้โดยเฉพาะ ต้องขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายสุดหรือใกล้เคียงกับช่องเดินรถประจำทางแล้วแต่กรณี
ความในวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
 
มาตรา ๓๖ ผู้ขับขี่ซึ่งจะเลี้ยวรถ ให้รถคันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้าเปลี่ยนช่องเดินรถ ลดความเร็วของรถ จอดรถ หรือหยุดรถ ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขนตามมาตรา ๓๗ หรือไฟสัญญาณตามมาตรา ๓๘ หรือสัญญาณอย่างอื่นตามข้อบังคับของเจ้าพนักงานจราจร
ถ้าโดยสภาพของรถ สภาพของการบรรทุก หรือสภาพของทัศนวิสัยการให้สัญญาณด้วยมือและแขนตามวรรคหนึ่งไม่อาจทำให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถสวนมาหรือตามมาข้างหลังมองเห็นได้ ผู้ขับขี่ต้องให้ไฟสัญญาณ
ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขน ไฟสัญญาณหรือสัญญาณอย่างอื่นตามวรรคหนึ่งก่อนที่จะเลี้ยวรถ เปลี่ยนช่องเดินรถ จอดรถหรือหยุดรถเป็นระยะทางไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร
ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขน ไฟสัญญาณหรือสัญญาณอย่างอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอื่นเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าหกสิบเมตร
 
มาตรา ๓๗ การให้สัญญาณด้วยมือและแขน ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อจะลดความเร็วของรถ ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ และโบกมือขึ้นลงหลายครั้ง
(๒) เมื่อจะหยุดรถ ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ ยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบนและตั้งฝ่ามือขึ้น
(๓) เมื่อจะให้รถคันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้า ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ และโบกมือไปทางข้างหน้าหลายครั้ง
(๔) เมื่อจะเลี้ยวขวาหรือเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวา ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่
(๕) เมื่อจะเลี้ยวซ้ายหรือเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางซ้าย ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ และงอข้อมือชูขึ้นโบกไปทางซ้ายหลายครั้ง
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ในกรณีรถยนต์นั้นมีเครื่องขับอยู่ทางด้านซ้าย ให้ผู้ขับขี่ใช้ไฟสัญญาณแทนการใช้สัญญาณด้วยมือและแขน
 
มาตรา ๓๘ การให้ไฟสัญญาณของผู้ขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ให้ปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อจะหยุดรถ ผู้ขับขี่ต้องให้ไฟสัญญาณสีแดงที่ท้ายรถ
(๒) เมื่อจะเลี้ยวรถ เปลี่ยนช่องเดินรถ หรือแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณยกเลี้ยวสีเหลืองอำพัน หรือให้ไฟสัญญาณกระพริบสีขาวหรือสีเหลืองอำพันที่ติดอยู่หน้ารถหรือข้างรถ และไฟสัญญาณกระพริบสีแดงหรือสีเหลืองอำพันที่ติดอยู่ท้ายรถไปในทิศทางที่จะเลี้ยว เปลี่ยนช่องเดินรถ หรือแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น
(๓) เมื่อจะให้รถคันอื่นแซงขึ้นหน้า ผู้ขับขี่ต้องให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวสีเหลืองอำพัน หรือให้ไฟสัญญาณกระพริบสีแดงหรือสีเหลืองอำพันที่ติดอยู่ท้ายรถทางด้านซ้ายของรถ
 
มาตรา ๓๙ เมื่อขับรถสวนกัน ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดด้านซ้ายของทางเดินรถ โดยให้ถือกึ่งกลางของทางเดินรถเป็นหลัก แต่ถ้าทางเดินรถใดได้จัดแบ่งเป็นช่องเดินรถไว้ ให้ถือเส้นหรือแนวที่แบ่งนั้นเป็นหลัก
ในทางเดินรถที่แคบ เมื่อขับรถสวนกัน ผู้ขับขี่แต่ละฝ่ายต้องลดความเร็วของรถเพื่อให้รถสวนกันได้โดยปลอดภัย
ในทางเดินรถที่แคบซึ่งไม่อาจขับรถสวนกันได้โดยปลอดภัย เมื่อขับรถสวนกัน ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันที่ใหญ่กว่าต้องหยุดรถให้ชิดขอบทางเดินรถด้านซ้ายเพื่อให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันที่เล็กกว่าผ่านไปได้
ในทางเดินรถที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วของรถหรือหยุดรถเพื่อให้รถคันที่สวนมาผ่านไปได้
 
มาตรา ๔๐ ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ
ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถขึ้นสะพานหรือทางลาดชันต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถถอยหลังไปโดนรถคันอื่น
 
มาตรา ๔๑ ทางเดินรถใดที่มีเครื่องหมายจราจรให้เป็นทางเดินรถทางเดียว ให้ผู้ขับขี่ขับรถไปตามทิศทางที่ได้กำหนดไว้
 
มาตรา ๔๒ ทางเดินรถใดที่มีเครื่องหมายจราจรแบ่งทางเดินรถออกเป็นสองทางสำหรับรถเดินขึ้นทางหนึ่ง ล่องทางหนึ่ง โดยมีช่องว่างคั่นกลาง หรือทำเครื่องหมายจราจรกีดกั้นแสดงว่าทางเดินรถนั้นมีการแบ่งออกเป็นสองทางดังกล่าว ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดด้านซ้ายของทางเดินรถ
 
มาตรา ๔๓ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ
(๑) ในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ
(๒) ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น
(๓) ในลักษณะกีดขวางการจราจร
(๔) โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
(๕) ในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา หรือไม่อาจแลเห็นทางด้านหน้าหรือด้านหลัง ด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้านได้พอแก่ความปลอดภัย
(๖) คร่อมหรือทับเส้นหรือแนวแบ่งช่องเดินรถ เว้นแต่เมื่อเปลี่ยนช่องเดินรถ เลี้ยวรถ หรือกลับรถ
(๗) บนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร เว้นแต่รถลากเข็นสำหรับทารก คนป่วยหรือคนพิการ
(๘) โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น
(๙) ในขณะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ เว้นแต่การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนาโดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น
 
มาตรา ๔๓ ทวิ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการมีอำนาจจัดให้มีการตรวจสอบผู้ขับขี่รถบางประเภทตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาว่าได้เสพยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามวรรคหนึ่งหรือไม่ และหากผลการตรวจสอบในเบื้องต้นปรากฏว่าผู้ขับขี่นั้นไม่ได้เสพก็ให้ผู้ขับขี่นั้นขับรถต่อไปได้
ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ตรวจสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการมีอำนาจกักตัวผู้นั้นไว้ เพื่อดำเนินการตรวจสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นแห่งกรณีเพื่อให้การตรวจสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็วและเมื่อผู้นั้นยอมรับการตรวจสอบแล้ว หากผลการตรวจสอบในเบื้องต้นปรากฏว่าไม่ได้เสพ ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที
การตรวจสอบตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
มาตรา ๔๓ ตรี ในกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) ผู้ตรวจการมีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นหยุดรถและสั่งให้มีการทดสอบตามมาตรา ๑๔๒ ด้วย
 
มาตรา ๔๓ จัตวา ในกรณีที่ผู้ตรวจการพบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) หรือมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง ให้ผู้ตรวจการส่งตัวผู้นั้นพร้อมพยานหลักฐานในเบื้องต้นแก่พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจโดยเร็ว แต่ต้องไม่เกินหกชั่วโมงนับแต่เวลาที่พบการกระทำความผิดดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีต่อไป
 
มาตรา ๔๓ เบญจ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๔๓ ทวิ และมาตรา ๔๓ ตรี ให้ผู้ตรวจการแสดงบัตรประจำตัวของตนซึ่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกหรือกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ต่อผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2012, 08:14:08 am
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
-http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538974189&Ntype=19-

หมวด ๒
การขับแซงและผ่านขึ้นหน้า
                 
 
มาตรา ๔๔ ผู้ขับขี่ซึ่งประสงค์จะขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในทางเดินรถ ซึ่งไม่ได้แบ่งช่องทางเดินรถไว้ ต้องให้สัญญาณโดยกระพริบไฟหน้าหลายครั้งหรือให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวขวา หรือให้เสียงสัญญาณดังพอที่จะให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถคันหน้าให้สัญญาณตอบตามมาตรา ๓๗ (๓) หรือมาตรา ๓๘ (๓) และเมื่อเห็นว่าไม่เป็นการกีดขวางรถอื่นที่กำลังแซงแล้ว จึงจะแซงขึ้นหน้าได้
การแซงต้องแซงด้านขวาโดยมีระยะห่างจากรถที่ถูกแซงพอสมควรเมื่อเห็นว่าได้ขับผ่านขึ้นหน้ารถที่ถูกแซงไปในระยะที่ห่างเพียงพอแล้วจึงจะขับชิดด้านซ้ายของทางเดินรถได้
 
มาตรา ๔๕ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นด้านซ้ายเว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้
(๑) รถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา
(๒) ทางเดินรถนั้นได้จัดแบ่งเป็นช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป
การขับรถแซงด้านซ้ายตาม (๑) หรือ (๒) จะกระทำได้เมื่อไม่มีรถอื่นตามมาในระยะกระชั้นชิดและมีความปลอดภัยพอ
 
มาตรา ๔๖ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในกรณีต่อไปนี้
(๑) เมื่อรถกำลังขึ้นทางชัน ขึ้นสะพาน หรืออยู่ในทางโค้ง เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรให้แซงได้
(๒) ภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางข้าม ทางร่วมทางแยกวงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้ หรือทางเดินรถที่ตัดข้ามทางรถไฟ
(๓) เมื่อมีหมอก ฝน ฝุ่นหรือควัน จนทำให้ไม่อาจเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะหกสิบเมตร
(๔) เมื่อเข้าที่คับขันหรือเขตปลอดภัย
 
มาตรา ๔๗ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงหรือผ่านขึ้นหน้ารถอื่นล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถที่กำหนดไว้ หรือที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงเขตอันตราย หรือเขตให้ใช้ความระมัดระวังบนทางเดินรถ
ในกรณีที่ทางเดินรถด้านซ้ายมีสิ่งกีดขวางที่เป็นอุปสรรคแก่การจราจรและทางเดินรถด้านขวามีความกว้างเพียงพอ ผู้ขับขี่จะขับรถหลีกสิ่งกีดขวางล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนดไว้ก็ได้ในเมื่อไม่กีดขวางการจราจรของรถที่สวนทางมา
 
มาตรา ๔๘ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงหรือผ่านขึ้นหน้ารถคันอื่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง เว้นแต่ในกรณีที่มีสิ่งกีดขวางการจราจรในทางเดินรถข้างหน้าหรือเมื่อต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจรแต่ทั้งนี้จะขับรถอยู่ในช่องเดินรถประจำทางได้เพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
 
มาตรา ๔๙ เมื่อได้รับสัญญาณขอแซงขึ้นหน้าจากรถคันที่อยู่ข้างหลังผู้ขับขี่ซึ่งขับรถที่มีความเร็วช้าหรือรถที่ใช้ความเร็วต่ำกว่าความเร็วของรถอื่นที่ขับไปในทิศทางเดียวกัน ต้องยอมให้รถที่ใช้ความเร็วสูงกว่าผ่านขึ้นหน้าผู้ขับขี่ที่ถูกขอทางต้องให้สัญญาณตอบตามมาตรา ๓๗ (๓) หรือมาตรา ๓๘ (๓) เมื่อเห็นว่าทางเดินรถข้างหน้าปลอดภัยและไม่มีรถอื่นสวนทางมาในระยะกระชั้นชิด และต้องลดความเร็วของรถและขับรถชิดด้านซ้ายของทางเดินรถเพื่อให้รถที่จะแซงผ่านขึ้นหน้าได้โดยปลอดภัย
 
หมวด ๓
การออกรถ การเลี้ยวรถและการกลับรถ
                 
 
มาตรา ๕๐ การขับรถออกจากที่จอด ถ้ามีรถจอดหรือมีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขนตามมาตรา ๓๗ หรือไฟสัญญาณตามมาตรา ๓๘ และจะขับรถไปได้เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น
 
มาตรา ๕๑ การเลี้ยวรถ ให้ปฏิบัติดังนี้
(๑) ถ้าจะเลี้ยวซ้าย
(ก) ในกรณีที่ไม่ได้แบ่งช่องเดินรถไว้ ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดทางเดินรถด้านซ้าย
(ข) ในกรณีที่มีการแบ่งช่องเดินรถไว้ และมีเครื่องหมายจราจรแสดงให้เลี้ยวซ้ายได้ ให้ผู้ขับขี่ขับรถในช่องเดินรถสำหรับรถที่จะเลี้ยวซ้าย ทั้งนี้ ก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร
(ค) ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางเดินรถด้านซ้ายสุด ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดช่องเดินรถประจำทางก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร และจะเลี้ยวรถผ่านเข้าไปในช่องเดินรถประจำทางได้เฉพาะในบริเวณที่มีเครื่องหมายจราจรให้เลี้ยวรถผ่านได้เท่านั้น
(๒) ถ้าจะเลี้ยวขวา
(ก) สำหรับทางเดินรถที่ไม่ได้แบ่งช่องเดินรถไว้ ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดทางด้านขวาของแนวกึ่งกลางของทางเดินรถก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร
(ข) สำหรับทางเดินรถที่ได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดทางด้านขวาสุดของทางเดินรถหรือในช่องที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงให้เลี้ยวขวาได้ ทั้งนี้ ก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร
(ค) ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางเดินรถด้านขวาสุด ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดช่องเดินรถประจำทางก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร และจะเลี้ยวรถผ่านเข้าไปในช่องเดินรถประจำทางได้เฉพาะในบริเวณที่มีเครื่องหมายจราจรให้เลี้ยวรถผ่านได้เท่านั้น
(ง) สำหรับทางเดินรถที่มีเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่แสดงสัญญาณจราจรด้วยมือและแขน ให้ผู้ขับขี่ขับรถเลี้ยวขวาผ่านไปได้โดยไม่ต้องอ้อมเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่
(จ) เมื่อรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่สวนมาในทางเดินรถทางเดียวกันผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงให้เลี้ยวขวาไปได้
(๓) ถ้าจะเลี้ยวอ้อมวงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้ ให้ผู้ขับขี่ขับรถอ้อมไปทางซ้ายของวงเวียนหรือเกาะนั้น
ในกรณีตาม (๑) และ (๒) ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังและต้องหยุดให้ทางแก่ผู้ที่กำลังข้ามทางและรถที่กำลังผ่านทางร่วมทางแยกจากทางด้านอื่นก่อน เว้นแต่ในกรณีที่มีรถเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวาพร้อมกัน ให้รถเลี้ยวซ้ายให้ทางแก่รถเลี้ยวขวาก่อน
 
มาตรา ๕๒ ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวาในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่าหนึ่งร้อยเมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น
 
มาตรา ๕๓ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่
(๑) เลี้ยวรถหรือกลับรถในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายห้ามเลี้ยวขวาห้ามเลี้ยวซ้ายหรือห้ามกลับรถ
(๒) กลับรถที่เขตปลอดภัย ที่คับขัน บนสะพาน หรือในระยะหนึ่งร้อยเมตรจากทางราบของเชิงสะพาน
(๓) กลับรถที่ทางร่วมทางแยก เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรให้กลับรถในบริเวณดังกล่าวได้
 
หมวด ๔
การหยุดรถและจอดรถ
                 
 
มาตรา ๕๔ การหยุดรถหรือการจอดรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขนตามมาตรา ๓๗ หรือไฟสัญญาณตามมาตรา ๓๘ ก่อนที่จะหยุดรถหรือจอดรถในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร และจะหยุดรถหรือจอดรถได้เมื่อผู้ขับขี่เห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็นการกีดขวางการจราจร
ผู้ขับขี่ต้องจอดรถทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และจอดรถให้ด้านซ้ายของรถขนานชิดกับขอบทางหรือไหล่ทางในระยะห่างไม่เกินยี่สิบห้าเซนติเมตรหรือจอดรถตามทิศทางหรือด้านหนึ่งด้านใดของทางเดินรถที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนดไว้ แต่ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถห้ามมิให้ผู้ขับขี่จอดรถในลักษณะดังกล่าวในเวลาที่กำหนดให้ใช้ช่องเดินรถประจำทางนั้น
 
มาตรา ๕๕ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่หยุดรถ
(๑) ในช่องเดินรถ เว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถในกรณีที่ไม่มีช่องเดินรถประจำทาง
(๒) บนทางเท้า
(๓) บนสะพานหรือในอุโมงค์
(๔) ในทางร่วมทางแยก
(๕) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ
(๖) ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ
(๗) ในเขตปลอดภัย
(๘) ในลักษณะกีดขวางการจราจร
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ขับขี่ซึ่งจำเป็นต้องหยุดรถเพราะมีสิ่งกีดขวางอยู่ในทางเดินรถ หรือเครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ของรถขัดข้องหรือในกรณีที่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจร
 
มาตรา ๕๖ ในกรณีที่เครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ของรถขัดข้องจนต้องจอดรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องนำรถให้พ้นทางเดินรถโดยเร็วที่สุด
ในกรณีตามวรรคหนึ่งถ้าจำเป็นต้องจอดรถอยู่ในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องจอดรถในลักษณะที่ไม่กีดขวางการจราจร และต้องแสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามลักษณะและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
มาตรา ๕๗ เว้นแต่จะได้มีบทบัญญัติ กฎ หรือข้อบังคับตามพระราชบัญญัตินี้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ห้ามมิให้ผู้ขับขี่จอดรถ
(๑) บนทางเท้า
(๒) บนสะพานหรือในอุโมงค์
(๓) ในทางร่วมทางแยก หรือในระยะสิบเมตรจากทางร่วมทางแยก
(๔) ในทางข้าม หรือในระยะสามเมตรจากทางข้าม
(๕) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามจอดรถ
(๖) ในระยะสามเมตรจากท่อน้ำดับเพลิง
(๗) ในระยะสิบเมตรจากที่ติดตั้งสัญญาณจราจร
(๘) ในระยะสิบห้าเมตรจากทางรถไฟผ่าน
(๙) ซ้อนกันกับรถอื่นที่จอดอยู่ก่อนแล้ว
(๑๐) ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ หรือในระยะห้าเมตรจากปากทางเดินรถ
(๑๑) ระหว่างเขตปลอดภัยกับขอบทาง หรือในระยะสิบเมตรนับจากปลายสุดของเขตปลอดภัยทั้งสองข้าง
(๑๒) ในที่คับขัน
(๑๓) ในระยะสิบห้าเมตรก่อนถึงเครื่องหมายหยุดรถประจำทางและเลยเครื่องหมายไปอีกสามเมตร
(๑๔) ในระยะสามเมตรจากตู้ไปรษณีย์
(๑๕) ในลักษณะกีดขวางการจราจร
 
มาตรา ๕๘ การจอดรถในทางเดินรถที่ผู้ขับขี่ไม่อาจอยู่ควบคุมรถนั้นผู้ขับขี่ต้องหยุดเครื่องยนต์และห้ามล้อรถนั้นไว้
การจอดรถในทางเดินรถที่เป็นทางลาดหรือชัน ผู้ขับขี่ต้องหันล้อหน้าของรถเข้าขอบทาง
 
มาตรา ๕๙ เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่เคลื่อนย้ายรถที่หยุดหรือจอดอยู่อันเป็นการฝ่าฝืนบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ได้
เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเคลื่อนย้ายรถที่หยุดหรือจอดอยู่อันเป็นการฝ่าฝืนบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถดังกล่าวได้
การเคลื่อนย้ายรถหรือใช้เครื่องมือบังคับให้รถที่หยุดหรือจอดอยู่ไม่ให้เคลื่อนย้ายได้ตามวรรคสอง เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดสำหรับ ความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามมาตรานี้ เว้นแต่ความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการที่รถถูกเคลื่อนย้ายหรือถูกใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้าย ตลอดจนค่าดูแลรักษารถระหว่างที่อยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต้องกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่าคันละห้าร้อยบาทและค่าดูแลรักษาไม่น้อยกว่าวันละสองร้อยบาท
เงินที่ได้จากเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ซึ่งชำระตามวรรคสี่ เป็นรายได้ที่ไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง และให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการตามมาตรานี้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
ในกรณีที่เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ไม่ชำระค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษาตามวรรคสี่ เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดหน่วงรถนั้นไว้ได้จนกว่าจะได้รับชำระค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษาดังกล่าว โดยในระหว่างที่ยึดหน่วงนั้นให้คำนวณค่าดูแลรักษาเป็นรายวัน ถ้าพ้นกำหนดสามเดือนแล้วเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ยังไม่ชำระค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษาดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจนำรถนั้นออกขายทอดตลาดได้ เงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาดค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษาที่ค้างชำระแล้ว เหลือเงินเท่าใดให้คืนแก่เจ้าของหรือผู้มีสิทธิที่แท้จริงต่อไป
 
มาตรา ๖๐ การหยุดรถหรือการจอดรถในทางเดินรถนอกเขตเทศบาล ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถหรือจอดรถ ณ ที่ซึ่งผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอื่นจะเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร
 
มาตรา ๖๑ ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่ผู้ขับขี่จะมองเห็นรถที่จอดในทางเดินรถได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรผู้ขับขี่ซึ่งจอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทางต้องเปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
มาตรา ๖๒ ในทางเดินรถตอนใดที่มีทางรถไฟผ่าน ถ้าปรากฏว่า
(๑) มีเครื่องหมายหรือสัญญาณระวังรถไฟแสดงว่ารถไฟกำลังจะผ่าน
(๒) มีสิ่งปิดกั้นหรือมีเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณแสดงว่ารถไฟกำลังจะผ่าน
(๓) มีเสียงสัญญาณของรถไฟหรือรถไฟกำลังแล่นผ่านเข้ามาใกล้อาจเกิดอันตรายในเมื่อจะขับรถผ่านไป
ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วของรถและหยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่าห้าเมตร เมื่อรถไฟผ่านไปแล้วและมีเครื่องหมายหรือสัญญาณให้รถผ่านได้ ผู้ขับขี่จึงจะขับรถผ่านไปได้
 
มาตรา ๖๓ ในทางเดินรถตอนใดที่มีทางรถไฟผ่านไม่ว่าจะมีเครื่องหมายระวังรถไฟหรือไม่ ถ้าทางรถไฟนั้นไม่มีสัญญาณระวังรถไฟหรือสิ่งปิดกั้น ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วของรถและหยุดรถห่างจากทางรถไฟในระยะไม่น้อยกว่าห้าเมตรเมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงจะขับรถผ่านไปได้
 
มาตรา ๖๔ ในขณะที่ผู้ขับขี่รถโรงเรียนหยุดรถในทางเดินรถเพื่อรับส่งนักเรียนขึ้นหรือลง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอื่นตามมาในทิศทางเดียวกันหรือสวนกันกับรถโรงเรียนใช้ความระมัดระวังและลดความเร็วของรถ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงให้ขับรถผ่านไปได้
 
ลักษณะ ๔
การใช้ทางเดินรถที่จัดเป็นช่องเดินรถประจำทาง
                 
 
มาตรา ๖๕ เมื่อเจ้าพนักงานจราจรได้ประกาศกำหนดให้ช่องเดินรถใดเป็นช่องเดินรถประจำทาง ผู้ขับขี่รถโดยสารประจำทางและรถบรรทุกคนโดยสารตามประเภทที่อธิบดีกำหนด ซึ่งอยู่ในระหว่างรับส่งหรือบรรทุกคนโดยสาร ต้องขับขี่รถภายในช่องเดินรถประจำทาง และจะขับขี่รถออกนอกช่องเดินรถประจำทางได้เมื่อมีสิ่งกีดขวางอยู่ในช่องเดินรถประจำทางนั้น หรือเมื่อต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่
รถบรรทุกคนโดยสารประเภทใดจะต้องเดินในช่องเดินรถประจำทางให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ในการประกาศกำหนดให้ช่องเดินรถใดเป็นช่องเดินรถประจำทางตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดเวลาการใช้ช่องเดินรถประจำทางไว้ด้วยก็ได้
กรณีจำเป็นเกี่ยวกับการจราจร เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจประกาศให้รถบรรทุกคนโดยสารประเภทหนึ่งประเภทใดที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสองจะต้องเดินในช่องเดินรถประจำทางในทางสายใดตอนใดก็ได้
 
มาตรา ๖๖ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถอื่นนอกจากรถโดยสารประจำทางหรือรถบรรทุกคนโดยสารประเภทที่อธิบดีกำหนด ขับรถในช่องเดินรถประจำทางเว้นแต่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้
 
ลักษณะ ๕
ข้อกำหนดเกี่ยวกับความเร็วของรถ
                 
 
มาตรา ๖๗ ผู้ขับขี่ต้องขับรถด้วยอัตราความเร็วตามที่กำหนดในกฎกระทรวงหรือตามเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้ในทาง
เครื่องหมายจราจรที่ติดตั้งไว้ตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดอัตราความเร็วขั้นสูงหรือขั้นต่ำก็ได้ แต่ต้องไม่เกินอัตราความเร็วที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
มาตรา ๖๘ ผู้ขับขี่ซึ่งจะเลี้ยวรถ ให้รถอื่นแซงหรือผ่านขึ้นหน้า จอดรถ หยุดรถ หรือกลับรถ ต้องลดความเร็วของรถ
 
มาตรา ๖๙ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเดินรถบนเนินเขา บนสะพาน ที่เชิงสะพาน ที่แคบ ทางโค้ง ทางลาด ที่คับขัน หรือที่มีหมอก ฝน ฝุ่น หรือควัน จนทำให้ไม่อาจเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะหกสิบเมตร ต้องลดความเร็วของรถในลักษณะที่จะให้เกิดความปลอดภัย
 
มาตรา ๗๐ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก ทางข้ามเส้นให้รถหยุด หรือวงเวียน ต้องลดความเร็วของรถ
 
ลักษณะ ๖
การขับรถผ่านทางร่วมทางแยกหรือวงเวียน
                 
 
มาตรา ๗๑ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๖ เมื่อผู้ขับขี่ขับรถมาถึงทางร่วมทางแยก ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติดังนี้
(๑) ถ้ามีรถอื่นอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถในทางร่วมทางแยกนั้นผ่านไปก่อน
(๒) ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกันและไม่มีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ผู้ขับขี่ต้องให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตนผ่านไปก่อน เว้นแต่ในทางร่วมทางแยกใดมีทางเดินรถทางเอกตัดผ่านทางเดินรถทางโท ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางเอกมีสิทธิขับผ่านไปก่อน
(๓) ถ้าสัญญาณจราจรไฟสีเขียวปรากฏข้างหน้า แต่ในทางร่วมทางแยกมีรถอื่นหยุดขวางอยู่จนไม่สามารถผ่านพ้นทางร่วมทางแยกไปได้ ผู้ขับขี่จะต้องหยุดรถที่หลังเส้นให้รถหยุดจนกว่าจะสามารถเคลื่อนรถผ่านพ้นทางร่วมทางแยกไปได้
 
มาตรา ๗๒ ทางเดินรถทางเอกได้แก่ทางเดินรถดังต่อไปนี้
(๑) ทางเดินรถที่ได้ติดตั้งเครื่องหมายจราจรแสดงว่าเป็นทางเดินรถทางเอก
(๒) ทางเดินรถที่มีป้ายหยุดหรือป้ายที่มีคำว่า “ให้ทาง” ติดตั้งไว้ หรือทางเดินรถที่มีคำว่าหยุดหรือเส้นหยุดซึ่งเป็นเส้นขาวทึบหรือเส้นให้ทางซึ่งเป็นเส้นขาวประบนผิวทาง ให้ทางเดินรถที่ขวางข้างหน้าเป็นทางเดินรถทางเอก
(๓) ในกรณีที่ไม่มีเครื่องหมายจราจรตาม (๑) หรือไม่มีป้ายหรือเส้นหรือข้อความบนผิวทางตาม (๒) ให้ทางเดินรถที่มีช่องเดินรถมากกว่าเป็นทางเดินรถทางเอก
(๔) ถนนที่ตัดหรือบรรจบกับตรอกหรือซอย ให้ทางเดินรถที่เป็นถนนเป็นทางเดินรถทางเอก
ทางเดินรถอื่นที่มิใช่ทางเดินรถทางเอกตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นทางเดินรถทางโท
 
มาตรา ๗๓ ในกรณีที่วงเวียนใดได้ติดตั้งสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจร ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรนั้น
ถ้าไม่มีสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรตามวรรคหนึ่ง เมื่อผู้ขับขี่ขับรถมาถึงวงเวียน ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอยู่ในวงเวียนทางด้านขวาของตนขับผ่านไปก่อน
ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควรเพื่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจรจะให้สัญญาณจราจรเป็นอย่างอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดให้
 
มาตรา ๗๔ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถออกจากทางส่วนบุคคลหรือทางเดินรถในบริเวณอาคาร เมื่อจะขับรถผ่านหรือเลี้ยวสู่ทางเดินรถที่ตัดผ่านต้องหยุดรถเพื่อให้รถที่กำลังผ่านทางหรือรถที่กำลังแล่นอยู่ในทางเดินรถผ่านไปก่อนเมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับรถต่อไปได้
 
ลักษณะ ๗
รถฉุกเฉิน
                 
 
มาตรา ๗๕ ในขณะที่ผู้ขับขี่ขับรถฉุกเฉินไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้ขับขี่มีสิทธิดังนี้
(๑) ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ ใช้เสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดไว้
(๒) หยุดรถหรือจอดรถ ณ ที่ห้ามจอด
(๓) ขับรถเกินอัตราความเร็วที่กำหนดไว้
(๔) ขับรถผ่านสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรใดๆ ที่ให้รถหยุด แต่ต้องลดความเร็วของรถให้ช้าลงตามสมควร
(๕) ไม่ต้องปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือข้อบังคับการจราจรเกี่ยวกับช่องเดินรถ ทิศทางของการขับรถหรือการเลี้ยวรถที่กำหนดไว้
ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี
 
มาตรา ๗๖ เมื่อคนเดินเท้า ผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์เห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน หรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่อธิบดีกำหนดไว้ คนเดินเท้า ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อนโดยปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑) สำหรับคนเดินเท้าต้องหยุดและหลบให้ชิดขอบทาง หรือขึ้นไปบนทางเขตปลอดภัย หรือไหล่ทางที่ใกล้ที่สุด
(๒) สำหรับผู้ขับขี่ต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดขอบทางด้านซ้ายหรือในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางอยู่ทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถต้องหยุดรถหรือจอดรถให้อยู่ชิดช่องเดินรถประจำทาง แต่ห้ามหยุดรถหรือจอดรถในทางร่วมทางแยก
(๓) สำหรับผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องบังคับสัตว์ให้หยุดชิดทาง แต่ห้ามหยุดในทางร่วมทางแยก
ในการปฏิบัติตาม (๒) และ (๓) ผู้ขับขี่และผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ต้องรีบกระทำโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้และต้องใช้ความระมัดระวังตามควรแก่กรณี
 
ลักษณะ ๘
การลากรถหรือการจูงรถ
                 
 
มาตรา ๗๗ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถทุกชนิดลากรถหรือจูงรถอื่นไปในทางเกินหนึ่งคัน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี
วิธีลากรถหรือจูงรถ และการมีเครื่องหมายเพื่อความปลอดภัยในการลากรถหรือจูงรถให้กำหนดในกฎกระทรวง
 
ลักษณะ ๙
อุบัติเหตุ
                 
 
มาตรา ๗๘ ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถ หรือสัตว์ และให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย
ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หลบหนีไปหรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำความผิดและให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถคันที่ผู้ขับขี่หลบหนีหรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับขี่ จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือได้ตัวผู้ขับขี่ ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหกเดือนนับแต่วันเกิดเหตุ ให้ถือว่ารถนั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดและให้ตกเป็นของรัฐ
 
ลักษณะ ๑๐
รถจักรยาน
                 
 
มาตรา ๗๙ ทางใดที่ได้จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับในทางนั้น
 
มาตรา ๘๐ รถจักรยานที่ใช้ในทางเดินรถ ไหล่ทางหรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องจัดให้มี
(๑) กระดิ่งที่ให้เสียงสัญญาณได้ยินได้ในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร
(๒) เครื่องห้ามล้อที่ใช้การได้ดี เมื่อใช้สามารถทำให้รถจักรยานหยุดได้ทันที
(๓) โคมไฟติดหน้ารถจักรยานแสงขาวไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้แสงไฟส่องตรงไปข้างหน้าเห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่าสิบห้าเมตร และอยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาของผู้ขับขี่ซึ่งขับรถสวนมา
(๔) โคมไฟติดท้ายรถจักรยานแสงแดงไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้แสงสว่างตรงไปข้างหลังหรือติดวัตถุสะท้อนแสงสีแดงแทน ซึ่งเมื่อถูกไฟส่องให้มีแสงสะท้อน
 
มาตรา ๘๑ ในเวลาต้องเปิดไฟตามมาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๖๑ ผู้ขับขี่รถจักรยานอยู่ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยานต้องจุดโคมไฟแสงขาวหน้ารถเพื่อให้ผู้ขับขี่หรือคนเดินเท้า ซึ่งขับรถหรือเดินสวนมาสามารถมองเห็นรถ
 
มาตรา ๘๒ ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับให้ชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถ ไหล่ทางหรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถต้องขับขี่รถจักรยานให้ชิดช่องเดินรถประจำทางนั้น
 
มาตรา ๘๓ ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถจักรยาน
(๑) ขับโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
(๒) ขับโดยไม่จับคันบังคับรถ
(๓) ขับขนานกันเกินสองคัน เว้นแต่ขับในทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน
(๔) ขับโดยนั่งบนที่อื่นอันมิใช่อานที่จัดไว้เป็นที่นั่งตามปกติ
(๕) ขับโดยบรรทุกบุคคลอื่นเว้นแต่รถจักรยานสามล้อสำหรับบรรทุกคน ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
(๖) บรรทุก หรือถือสิ่งของ หีบห่อ หรือของใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจับคันบังคับรถหรืออันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
(๗) เกาะหรือพ่วงรถอื่นที่กำลังแล่นอยู่
 
มาตรา ๘๔ เว้นแต่บทบัญญัติในลักษณะนี้จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นให้ผู้ขับขี่รถจักรยานปฏิบัติตามมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๒ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ มาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๙ มาตรา ๖๐ มาตรา ๖๑ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ มาตรา ๖๙ มาตรา ๗๐ มาตรา ๗๑ มาตรา ๗๒ มาตรา ๗๓ มาตรา ๗๔ มาตรา ๗๖ (๒) มาตรา ๗๘ มาตรา ๑๒๕ มาตรา ๑๒๗ และมาตรา ๑๓๓ ด้วยโดยอนุโลม
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2012, 08:14:52 am
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
-http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538974189&Ntype=19-

ลักษณะ ๑๑
รถบรรทุกคนโดยสาร
                 
 
มาตรา ๘๕ ห้ามมิให้เจ้าของรถบรรทุกคนโดยสารหรือผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารรับบรรทุกศพหรือคนที่เป็นโรคเรื้อนหรือโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อร่วมไปกับคนโดยสารอื่น เว้นแต่
(๑) ในกรณีที่รถบรรทุกคนโดยสารนั้นไม่ใช้บรรทุกคนโดยสารอื่น จะบรรทุกคนที่เป็นโรคเรื้อนหรือโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อก็ได้
(๒) ในกรณีที่รถบรรทุกคนโดยสารนั้นไม่ใช้บรรทุกคนโดยสารอื่น จะบรรทุกศพร่วมไปกับญาติหรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับศพนั้นก็ได้
 
มาตรา ๘๖ ห้ามมิให้เจ้าของรถบรรทุกคนโดยสาร ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสาร ผู้เก็บค่าโดยสารหรือบุคคลใดที่มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับรถบรรทุกคนโดยสารเรียกให้คนขึ้นรถโดยส่งเสียงอื้ออึง หรือในลักษณะที่ก่อความรำคาญให้แก่คนโดยสาร หรือผู้อื่นหรือต้อน ดึง เหนี่ยว หรือยึดยื้อ คนหรือสิ่งของของคนนั้นเพื่อให้คนขึ้นรถบรรทุกคนโดยสารคันใดคันหนึ่ง
 
มาตรา ๘๗ ห้ามมิให้เจ้าของรถบรรทุกคนโดยสาร ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารหรือผู้เก็บค่าโดยสาร ปฏิเสธไม่รับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยไม่มีเหตุอันสมควร
 
มาตรา ๘๘ ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารต้องหยุดรถและส่งคนโดยสารที่เครื่องหมายหยุดรถประจำทางหรือ ณ สถานที่ตามที่ตกลงกันไว้แล้วแต่กรณี
 
มาตรา ๘๙ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารหรือผู้เก็บค่าโดยสารรับบรรทุกคนโดยสารเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด
ในการนับจำนวนคนโดยสารให้ถือว่าเด็กอายุไม่เกินสิบปีจำนวนสองคนเท่ากับคนโดยสารหนึ่งคน
 
มาตรา ๙๐ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสาร
(๑) ขับรถเที่ยวเร่หาคนขึ้นรถ
(๒) จอดรถเป็นคันหัวแถวของรถคันอื่นห่างจากเครื่องหมายจราจรเกินหนึ่งเมตร
(๓) จอดรถห่างจากท้ายรถคันหน้าเกินหนึ่งเมตร
 
มาตรา ๙๑ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารหรือผู้เก็บค่าโดยสาร
(๑) สูบบุหรี่หรือคุยกันในขณะขับรถหรือในขณะทำหน้าที่เก็บค่าโดยสาร
(๒) กล่าววาจาไม่สุภาพ เสียดสี ดูหมิ่น ก้าวร้าว หรือแสดงกิริยาในลักษณะดังกล่าวต่อคนโดยสารหรือผู้อื่น
 
มาตรา ๙๒ เมื่อจะเติมน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟที่มีจุดวาบไฟในอุณหภูมิยี่สิบเอ็ดองศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านั้น ผู้ขับขี่รถบรรทุกคนโดยสารต้องหยุดเครื่องยนต์และต้องให้คนโดยสารลงจากรถทุกคนด้วย
 
ลักษณะ ๑๒
รถแท็กซี่
                 
 
มาตรา ๙๓ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร เว้นแต่การบรรทุกนั้นน่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ตนหรือแก่คนโดยสาร
ในกรณีที่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่มีความประสงค์จะไม่รับจ้างบรรทุกคนโดยสารให้แสดงป้ายงดรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร
วิธีการแสดงป้ายและลักษณะของป้ายงดรับจ้างบรรทุกคนโดยสารให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
 
มาตรา ๙๔ ห้ามมิให้ผู้ขับรถแท็กซี่รับบรรทุกคนโดยสารเกินจำนวนที่ได้กำหนดไว้ในใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
ในการนับจำนวนคนโดยสารให้ถือว่าเด็กอายุไม่เกินสิบปีจำนวนสองคนเท่ากับคนโดยสารหนึ่งคน
 
มาตรา ๙๕ ห้ามมิให้ผู้ใด
(๑) เรียกให้คนขึ้นรถแท็กซี่โดยส่งเสียงอื้ออึงหรือในลักษณะที่ก่อความรำคาญให้แก่คนโดยสารหรือผู้อื่น
(๒) ต้อน ดึง เหนี่ยว หรือยึดยื้อคนหรือสิ่งของของคนนั้น เพื่อให้คนขึ้นรถแท็กซี่คันใดคันหนึ่ง
 
มาตรา ๙๖ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่เรียกเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่ปรากฏจากมาตรแท็กซี่
ลักษณะและวิธีการใช้มาตรแท็กซี่ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
มาตรา ๙๗ คนโดยสารต้องชำระค่าโดยสารตามอัตราที่ปรากฏจากมาตรแท็กซี่
 
มาตรา ๙๘ บทบัญญัติมาตรา ๙๖ และมาตรา ๙๗ จะใช้บังคับในท้องที่ใด และจะใช้บังคับกับรถแท็กซี่ทุกประเภทหรือบางประเภทโดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
ในท้องที่ใดที่มิได้มีพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ในท้องที่นั้นเรียกเก็บค่าโดยสารเกินราคาที่ตกลงกันได้กับคนโดยสารและคนโดยสารต้องชำระค่าโดยสารตามที่ตกลงไว้นั้น
บทบัญญัติในวรรคสองให้ใช้บังคับแก่กรณีของรถแท็กซี่ประเภทที่มิได้กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งด้วย
 
มาตรา ๙๙ ในขณะขับรถ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่
(๑) สูบบุหรี่ เปิดวิทยุ หรือกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่ก่อความรำคาญให้แก่คนโดยสาร
(๒) ยื่นมือ แขน หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายออกนอกรถ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้สัญญาณตามมาตรา ๓๗
(๓) จับคันบังคับรถด้วยมือเพียงข้างเดียว เว้นแต่มีเหตุจำเป็น
(๔) ใช้เสียงสัญญาณเมื่อเข้าไปในบริเวณโรงพยาบาล สถานที่ทำงานหรือสถานศึกษา
(๕) ใช้เสียงสัญญาณแตรเพื่อเร่งรถอื่น
(๖) แซงหรือตัดหน้ารถอื่นในลักษณะฉวัดเฉวียนเป็นที่น่าหวาดเกรงว่าจะเกิดอันตราย
(๗) ขับรถเข้าในบริเวณบ้านของผู้อื่น
(๘) รับคนโดยสารภายในบริเวณที่เจ้าพนักงานจราจรได้กำหนดเครื่องหมายจราจรห้ามรับคนโดยสาร
(๙) กล่าววาจาไม่สุภาพ เสียดสี ดูหมิ่น ก้าวร้าว หรือแสดงกริยาในลักษณะดังกล่าวต่อคนโดยสารหรือผู้อื่น
 
มาตรา ๑๐๐ ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ต้องพาคนโดยสารไปยังสถานที่ที่ว่าจ้างตามเส้นทางที่สั้นที่สุดหรือเส้นทางที่ไม่อ้อมเกินควร และต้องส่งคนโดยสาร ณ สถานที่ตามที่ตกลงกันไว้
ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่พาคนโดยสารไปทอดทิ้งระหว่างทางไม่ว่าด้วยประการใดๆ
 
มาตรา ๑๐๑ ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ต้องแต่งกายและมีเครื่องหมายเย็บติดหรือปักไว้ที่เครื่องแต่งกาย
ลักษณะเครื่องแต่งกายและเครื่องหมายให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศของอธิบดีใช้บังคับ
 
มาตรา ๑๐๒ เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ผู้ประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้รถแท็กซี่ในท้องที่ใดต้องจอดพักรถ ณ สถานที่ที่ใดเป็นการเฉพาะก็ให้กระทำได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ให้ระบุท้องที่ และวิธีการเกี่ยวกับการจัดให้มีที่จอดพักรถด้วย
 
ลักษณะ ๑๓
คนเดินเท้า
                 
 
มาตรา ๑๐๓ ทางใดที่มีทางเท้าหรือไหล่ทางอยู่ข้างทางเดินรถให้คนเดินเท้าเดินบนทางเท้าหรือไหล่ทาง ถ้าทางนั้นไม่มีทางเท้าอยู่ข้างทางเดินรถให้เดินริมทางด้านขวาของตน
 
มาตรา ๑๐๔ ภายในระยะไม่เกินหนึ่งร้อยเมตรนับจากทางข้ามห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม
 
มาตรา ๑๐๕ คนเดินเท้าซึ่งประสงค์จะข้ามทางเดินรถในทางข้ามที่มีไฟสัญญาณจราจรควบคุมคนเดินเท้า ให้ปฏิบัติตามไฟสัญญาณจราจรที่ปรากฏต่อหน้า ดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อมีสัญญาณจราจรไฟสีแดง ไม่ว่าจะมีรูปหรือข้อความเป็นการห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางเดินรถด้วยหรือไม่ก็ตาม ให้คนเดินเท้าหยุดรออยู่บนทางเท้า บนเกาะแบ่งทางเดินรถหรือในเขตปลอดภัย เว้นแต่ทางใดที่ไม่มีทางเท้า ให้หยุดรอบนไหล่ทางหรือขอบทาง
(๒) เมื่อมีสัญญาณจราจรไฟสีเขียว ไม่ว่าจะมีรูปหรือข้อความเป็นการอนุญาตให้คนเดินเท้าข้ามทางเดินรถด้วยหรือไม่ก็ตาม ให้คนเดินเท้าข้ามทางเดินรถได้
(๓) เมื่อมีสัญญาณจราจรไฟสีเขียวกระพริบทางด้านใดของทางให้คนเดินเท้าที่ยังมิได้ข้ามทางเดินรถหยุดรอบนทางเท้า บนเกาะแบ่งทางเดินรถหรือในเขตปลอดภัย แต่ถ้ากำลังข้ามทางเดินรถให้ข้ามทางเดินรถโดยเร็ว
 
มาตรา ๑๐๖ คนเดินเท้าซึ่งประสงค์จะข้ามทางเดินรถในทางข้ามหรือทางร่วมทางแยกที่มีสัญญาณจราจรควบคุมการใช้ทางให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อมีสัญญาณจราจรไฟสีแดงให้รถหยุดทางด้านใดของทางให้คนเดินเท้าข้ามทางเดินรถตามที่รถหยุดนั้น และต้องข้ามทางเดินรถภายในทางข้าม
(๒) เมื่อมีสัญญาณจราจรไฟสีเขียวให้รถผ่านทางด้านใดของทางห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางเดินรถด้านนั้น
(๓) เมื่อมีสัญญาณจราจรไฟสีเหลืองอำพันหรือไฟสีเขียวกระพริบทางด้านใดของทาง ให้คนเดินเท้าที่ยังมิได้ข้ามทางเดินรถหยุดรอบนทางเท้าบนเกาะแบ่งทางเดินรถ หรือในเขตปลอดภัย แต่ถ้ากำลังข้ามทางเดินรถอยู่ในทางข้ามให้ข้ามทางเดินรถโดยเร็ว
 
มาตรา ๑๐๗ คนเดินเท้าซึ่งประสงค์จะข้ามทางเดินรถในทางที่มีพนักงานเจ้าหน้าที่แสดงสัญญาณจราจรให้ปรากฏไม่ว่าจะเป็นสัญญาณด้วยมือและแขน หรือเสียงสัญญาณนกหวีด ให้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐๖ โดยอนุโลม
 
มาตรา ๑๐๘ ห้ามมิให้ผู้ใดเดินแถว เดินเป็นขบวนแห่ หรือเดินเป็นขบวนใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร เว้นแต่
(๑) เป็นแถวทหารหรือตำรวจ ที่มีผู้ควบคุมตามระเบียบแบบแผน
(๒) แถวหรือขบวนแห่หรือขบวนใดๆ ที่เจ้าพนักงานจราจรได้อนุญาตและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
 
มาตรา ๑๐๙ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ บนทางเท้าหรือทางใดๆ ซึ่งจัดไว้สำหรับคนเดินเท้าในลักษณะที่เป็นการกีดขวางผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร
 
มาตรา ๑๑๐ ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ ขาย แจกจ่าย หรือเรี่ยไรในทางเดินรถหรืออกไปกลางทางโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือเป็นการกีดขวางการจราจร
 
ลักษณะ ๑๔
สัตว์และสิ่งของในทาง
                 
 
มาตรา ๑๑๑ ห้ามมิให้ผู้ใดขี่ จูง ไล่ต้อน หรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร และไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ
 
มาตรา ๑๑๒ การขี่ จูง หรือไล่ต้อนสัตว์ไปบนทาง ให้ผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยรถโดยอนุโลม
 
มาตรา ๑๑๓ เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจออกคำสั่งห้ามขี่ จูงไล่ต้อน หรือปล่อยสัตว์ไปบนทางใดๆ เมื่อพิจารณาเห็นว่าการขี่ จูง ไล่ต้อนหรือปล่อยสัตว์ดังกล่าวจะกีดขวางการจราจรหรือจะก่อให้เกิดความสกปรกบนทาง
 
มาตรา ๑๑๔ ห้ามมิให้ผู้ใดวาง ตั้ง ยื่น หรือแขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรเว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร แต่เจ้าพนักงานจราจรจะอนุญาตได้ต่อเมื่อมีเหตุอันจำเป็นและเป็นการชั่วคราวเท่านั้น
ผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติในวรรคหนึ่ง นอกจากจะมีความผิดตามมาตรา ๑๔๘ แล้ว เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางดังกล่าวได้ ถ้าไม่ยอมรื้อถอนหรือเคลื่อนย้าย ให้เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายได้
 
มาตรา ๑๑๕ ห้ามมิให้ผู้ใดแบก หาม ลาก หรือนำสิ่งของไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร
 
ลักษณะ ๑๕
รถม้า เกวียนและเลื่อน
                 
 
มาตรา ๑๑๖ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถม้าหรือเกวียนหรือเลื่อนที่เทียมด้วยสัตว์จอดรถม้าหรือเกวียนหรือเลื่อนในทางโดยไม่มีผู้ควบคุม เว้นแต่ได้ผูกสัตว์ที่เทียมนั้นไว้ไม่ให้ลากรถม้าหรือเกวียนหรือเลื่อนต่อไปได้
 
มาตรา ๑๑๗ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถม้าปล่อยสายบังเหียนในเวลาขับรถม้า
 
มาตรา ๑๑๘ การขับรถม้าหรือเกวียนหรือเลื่อนที่เทียมด้วยสัตว์ให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าด้วยรถโดยอนุโลม
 
ลักษณะ ๑๖
เขตปลอดภัย
                 
 
มาตรา ๑๑๙ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถเข้าไปในเขตปลอดภัย เว้นแต่ในกรณีจำเป็นและได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่
 
ลักษณะ ๑๗
เบ็ดเตล็ด
                 
 
มาตรา ๑๒๐ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถถอยหลังในลักษณะที่ไม่ปลอดภัยหรือเป็นการกีดขวางการจราจร
 
มาตรา ๑๒๑ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องนั่งคร่อมบนอานที่จัดไว้สำหรับให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์นั่ง ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้กำหนดไว้ในใบคู่มือจดทะเบียนให้บรรทุกคนโดยสารได้ คนโดยสารจะต้องนั่งซ้อนท้ายผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ และนั่งบนอานที่จัดไว้สำหรับคนโดยสารหรือนั่งในที่นั่งพ่วงข้าง
 
มาตรา ๑๒๒ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์
ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามวรรคหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะที่คนโดยสารรถจักรยานยนต์มิได้สวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตราย
ลักษณะและวิธีการใช้หมวกเพื่อป้องกันอันตรายตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช หรือผู้นับถือลัทธิศาสนาอื่นที่ใช้ผ้าหรือสิ่งอื่นโพกศีรษะตามประเพณีนิยมนั้น หรือบุคคลใดที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
มาตรา ๑๒๓ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถยนต์ยอมให้ผู้อื่นนั่งที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับที่นั่งผู้ขับขี่รถยนต์เกินสองคน
ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่รถยนต์ และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์ ซึ่งนั่งที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับที่นั่งผู้ขับขี่รถยนต์รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถยนต์และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าวต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย
ประเภทหรือชนิดของรถยนต์ ลักษณะและวิธีการใช้เข็มขัดนิรภัยตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
 
มาตรา ๑๒๔ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นเหตุให้ผู้ขับขี่ มองไม่เห็นทางด้านหน้าหรือด้านข้างของรถได้โดยสะดวกในขณะขับรถ หรือในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการควบคุมบังคับรถ
ห้ามมิให้ผู้ใดเกาะ ห้อยโหนหรือยื่นส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายออกไปนอกตัวถังรถยนต์โดยไม่สมควร หรือนั่งหรือยืนในหรือบนรถยนต์ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ในขณะที่รถยนต์เคลื่อนที่อยู่ในทางเดินรถ
ห้ามมิให้ผู้ใดขึ้นหรือลงรถโดยสารประจำทาง รถบรรทุกคนโดยสาร รถโรงเรียนหรือรถแท็กซี่ ในขณะที่รถดังกล่าวหยุดเพื่อรอสัญญาณไฟจราจรหรือหยุดเพราะติดการจราจร
ห้ามมิให้ผู้ขับขี่หรือผู้เก็บค่าโดยสาร รถโดยสารประจำทาง รถบรรทุกคนโดยสาร รถโรงเรียน หรือรถแท็กซี่ ยินยอมให้ผู้ใดกระทำการใดๆ ตามวรรคสองหรือวรรคสาม
 
มาตรา ๑๒๕ การขับรถผ่านทางแคบระหว่างภูเขาหรือระหว่างเนินหรือการขับรถในทางเดินรถบนภูเขาหรือบนเนิน ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ชิดขอบทางด้านซ้าย และเมื่อถึงทางโค้งผู้ขับขี่ต้องใช้เสียงสัญญาณเพื่อเตือนรถอื่นที่อาจสวนมา
 
มาตรา ๑๒๖ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ใช้เกียร์ว่างหรือเหยียบคลัทช์ในขณะที่ขับรถลงตามทางลาดหรือไหล่เขา
 
มาตรา ๑๒๗ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ
(๑) ตามหลังรถฉุกเฉินซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในระยะต่ำกว่าห้าสิบเมตร
(๒) ผ่านเข้าไปหรือจอดในบริเวณเขตปฏิบัติการดับเพลิง
(๓) ทับสายสูบดับเพลิงที่ไม่มีเครื่องป้องกันสายสูบในขณะเจ้าหน้าที่ดับเพลิงปฏิบัติการตามหน้าที่ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนั้น
 
มาตรา ๑๒๘ ห้ามมิให้ผู้ใดวาง เท หรือทิ้งเศษแก้ว ตะปู ลวดน้ำมันหล่อลื่น กระป๋องหรือสิ่งอื่นใด หรือกระทำด้วยประการใดๆ บนทางอันอาจทำให้เกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล หรือเป็นการกีดขวางการจราจร
 
มาตรา ๑๒๙ ผู้ใดรู้ว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามมาตรา ๑๒๘ อันอยู่ในความดูแลของตน ตก หก หรือไหลอยู่บนทาง ผู้นั้นต้องจัดการเก็บกวาดของดังกล่าวออกจากทางทันที
 
มาตรา ๑๓๐ ห้ามมิให้ผู้ใดเผา หรือกระทำด้วยประการใดๆ ภายในระยะห้าร้อยเมตรจากทางเดินรถ เป็นเหตุให้เกิดควันหรือสิ่งอื่นใดในลักษณะที่อาจทำให้ไม่ปลอดภัยแก่การจราจรในทางเดินรถนั้น
 
มาตรา ๑๓๑ ผู้ใดเคลื่อนย้ายรถที่ชำรุดหรือหักพังออกจากทางผู้นั้นต้องจัดการเก็บสิ่งของที่ตกหล่นอันเนื่องจากความชำรุดหรือหักพังของรถออกจากทางทันที
 
มาตรา ๑๓๒ ในขณะที่ใช้รถโรงเรียนรับส่งนักเรียน เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่รถโรงเรียนต้องจัดให้มีข้อความ “รถโรงเรียน” ขนาดสูงของตัวอักษรไม่น้อยกว่าสิบห้าเซนติเมตรติดอยู่ด้านหน้าและด้านหลังของรถ
ถ้ารถโรงเรียนมีไฟสัญญาณสีแดงปิดเปิดเป็นระยะติดไว้ด้านหน้าและด้านหลังของรถเพื่อให้รถที่สวนมาหรือตามหลังเห็นได้โดยชัดเจน เมื่อนำรถนั้นไปใช้ในทางโดยไม่ได้ใช้รับส่งนักเรียนให้งดใช้ไฟสัญญาณสีแดงและต้องปิดคลุมข้อความว่า “รถโรงเรียน”
 
มาตรา ๑๓๓ รถที่เข้าขบวนแห่ต่างๆ หรือรถที่นำมาใช้เฉพาะเพื่อการโฆษณาสินค้าหรือมหรสพที่แห่หรือโฆษณาไปตามทาง จะต้องรับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจร เว้นแต่ขบวนแห่หรือการโฆษณานั้นเป็นของทางราชการ
รถที่ใช้โฆษณาสินค้าหรือมหรสพดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ถ้าเข้าขบวนแห่ที่รับอนุญาตแล้ว และในการอนุญาตนั้นได้ระบุรถที่ว่านี้ไว้ด้วยแล้ว รถนั้นไม่จำต้องได้รับอนุญาต
 
มาตรา ๑๓๔ ห้ามมิให้ผู้ใดแข่งรถในทาง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร
ห้ามมิให้ผู้ใดจัด สนับสนุน หรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทาง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร
 
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2012, 08:15:42 am
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
-http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538974189&Ntype=19-

ลักษณะ ๑๘
อำนาจของเจ้าพนักงานจราจรและพนักงานเจ้าหน้าที่
                 
 
มาตรา ๑๓๕ เพื่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจรเจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจกำหนดให้บริเวณหรือพื้นที่ใดที่เจ้าของที่ดินได้เปิดให้ประชาชนใช้ในการจราจรเป็นทางตามพระราชบัญญัตินี้
 
มาตรา ๑๓๖ ให้อธิบดีมีอำนาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่จะกำหนดและผ่านการอบรมตามหลักสูตรอาสาจราจร เพื่อให้ทำหน้าที่ช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่
คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการอบรม รายละเอียดเกี่ยวกับการฝึกอบรมหลักสูตรอาสาจราจรและหน้าที่ของอาสาจราจร ตลอดจนเครื่องแบบ เครื่องหมายให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด
 
มาตรา ๑๓๗ ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายของอาสาจราจรตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อาสาจราจรเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
 
มาตรา ๑๓๘ ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุเกิดขึ้น ทำให้ไม่ปลอดภัย หรือไม่สะดวกในการจราจรในอาณาบริเวณใด เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการได้ตามที่เห็นสมควรและจำเป็นเกี่ยวกับการจราจรในอาณาบริเวณนั้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจรดังต่อไปนี้
(๑) ห้ามรถทุกชนิดหรือบางชนิดหรือคนเดินเท้าเดินในทางสายใดหรือเฉพาะทางตอนใด
(๒) ห้ามหยุดหรือจอดรถในทางสายใดหรือเฉพาะทางตอนใด
(๓) ห้ามเลี้ยวรถ กลับรถ หรือถอยหลังรถ ในทางสายใดหรือเฉพาะทางตอนใด
(๔) กำหนดทางสายใดหรือเฉพาะทางตอนใดให้รถเดินได้ทางเดียว
ทั้งนี้ ชั่วระยะเวลาเท่าที่จำเป็น
 
มาตรา ๑๓๙ ในทางสายใดหรือเฉพาะทางตอนใดที่เจ้าพนักงานจราจรเห็นว่าถ้าได้ออกประกาศข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการจราจรแล้วจะเป็นการปลอดภัย และสะดวกในการจราจร ให้เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจออกประกาศข้อบังคับ หรือระเบียบดังต่อไปนี้
(๑) ห้ามรถทุกชนิดหรือบางชนิดเดิน
(๒) ห้ามหยุดหรือจอด
(๓) ห้ามเลี้ยวรถ กลับรถ หรือถอยหลังรถ
(๔) กำหนดให้รถเดินได้ทางเดียว
(๕) กำหนดระยะเวลาจอดรถในทางแคบหรือที่คับขัน
(๖) กำหนดอัตราความเร็วของรถในทางภายในอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
(๗) กำหนดช่องหรือแนวทางเดินรถขึ้นและล่อง
(๘) กำหนดทางเดินรถทางเอกและทางเดินรถทางโท
(๙) กำหนดการจอดรถหรือที่จอดพักรถ
(๑๐) กำหนดระเบียบการใช้ทางหรือช่องเดินรถสำหรับรถบางประเภท
(๑๑) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้รถโรงเรียน
(๑๒) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถจักรยาน
(๑๓) ควบคุมขบวนแห่หรือการชุมนุมสาธารณะ
(๑๔) ควบคุมหรือห้ามเลี้ยวรถในทางร่วมทางแยก
(๑๕) ขีดเส้นหรือทำเครื่องหมายจราจรบนผิวทาง หรือติดตั้งสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจร
(๑๖) กำหนดระยะทางตอนใดให้ขับรถล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนดไว้ได้
(๑๗) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการจอดรถที่ชำรุด หักพัง ตลอดจนรถที่ซ่อมแซมในทาง
(๑๘) กำหนดระเบียบการข้ามทางของคนเดินเท้าบนทางที่ไม่มีทางข้าม
(๑๙) กำหนดการใช้โคมไฟ
(๒๐) กำหนดการใช้เสียงสัญญาณ
(๒๑) กำหนดระเบียบการอนุญาตและการใช้รถที่มีล้อหรือส่วนที่สัมผัสกับผิวทางไม่ใช่ยาง
 
มาตรา ๑๔๐ เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ จะว่ากล่าว ตักเตือนผู้ขับขี่ หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ ในกรณีที่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ก็ให้ติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่รถที่ผู้ขับขี่เห็นได้ง่าย
สำหรับความผิดที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๕๗/๑ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ มาตรา ๑๖๐ ทวิ และมาตรา ๑๖๐ ตรี ห้ามมิให้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบ
ในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ไว้ และเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้ไปส่งมอบพนักงานสอบสวนภายในแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ออกใบสั่ง
ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ที่ออกให้ตามวรรคสามให้ใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นการชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวัน เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานสอบสวนได้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบปรับและผู้ขับขี่ได้ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว ให้คืนใบอนุญาตขับขี่ทันที
ในกรณีเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบสั่งแต่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเป็นผู้กระทำผิดดังกล่าวเว้นแต่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้อื่นเป็นผู้ขับขี่
การกำหนดจำนวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด
ใบสั่งและใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ ให้ทำตามแบบที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
 
มาตรา ๑๔๑ ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งตามมาตรา ๑๔๐ อาจเลือกปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(๑) ชำระค่าปรับตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือตามจำนวนที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้ทราบ ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือสถานที่ที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาภายในวัน เวลา ที่ระบุไว้ในใบสั่ง
(๒) ชำระค่าปรับตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบสั่งโดยการส่งธนาณัติ หรือการส่งตั๋วแลกเงินของธนาคารโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน สั่งจ่ายให้แก่อธิบดีพร้อมด้วยสำเนาใบสั่งไปยังสถานที่ และภายในวัน เวลา ที่ระบุไว้ในใบสั่ง เมื่อผู้ได้รับใบสั่งได้ชำระค่าปรับครบถ้วนถูกต้องแล้วให้คดีเป็นอันเลิกกัน และในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้เรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ให้เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวนรีบจัดส่งใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้คืนให้แก่ผู้ได้รับใบสั่งโดยเร็ว และให้ถือว่าใบรับการส่งธนาณัติ หรือใบรับการส่งตั๋วแลกเงินประกอบกับใบสั่งเป็นใบแทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นเวลาสิบวัน นับแต่วันที่ส่งธนาณัติ หรือตั๋วแลกเงินดังกล่าว วิธีการชำระค่าปรับโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนและวิธีการส่งใบอนุญาตขับขี่คืนให้แก่ผู้ได้รับใบสั่งให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
 
มาตรา ๑๔๑ ทวิ ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๔๑ ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีที่ทราบที่อยู่ของผู้ขับขี่หรือที่อยู่ของเจ้าของรถ ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถให้มารายงานตัวที่พนักงานสอบสวนในกรณีดังกล่าวนี้ ผู้ได้รับหมายเรียกต้องมารายงานตัวตามวัน เวลา และ ณ สถานที่ที่ระบุไว้ในหมายเรียก และให้พนักงานสอบสวนดำเนินการเปรียบเทียบและว่ากล่าวตักเตือนผู้ได้รับหมายเรียกดังกล่าว
(๒) ในกรณีที่ไม่อาจส่งหมายเรียกให้แก่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถได้ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งเป็นหนังสือไปยังนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์และตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก เพื่อให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้มาติดต่อขอชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไปรายงานตัวที่พนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ถ้าผู้มาติดต่อขอชำระภาษีประจำปีเป็นเพียงตัวแทนของเจ้าของรถให้ผู้มาติดต่อแจ้งให้เจ้าของรถทราบเพื่อไปรายงานตัวที่พนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ในกรณีดังกล่าวนี้ ให้นายทะเบียนงดรับชำระภาษีประจำปี สำหรับรถคันนั้นไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าได้มีการปฏิบัติตามหมายเรียกนั้นแล้ว การงดรับชำระภาษีประจำปีไม่เป็นเหตุให้ผู้นั้นไม่ต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก แล้วแต่กรณี
 
มาตรา ๑๔๒ เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถในเมื่อ
(๑) รถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖
(๒) เห็นว่าผู้ขับขี่หรือบุคคลใดในรถนั้นได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ
ในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่
ในกรณีที่ผู้ขับขี่ตามวรรคสองไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวผู้นั้นไว้ดำเนินการทดสอบได้ภายในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นแห่งกรณีเพื่อให้การทดสอบเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว และเมื่อผู้นั้นยอมให้ทดสอบแล้ว หากผลการทดสอบปรากฏว่าไม่ได้ฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) หรือ (๒) ก็ให้ปล่อยตัวไปทันที
การทดสอบตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๔๓ ถ้าปรากฏว่าผู้ขับขี่นำรถที่มีสภาพไม่ถูกต้องตามมาตรา ๖ ไปใช้ในทาง นอกจากจะต้องรับโทษตามบทบัญญัตินั้นๆ แล้ว เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ซ่อมหรือแก้ไขรถให้ถูกต้อง
 
มาตรา ๑๔๓ ทวิ เจ้าพนักงานจราจร พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการมีอำนาจสั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถเพื่อทำการตรวจสอบในเมื่อรถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐ ทวิ และมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้ระงับการใช้รถนั้นเป็นการชั่วคราว และให้เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ซ่อมหรือแก้ไขรถให้ถูกต้อง
 
มาตรา ๑๔๔ เมื่อเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ได้ซ่อมหรือแก้ไขรถถูกต้องตามคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการ ซึ่งสั่งตามมาตรา ๑๔๓ หรือมาตรา ๑๔๓ ทวิ แล้ว ให้นำรถไปให้เจ้าพนักงานจราจรหรือผู้ที่อธิบดีแต่งตั้งให้มีอำนาจตรวจรถตรวจรับรอง เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่จะนำรถออกใช้ในทางได้เมื่อได้รับใบตรวจรับรอง
การตรวจรับรองรถตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
 
มาตรา ๑๔๕ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกจากความผิดที่กำหนดโทษไว้ในมาตรา ๑๕๗/๑ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ มาตรา ๑๖๐ ทวิ และมาตรา ๑๖๐ ตรี ให้พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจเปรียบเทียบหรือว่ากล่าวตักเตือนได้
ในกรณีที่ผู้ขับขี่ได้ขับรถชนหรือโดนคนเดินเท้าที่ข้ามทางนอกทางข้ามและอยู่ในระหว่างทางข้ามกับเครื่องหมายจราจรแสดงเขตทางข้าม หรือที่ข้ามทางนอกทางข้ามโดยลอด ข้าม หรือผ่านสิ่งปิดกั้น หรือแผงปิดกั้นที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่นำมาวางหรือตั้งอยู่บนทางเท้าหรือกลางถนน เมื่อพนักงานสอบสวนมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาได้ใช้ความระมัดระวังตามความในมาตรา ๓๒ แล้ว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจปล่อยตัวผู้ต้องหาไปชั่วคราวโดยไม่มีประกันได้ เมื่อผู้ต้องหาหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอ
 
มาตรา ๑๔๖ เงินค่าปรับตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้รับในกรุงเทพมหานครหรือในจังหวัดใด หรือในท้องถิ่นที่กระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนดให้แบ่งให้แก่กรุงเทพมหานครหรือเทศบาลในจังหวัดนั้นเพื่อใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับการจราจร ในอัตราร้อยละห้าสิบของจำนวนเงินค่าปรับ หรือให้ตกเป็นของท้องถิ่นที่กระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนดทั้งหมด
 
ลักษณะ ๑๙
บทกำหนดโทษ
                 
 
มาตรา ๑๔๗ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๒ มาตรา ๗๙ มาตรา ๘๐ มาตรา ๘๑ มาตรา ๘๒ มาตรา ๑๐๓ มาตรา ๑๐๔ มาตรา ๑๐๕ มาตรา ๑๐๖ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๓๑ หรือมาตรา ๑๓๒ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
 
มาตรา ๑๔๘ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๐ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๔ มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๘ มาตรา ๖๐ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๘ มาตรา ๖๙ มาตรา ๗๐ มาตรา ๗๑ มาตรา ๗๓ วรรคสอง มาตรา ๗๔ มาตรา ๗๖ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ มาตรา ๘๗ มาตรา ๘๘ มาตรา ๙๖ วรรคหนึ่ง มาตรา ๙๗ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๗ มาตรา ๑๐๘ มาตรา ๑๐๙ มาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๒๑ มาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม มาตรา ๑๒๓ มาตรา ๑๒๔ มาตรา ๑๒๖ มาตรา ๑๒๙ หรือมาตรา ๑๓๓ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
ถ้าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์กระทำความผิดตามมาตรา ๑๒๒ วรรคสอง ผู้กระทำต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง
 
มาตรา ๑๔๙ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๙๘ วรรคสองหรือวรรคสามต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
 
มาตรา ๑๕๐ ผู้ใด
(๑) ไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือประกาศที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๘ วรรคสอง หรือมาตรา ๑๔ วรรคสอง
(๒) ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๑๓ วรรคสอง
(๓) ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๑๘
(๔) ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรซึ่งสั่งตามมาตรา ๑๑๓ หรือ
(๕) ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งตามมาตรา ๑๔๐ วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
 
มาตรา ๑๕๑ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๙ มาตรา ๕๒ มาตรา ๖๑ หรือมาตรา ๖๖ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองร้อยบาทถึงห้าร้อยบาท
 
มาตรา ๑๕๒ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๗ มาตรา ๑๐ ทวิ มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๑๖ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ (๑) มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๙ มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๖ มาตรา ๖๔ มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง มาตรา ๗๓ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง มาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๙ มาตรา ๑๒๗ มาตรา ๑๒๘ หรือมาตรา ๑๓๐ หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๑๕ วรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง หรือมาตรา ๙๖ วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
 
มาตรา ๑๕๓ ผู้ประกอบการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยใช้รถแท็กซี่ผู้ใดไม่จอดรถ ณ สถานที่ที่กำหนดตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามมาตรา ๑๐๒ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
 
มาตรา ๑๕๔ ผู้ใด
(๑) ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๓๘ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง
(๒) ฝ่าฝืนคำสั่ง ข้อบังคับ หรือระเบียบของเจ้าพนักงานจราจรตามมาตรา ๑๓๙
(๓) ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๔๒ วรรคสอง หรือ
(๔) ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการตามมาตรา ๑๔๓ ทวิ
ถ้าไม่เป็นความผิดที่กำหนดโทษไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษปรับครั้งละไม่เกินหนึ่งพันบาทผู้ใด
(๑) ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๓๘ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือ
(๒) ฝ่าฝืนคำสั่ง ข้อบังคับหรือระเบียบของเจ้าพนักงานจราจรซึ่งสั่งหรือประกาศตามมาตรา ๑๓๙
(๓) ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจราจร พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการตามมาตรา ๑๔๓ ทวิ
ถ้าไม่เป็นความผิดที่กำหนดโทษไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษปรับครั้งละไม่เกินหนึ่งพันบาท
 
มาตรา ๑๕๕ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๔๑ โดยไม่มีเหตุอันสมควรต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
 
มาตรา ๑๕๖ ผู้ใดนำรถที่เจ้าพนักงานจราจร พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการได้สั่งให้เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ซ่อมหรือแก้ไขตามมาตรา ๑๔๓ หรือมาตรา ๑๔๓ ทวิ ไปใช้ในทางโดยยังมิได้รับใบตรวจรับรองตามมาตรา ๑๔๔ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท และปรับรายวันอีกวันละห้าร้อยบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
 
มาตรา ๑๕๗ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๕ มาตรา ๔๓ (๓) (๔) (๖) (๗) หรือ (๙) มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๓ มาตรา ๖๕ วรรคหนึ่งหรือมาตรา ๑๒๕ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท
 
มาตรา ๑๕๗/๑ ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้ตรวจการที่ให้มีการตรวจสอบผู้ขับขี่ตามมาตรา ๔๓ ทวิ หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตรวจการที่ให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ตามมาตรา ๔๓ ตรี ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอีกหนึ่งในสาม และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงหกปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสองหมื่นบาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าสองปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
 
มาตรา ๑๕๘ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๘ หรือมาตรา ๑๐๐ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
มาตรา ๑๕๙ ผู้ขับขี่ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งตามมาตรา ๕๙ วรรคหนึ่ง หรือขัดขวางเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มิให้เคลื่อนย้ายรถ หรือมิให้ใช้เครื่องมือบังคับรถมิให้เคลื่อนย้ายตามมาตรา ๕๙ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเครื่องมือบังคับรถมิให้เคลื่อนย้ายหรือเคลื่อนย้ายรถที่เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ใช้เครื่องมือบังคับมิให้เคลื่อนย้ายตามมาตรา ๕๙ วรรคสอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
มาตรา ๑๖๐ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๗๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๗๘ เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือตาย ผู้ไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๑) (๕) หรือ (๘) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
มาตรา ๑๖๐ ทวิ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๓๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
 
มาตรา ๑๖๐ ตรี ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ (๒) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงหกปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสองหมื่นบาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าสองปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
 
มาตรา ๑๖๑ ในกรณีที่ผู้ขับขี่ผู้ใดได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ผู้บังคับการตำรวจจราจรผู้บังคับการตำรวจทางหลวง หรือผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ดำรงตำแหน่ง ดังกล่าวมีอำนาจสั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดครั้งละไม่เกินหกสิบวัน
ผู้สั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ตามวรรคหนึ่งอาจบันทึกการยึดและคะแนนไว้ด้านหลังใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกยึด และดำเนินการอบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิดซ้ำตั้งแต่สองครั้งภายในหนึ่งปี รวมทั้งสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ที่เสียคะแนนมากของผู้ขับขี่นั้นมีกำหนดครั้งละไม่เกินเก้าสิบวัน
การดำเนินการบันทึกคะแนน อบรม ทดสอบผู้ขับขี่ที่กระทำผิด และการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้ขับขี่ซึ่งถูกสั่งยึดใบอนุญาตขับขี่ตามวรรคหนึ่ง หรือถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามวรรคสอง มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่ออธิบดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ถูกสั่งยึดหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่
ให้อธิบดีวินิจฉัยอุทธรณ์ตามวรรคสี่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ ถ้าไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดภายในเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าอธิบดีวินิจฉัยไม่ให้ยึดใบอนุญาตขับขี่ หรือไม่พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามคำอุทธรณ์ของผู้ขับขี่
คำวินิจฉัยของอธิบดีให้เป็นที่สุด
 
มาตรา ๑๖๒ ในคดีที่ผู้ขับขี่ต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ นอกจากจะได้รับโทษสำหรับการกระทำดังกล่าวแล้ว ถ้าศาลเห็นว่าหากให้ผู้นั้นขับรถต่อไปอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ให้ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นได้
ในกรณีที่ศาลเห็นว่า พฤติกรรมของผู้กระทำผิดตามวรรคหนึ่งยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูได้ศาลอาจมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นและให้ผู้นั้นทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลาที่ศาลกำหนด โดยให้อยู่ในความดูแลของพนักงานคุมประพฤติ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริการสังคมการกุศลสาธารณะ หรือสาธารณประโยชน์ที่ยินยอมรับดูแลด้วยก็ได้ และถ้าความปรากฏในภายหลังว่าผู้กระทำผิดดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ให้ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นตามวรรคหนึ่ง
ผู้ใดขับขี่รถในระหว่างที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามคำสั่งของศาล ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท
 
มาตรา ๑๖๓ คดีที่มีผู้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับทางหลวงหรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ ถ้าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่สัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำหรือติดตั้งไว้ เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้กระทำความผิด ให้พนักงานอัยการเรียกราคาหรือค่าเสียหายสำหรับสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรดังกล่าวด้วย
 
 
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
นายกรัฐมนตรี


หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากการคมนาคมและขนส่งทางบกได้เจริญก้าวหน้าขยายตัวไปทั่วประเทศและเชื่อมโยงไปยังประเทศใกล้เคียง และจำนวนยานพาหนะในท้องถนนและทางหลวงได้ทวีจำนวนขึ้นเป็นลำดับ ประกอบกับประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการจราจรทางถนนและพิธีสารว่าด้วยเครื่องหมายและสัญญาณตามถนน สมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกซึ่งได้ใช้บังคับมากว่าสี่สิบปี ให้เหมาะสมกับสภาพการจราจรและจำนวนยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น และเพื่อความปลอดภัยแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น


หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2012, 08:16:21 am
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
-http://www.thailandlawyercenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538974189&Ntype=19-

พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ บางมาตรามีลักษณะไม่เหมาะสมและบกพร่องขัดต่อการปฏิบัติในบางท้องที่ จึงเห็นสมควรที่จะตราพระราชบัญญัติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ขึ้น
 
พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๙
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มีบทบัญญัติห้ามรถบรรทุกและรถบรรทุกคนโดยสารแล่นในช่องทางเดินรถด้านขวามือข้อห้ามนี้รวมถึงรถบรรทุกเล็กที่มีน้ำหนักรถไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัมด้วยแต่รถดังกล่าวมิใช่รถที่มีความเร็วช้าหรือใช้ความเร็วต่ำ จึงไม่จำเป็นต้องบังคับให้ขับรถในช่องทางเดินรถด้านซ้ายสุด การบังคับเช่นนี้ทำให้ผู้ใช้รถดังกล่าวไม่ได้รับความเป็นธรรม สมควรให้รถบรรทุกเล็กที่มีน้ำหนักไม่เกินหนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม สามารถใช้ทางเดินรถขวามือได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
 
ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๙ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔
 
พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๕
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้วบทบัญญัติบางประการแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. ๒๕๒๒ ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เกิดความสะดวกและความปลอดภัยในการจราจร จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
 
พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๘
 
มาตรา ๔ ในกรณีของรถยนต์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้ขับขี่รถยนต์และคนโดยสารรถยนต์นั้น ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๒๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ เป็นเวลาสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
 
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในปัจจุบัน อุบัติเหตุจากการจราจรทางบกมีผลต่อการพัฒนาประเทศโดยตรงและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนสูงขึ้นเป็นอันมาก สมควรกำหนดมาตรการเพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความรุนแรงของอันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ขับขี่รถยนต์และคนโดยสารรถยนต์ โดยกำหนดให้ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะขับรถยนต์ และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์ ซึ่งนั่งที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับที่นั่งผู้ขับขี่รถยนต์รัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ และคนโดยสารรถยนต์ดังกล่าวต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งในขณะโดยสารรถยนต์ด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
 
พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๔๒
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในปัจจุบันอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นบนท้องถนนอันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลต่างๆ นั้น มีสาเหตุส่วนหนึ่งเนื่องมาจากผู้ขับขี่เมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทกลุ่มแอมเฟตามีนในขณะขับรถ แม้จะได้มีการจับกุมปราบปรามและป้องกันมิให้ผู้ขับขี่เสพหรือเมาสิ่งต่างๆ ดังกล่าวในขณะขับรถแล้วก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่ายังมีผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนอยู่อีก สมควรกำหนดให้ผู้ตรวจการตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกและผู้ตรวจการตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการทดสอบหรือการตรวจสอบของมึนเมาหรือสารเสพติดดังกล่าวในผู้ขับขี่ได้เช่นเดียวกับเจ้าพนักงานจราจรและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของเจ้าพนักงานดังกล่าวและปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ และผู้ตรวจการให้สามารถดำเนินการทดสอบหรือตรวจสอบตลอดจนจับกุมปราบปราบผู้ขับขี่ซึ่งเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทกลุ่มแอมเฟตามีนในขณะขับรถให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เกิดความปลอดภัยในท้องถนนมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
 
พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐
 
มาตรา ๓ ให้แก้ไขคำว่า “รถยนตร์”“รถจักรยานยนตร์” และ “เครื่องยนตร์” ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นคำว่า “รถยนต์”“รถจักรยานยนต์” และ “เครื่องยนต์” ทุกแห่ง
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในปัจจุบันการโดยสารรถจักรยานยนต์เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย และจำนวนอุบัติเหตุอันเนื่องจากรถจักรยานยนต์ได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการเกิดอุบัติเหตุทางถนนอันเนื่องมาจากการขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น หรือเสพยาเสพติดให้โทษ หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทได้เพิ่มสูงขึ้นด้วย สมควรกำหนดให้คนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตราย และกำหนดให้ความผิดของผู้ขับขี่ที่ได้ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น เป็นความผิดที่ไม่อาจว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบได้ รวมทั้งปรับปรุงบทกำหนดโทษสำหรับความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น หรือเสพยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ตลอดจนปรับปรุงประเภทของรถที่ใช้บรรทุกคน สัตว์ หรือสิ่งของให้ครอบคลุมถึงการบรรทุกของรถทุกประเภทด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
 
พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๑
 
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบัน ผู้ขับขี่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะขับรถ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนและก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของบุคคล สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ เพื่อกำหนดห้ามผู้ขับขี่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะขับรถ เว้นแต่ในกรณีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: แก้วจ๋าหน้าร้อน ที่ กันยายน 22, 2012, 06:04:10 pm
 :06: ขอบคุณครับพี่หนุ่ม ผมปฏิบัติตามกฏจราจรเสมอครับ
เรื่องการขับรถนี่ ต้องรอบคอบมากๆ เวลาถ้าผมเข้าซอยแคบๆ ผมมักจะถอยหรือหลีกทางให้รถคันอื่นก่อนประจำครับ เพราะคิดว่าเค้ามีธุระสำคัญกว่า
บางครั้งนี่ ผมถอยยาวสุดซอยเลย 55+ แหม๋ผมนี่ เกรงใจคนเก่งจริงๆ
รถผมก็เก๊าเก่า แต่ข้อดีคือ ตำรวจหรือคนทั่วไปๆไม่ค่อยสนใจ
ส่วนใหญ่จับมอเตอร์ไซต์กับรถปิ๊กอัพ แล้วก็รถใหม่ๆกัน สงสัย เห็นผมใช้รถเก่าไม่มีตังค์ 55+
ผมโชคดีมากๆที่ ผมทำใบขับขี่ก่อน กฏหมายใหม่ที่ต้องทำทุก 6 ปี
ใบขับขี่ตลอดชีพนี่ดีจริงๆ 55+
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2012, 08:04:51 pm
พี่ก็ขับรถให้ถูกกฎจราจรเช่นกัน

กฎจราจรมีไว้เพื่อป้องกันความเสียหายทั้งชีวิต และ ทรัพย์สิน

ที่สำคัญ  ไม่โดนใบสั่ง  กลัวเสียตัง

ใบสั่งส่งมาทางไปรษณีย์ เป็นใบสั่งพร้อมรูปด้วยครับ

 :36:  :36:  :36:
.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ตุลาคม 07, 2012, 10:13:51 am
40 เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการขับรถยนต์ที่คุณควรทราบ
-http://men.kapook.com/view47277.html-

40 เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการขับรถยนต์ที่คุณควรทราบ (Men's Health)
เรื่อง Men’s Health US แปลและเรียบเรียง จิตติมา

          หากคุณไม่อยากเสียค่าซ่อมรถแพง ๆ หรือต้องการพัฒนาทักษะการขับรถ รวมทั้งเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนวันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องรถฉบับจัดเต็มมาฝากคุณ ถ้างั้นลองไปดูพร้อม ๆ กันเลยว่าจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง

 1. ขจัดสิ่งรบกวน

          เหมือนกับที่ครูสอนขับรถมักจะบอกย้ำ ๆ อยู่เสมอว่ามือของคุณจะหมุนไปตามทิศทางเดียวกับที่คุณหันไปมอง แค่คุณเปลี่ยนช่องวิทยุก็ใช้เวลา 5.5 วินาทีแล้ว ซึ่งนั่นเป็น 5.5 วินาที ที่คุณได้ละสายตาไปจากถนนและมือทั้งสองของคุณก็ไม่ได้อยู่บนพวงมาลัย แค่กดโทรศัพท์มือถือก็ทำให้คุณมีความเสี่ยงที่จะขับรถชนมากกว่าปกติถึง 3 เท่า หรือเพียงหันไปจับอะไรก็ตามที่เคลื่อนไหว คุณก็มีความเสี่ยงที่จะขับรถชนมากกว่าปกติ ถึง 9 เท่า ที่ร้ายที่สุดคือ การส่ง SMS ซึ่งทำให้คุณต้องเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากกว่าปกติถึง 23 เท่า ทางที่ดีคุณควรลงทุนติดตั้งระบบแฮนด์ฟรีพร้อมบลูทูธไว้ใช้ในรถ และส่ง SMS เฉพาะเวลาที่คุณจอดรถแล้วเท่านั้น

2. สาดโค้งบนทางดิน

          รีส มิลเลน สตั๊นท์แมนขับรถผาดโผนบอกว่าการสไลด์ไปข้าง ๆ เป็นวิธีทำเวลาที่เร็วที่สุดในการสาดโค้งบนทางดิน เขาแนะนำให้เริ่มต้นสไลด์ผ่านการบังคับพวงมาลัยให้ท้ายปัดออกนอกโค้ง (ที่เรียกว่าโอเวอร์สเตียร์ในการเข้าโค้ง) แล้วหมุนพวงมาลัยไปในทิศทางตรงกันข้ามกับโค้งเพื่อเบรคไม่ให้ท้ายปัด หลังจากนั้นให้หักกลับมาในทิศทางตรงกันข้ามเพื่อสไลด์ไปในทิศทางที่คุณจะไป พอรถเริ่มสไลด์ก็ควบคุมโดยการเหยียบคันเร่งเพิ่มหรือผ่อนคันเร่ง การเหยียบคันเร่งมากหรือน้อยช่วยควบคุมมุมที่เข้าโค้งให้กว้างหรือแคบ ยิ่งเร่งมากจะยิ่งทำให้รถสาดไปข้าง ๆ มากขึ้น ถ้าคุณผ่อนเท้าออกจากคันเร่ง รถก็ยังสาดไปอยู่ตามแรงต้น แต่ความเร็วจะเริ่มลดลงและเข้าสู่ทางตรงอีกครั้ง ควรทดลองสาดโค้งแบบนี้บนทางที่มีดินเยอะ ๆ และไม่มีต้นไม้

3. มีสมาธิ

          ข้อมูลจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Human Perception and Performance ระบุว่า การจ้องมองถนนทางตรงเป็นเวลานานกว่า 5 นาที ทำให้สมองของคุณล้า ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณขับรถเร็วและประมาทในการกะระยะระหว่างรถคุณและคันหน้า ให้คุณคอยดูกระจกมองหลังทั้งกระจกตรงกลางซ้ายและขวา รวมทั้งหน้าปัดความเร็วทุกครั้งที่เพลงจบวิธีนี้จะช่วยให้สายตาและสมองทำงานได้ว่องไวขึ้น

4. ข้ามน้ำหรือลำธาร

          อย่าขับรถลุยลงไปในน้ำหากน้ำสูงกว่ากระจังหน้ารถซึ่งเป็นบริเวณที่มีการดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาในเครื่องยนต์ ให้ขับรถลงน้ำตรงจุดที่กระแสน้ำดูไม่แรงเกินไปโดยขับทแยงลงไปเพื่อให้มีพื้นผิวที่จะต้องปะทะกับกระแสน้ำน้อยที่สุด ค่อย ๆ ขับลงไปในน้ำโดยเร่งความเร็วพอสมควร ความเร็วที่พอเหมาะจะทำให้เกิดระลอกคลื่นซึ่งช่วยผลักดันน้ำออกไป น้ำในบริเวณหน้ารถจึงตื้นขึ้น จากนั้นให้คอยควบคุมความเร็วรถให้สม่ำเสมอ

5. ลดระดับเบาะที่นั่ง

          เวลานั่งขับรถอยู่บนเบาะที่ปรับให้สูง จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนขับรถช้ากว่าปกติ ด้วยเหตุนี้ผู้ขับขี่รถเอสยูวีซึ่งเป็นรถที่มีความเสี่ยงที่จะหมุนได้ง่ายอยู่แล้ว จึงมักขับรถเร็วกว่าคนที่ขับรถประเภทอื่น เพราะเข้าใจว่ารถตัวเองกำลังคลานไปช้า ๆ ดังนั้นเจ้าของรถเอสยูวี ควรจะปรับเบาะที่นั่งให้ต่ำลงเพื่อที่จะได้รับรู้ความเร็วที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น แต่อย่าปรับลดระดับเบาะที่นั่งลงมาจนต่ำสุด ๆ เหมือนนักขับรถซิ่งทั้งหลายที่ชอบหมุนรถโชว์ก็แล้วกัน อย่าลืมนะว่าคุณไม่ได้เป็นหนุ่มนักซิ่ง

6. เพิ่มแรงม้า

          หากคุณเป็นเจ้าของรถที่มีเทอร์โบมาพร้อม คุณคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่า การปรับแต่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มแรงม้า ไม่ว่าคุณจะขับรถเบนท์ลีย์ทวินเทอร์โบ หรือโฟล์คสวาเกนเครื่องยนต์ดีเซล 1.8 ลิตร ที่แสนจะธรรมดา ลองเสียเวลาแค่ไม่กี่นาทีให้ช่างปรับตั้งกล่องควบคุม รถคุณก็จะมีแรงม้าเพิ่มขึ้นได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

7. คืนชีวิตให้กับแบตเตอรี่

          ถ้าสตาร์ทรถไม่ติดเพราะขั้วแบตเตอรี่เต็มไปด้วยตะกรันสนิม เพียงเปิดกกระป๋องโค้ก แล้วราดลงไปบนขั้วแบตเตอรี่ กรดในน้ำโค้กจะช่วยชะล้างตะกรัน ทำให้สามารถต่อและส่งกระแสไฟในการจั๊มป์สตาร์ทได้สำเร็จ เมื่อคุณกลับถึงบ้านให้เอาน้ำฉีดที่ขั้วแบตเตอรี่เพื่อล้างคราบน้ำโค้กที่ติดอยู่ แล้วใช้ผ้าเช็ดน้ำให้แห้ง

8. งดของหวาน

          ถ้าคุณไม่อยากเผชิญหน้ากับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำซึ่งทำให้รู้สึกง่วงเวลาที่ขับรถ โมนีค ไรอันนักโภชนาการ ผู้แต่งหนังสือ Sport Nutrition for Endurance Athletes แนะนำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงอย่างลูกแพร์หรือแอปเปิล และดื่มน้ำเปล่า

9. หาแผ่นรองหลังมาหนุน

          ถ้าพนักพิงหลังในรถคุณไม่สามารถปรับความแข็ง-อ่อนได้ ให้ซื้อแผ่นรองหลังมาเสริมหรือจะให้ง่ายกว่านั้นก็แค่ม้วนผ้าเช็ดตัวและนำมาหนุนตรงที่มีช่องว่างระหว่างบั้นเอวกับเบาะก็โอเคแล้ว ยิ่งคุณประคองกระดูกสันหลังได้มากเท่าไรโอกาสที่จะปวดหลังยิ่งมีน้อยลงเท่านั้น

10. กำจัดของที่ไม่จำเป็นลงจากรถ

          เมื่อลดน้ำหนักบรรทุกของลงได้ทุก ๆ 50 กิโลกรัม รถคุณจะประหยัดน้ำมันลงไป 1-2 เปอร์เซ็นต์ให้เคลียร์ของในที่กระโปรงท้ายและเบาะหลังก่อนที่จะออกจากบ้าน และถ้ารถคุณมีตะแกรงบรรทุกสัมภาระบนหลังคาแต่ไม่ใช้ก็แค่ถอดออกซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันลงได้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์

11. เคลียร์กระเป๋ากางเกง

          โดยเฉลี่ยผู้ชายใช้เวลาขับรถวันละ 67 นาที ดังนั้นการที่คุณยัดกระเป๋าตังค์บวม ๆ ไว้ในกระเป๋ากางเกงที่อยู่ข้างหลังจะทำให้สะโพกสองข้างหนาไม่เท่ากัน เวลานั่งบนเบาะกระดูกสันหลังก็เลยคดและส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนัก นอกจากนี้สจ็วร์ต แมคกิจ อาจารย์มหาวิทยาลัยวอเตอร์ลู ออนแทรีโอ บอกว่า การใส่ของหนา ๆ เข้าไปในกระเป๋ากางเกงยังเป็นการเพิ่มแรงกดลงบนเส้นประสาทบริเวณกระดูกสะโพกซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง

12. คาดเข็มขัดนิรภัย

          ผู้ชาย 1 ใน 5 คนเข้าใจว่าเมื่อรถมีถุงลมนิรภัยแล้วก็ไม่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ทั้ง ๆ ที่ความจริงการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยอาจทำให้ถุงลมนิรภัยกลายเป็นเพชฌฆาตที่คร่าชีวิตคนได้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์กได้วิจัยข้อมูลย้อนหลัง 12 ปีจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่ถุงลมนิรภัยทำงาน พบว่าผู้ขับขี่รถยนต์ที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยมีโอกาสบาดเจ็บที่คอและกระดูกสันหลังมากกว่าผู้ขับขี่รถยนต์ที่คาดเข็มขัดถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ทีมนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าถ้าคุณไม่คาดเข็มขัดขณะที่รถชน หัวของคุณจะพุ่งไปอัดกับถุงลมนิรภัยซึ่งถูกดันออกมาด้วยความเร็ว 322 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

13. ปรับแอร์ให้เป็นแบบหมุนเวียน

          การปิดแอร์ช่วยประหยัดน้ำมันเฉพาะเวลาที่คุณขับรถในเมือง แต่ถ้าคุณต้องขับรถบนไฮเวย์ การเปิดหน้าต่างขับรถยิ่งทำให้รถวิ่งได้ช้า ซึ่งส่งผลให้รถคุณยิ่งกินน้ำมันมากขึ้น ทางที่ดีคุณควรปรับระบบแอร์ให้เป็นแบบหมุนเวียนโดยใช้อากาศเย็นที่ได้รับการปรับอุณหภูมิแล้วภายในห้องโดยสาร วิธีนี้ช่วยประหยัดพลังงานลงได้มากกว่าเพราะแอร์ไม่ต้องทำงานหนักในการปรับอากาศร้อนจากภายนอกตลอดเวลา

14. ประหยัดคลัทช์

          อย่าเหยียบคลัทช์ค้างไว้นานก่อนที่จะเปลี่ยนเกียร์ คุณจะเร่งสปีดรถได้ดีกว่าและถนอมรักษาคลัทช์ไว้ให้มีอายุใช้งานได้นาน หากคุณรู้จักใช้คลัทช์อย่างประหยัด

15. ใช้พนักพิงศีรษะ

          ก่อนที่จะออกรถให้คุณนั่งหลังตรงแล้วยืดศีรษะขึ้นให้สูงที่สุดพร้อม ๆ กับดันศีรษะไปที่พนักพิง ทำท่านี้ค้างไว้ 5 วินาที จากนั้นค่อยผ่อนคลายลง ทำซ้ำทั้งหมด 5 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยปรับท่านั่งขับรถของคุณให้ถูกต้องขึ้น และช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อหลังให้ทำงานและปรับกระดูกสันหลังให้ตรงคุณจึงไม่เมื่อยคอขณะขับรถ

16. แต่งรถให้สวย

          ถ้าคุณอยากแต่งรถใหม่ให้ดูไม่เวอร์ควรเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนล้อแม็กซ์ นอกจากค่าใช้จ่ายจะไม่สูงแล้วยังรวดเร็วอีกด้วย แถมคุณก็ไม่ต้องเอารถไปทิ้งไว้ให้ทำนานเป็นอาทิตย์ ถ้ารถของคุณเป็นรุ่นหรูอยู่แล้ว คุณอาจจะไม่ต้องเปลี่ยนแม็กซ์ด้วยซ้ำ ลองเปลี่ยนสีล้อด้วยการทำสีพาวเดอร์โค้ดแค่นี้ก็ดูดีแล้ว

          ซื้อรถอย่างไรให้คุ้มค่า

17. ถามหารถทดลองขับ

          หากต้องการซื้อรถมือสอง รถตัวอย่างที่โชว์รูมใช้สำหรับให้ลูกค้าทดลองขับก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะรถพวกนี้จะไม่ได้ถูกใช้งานไปมากนักก่อนที่จะขาย และยังมีการเก็บข้อมูลอย่างดีเนื่องจากโชว์รูมจะต้องขายรถพวกนี้ออกไปเมื่อครบกำหนดเวลาหรือระยะการใช้งาน รถมือสองที่วิ่งน้อยและมีบันทึกการใช้งานจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่า

18. เตรียมตัวให้พร้อม

          ก่อนที่จะไปโชว์รูมขายรถ อย่าลืมทำการบ้านเรื่องเงื่อนไขการผ่อนชำระและเช็คเครดิตของคุณไปให้พร้อมก่อน และอย่าเลือกผ่อนชำระนานกว่าระยะเวลาที่คุณตั้งใจจะใช้รถคันนั้น โดยทั่วไปหากยอดผ่อนรายเดือนที่คุณจ่ายไหวทำให้คุณต้องผ่อนเกิน 4 ปี แปลว่ารถคันนั้นราคาสูงเกินไปสำหรับคุณ

19. เลือกเวลาที่เหมาะสม

          พนักงานขายส่วนมากจะวุ่นอยู่กับการทำยอดขายให้ได้ตามแผนในช่วงปลายเดือน นั่นคือเวลาที่คุณควรจะไปซื้อรถ ยิ่งคุณไปถึงโชว์รูมแต่เช้าก็ยิ่งจะได้รับบริการเป็นอย่างดี เพราะพนักงานขายมักใส่ใจกับลูกค้ารายแรก ๆ ที่เข้ามาในโชว์รูม

20. ทดลองขับรถเป็นสิ่งสุดท้าย

          การทดลองขับรถเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเลือกซื้อรถ คุณควรลองขับรถหลังจากต่อรองทุกสิ่งอย่างจนพอใจเรียบร้อยแล้ว พนักงานขายมักจะคะยั้นคะยอให้คุณทดลองขับรถให้เร็วที่สุด เพราะเมื่อขับรถแล้วถูกใจ ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ที่คุณจะตัดสินใจซื้อรถ

21. เลือกรถในสต็อค

          ตัวแทนจำหน่ายรถบางรายได้เครดิตในการนำรถมาเก็บไว้ในสต็อคเพื่อขาย ถ้าอยากได้ข้อเสนอดี ๆ ลองเลือกดูรถที่อยู่ในสต็อค โดยเฉพาะรถที่เก็บมานานกว่า 3 เดือน เพราะตัวแทนจำหน่ายอยากจะขายรถพวกนี้ออกไปก่อนเพื่อนำเงินไปจ่ายให้แก่บริษัทแม่

22. รู้จักต่อรอง

          ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อรถที่โชว์รูมไหน คุณควรเช็คราคารถหลาย ๆ แห่ง เพื่อข้อเสนอที่ดีที่สุด เมื่อเลือกโชว์รูมได้แล้ว อย่าเพิ่งรีบตกลงปลงใจ เพราะคุณยังสามารถต่อรองขอส่วนลดเพิ่มหรือของแถมจากพนักงานขายได้อีก ให้ต่อรองจนกว่าคุณจะได้ข้อเสนอที่พอใจ

23. ระวังของลดราคา

          โปรโมชั่นประเภท "ซื้อตอนนี้รับส่วนลดทันที 20,000 บาท" อาจฟังดูน่าสนใจ แต่คุณต้องชอบรถคันนั้นจริง ๆ (เพราะเมื่อซื้อมาแล้วคุณจะต้องใช้รถคันนี้ต่อไปอีกหลายปี) รถที่มีราคาถูกมาก ๆ ตั้งแต่ตอนซื้อ จะราคาตกลงไปมากเวลาที่คุณขาย ส่วนพวกรถตกรุ่นที่จะไม่มีการผลิตแล้วก็ยิ่งไม่น่าซื้อ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นรถคลาสสิก
 
24. เช็คข้อมูลในเน็ต

          ก่อนจะตัดสินใจซื้อรถให้หาข้อมูลเพิ่มเติมในเน็ต รวมทั้งลองดูความเห็นของคนที่ซื้อรถรุ่นนั้นไปแล้ว หนึ่งในเว็บบอร์ดที่ได้รับความนิยมคือ pantip.com

25. เอาตัวรอดเวลารถตกน้ำ

          สมัยนี้รถยนต์ส่วนใหญ่จะใช้กระจกไฟฟ้า ถ้าหากรถตกน้ำไฟฟ้าจะช็อตและเปิดกระจกไม่ได้ ให้ลงทุนซื้ออุปกรณ์อย่างค้อนหรือไขควงปากแบนขนาดใหญ่เก็บไว้ตามที่ใส่ของในรถ ถ้าเกิดมีอุบัติเหตุรถตกลงไปในน้ำจะได้มีอุปกรณ์ทุ่นแรงไว้ทุบกระจกให้แตก

26. เตรียมยาหรือขนมแก้เมารถ

          สำหรับคนที่ชอบเมารถ ให้ลองกินคุกกี้รสขิง (หากไม่มียาแก้เมารถ) เพราะการปล่อยให้ท้องว่างจะทำให้เมารถมากขึ้น และงานวิจัยพบว่าขิงช่วยป้องกันและบรรเทาอาการเมารถได้

27. ดูแลใบปัดน้ำฝน

          ปกติใบปัดน้ำฝนจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ได้รับการดูแล ทั้ง ๆ ที่เป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยให้คุณมองเห็นได้ชัดขึ้นเวลาฝนตก สมาคมรถยนต์อธิบายว่าใบปัดที่ดีจะต้องมีเฉพาะส่วนขอบของใบแนบอยู่กับกระจกหน้ารถ ถ้าหากเวลาคุณปัดน้ำฝนแล้วได้ยินเสียงดังหรือเห็นว่ามีการสะดุด ควรไปให้ศูนย์บริการปรับตั้งหรือเปลี่ยนใบปัดให้ใหม่จะดีกว่า

28. มองถนนให้ไกล

          อีกหนึ่งพฤติกรรมการขับรถที่ไม่ดีคือการจ้องมองพื้นถนนข้างหน้ารถหรือท้ายรถคันหน้า ทางที่ดีคุณควรฝึกมองไปข้างหน้าไกล ๆ อย่างเช่น ขณะที่เข้าโค้งก็ให้มองจุดออกจากโค้ง การมองแบบนี้ อาจทำให้คุณรู้สึกเหมือนจะหลุดออกไปนอกถนน แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะการมองเห็นทั้งโค้ง จะช่วยให้คุณเข้าโค้งตามไลน์ได้ถูกต้อง

29. เช็คลมยาง คริส โจแฮนสัน

          ผู้แต่งหนังสือ Auto Diagnosis, Service and Repair บอกว่า "เมื่อลมยางต่ำกว่าปกติ ยางจะสัมผัสและเกิดแรงเสียดทานกับพื้นถนนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ยางสึกเร็วกว่าที่ควร อีกทั้งยังทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักและสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น" ในทางตรงกันข้ามการเติมลมยางเกินกว่าที่กำหนดจะทำให้ยางแข็งและไม่ยืดเกาะถนน ควรตรวจสอบคู่มือการใช้รถของคุณและเติมลมยางให้ถูกต้อง

30. อย่าขับจี้ท้ายคันหน้า

          ทอม แวนเดอร์บิลต์ ผู้แต่งหนังสือขายดี ชื่อ Traffic บอกว่า การขับจี้ท้ายรถคันหน้าทำให้รถติด แวนเดอร์บิลต์อธิบายว่า คนขับรถจะต้องเหยียบเบรคบ่อยเกินเหตุเวลาขับจี้ท้าย ดังนั้นรถคันหลังที่ขับตามมาก็จะต้องเหยียบเบรคตามไปด้วย ทุกคนเลยขับรถกระตุกแบบเหยียบเบรคแล้วก็ปล่อยตามกันไปเป็นแถว

31.ถอยรถจอดขนานอย่างโปร

          คนที่ถอยรถจอดขนานไม่เก่งควรอ่านคำแนะนำนี้ ล้อแม็กซ์ราคาแพงจะได้ไม่ต้องเป็นรอยเพราะเบียดกับขอบฟุตปาธ ในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์เตือนเวลาถอยหรืออุปกรณ์ไม่ทำงาน ให้คุณปรับมุมกระจกมองข้าง ด้านคนนั่งเอียงลงให้เห็นขอบฟุตปาธและรถด้านข้าง เพื่อที่จะได้เห็นล้อและขอบฟุตปาธเวลาถอยจอดขนาน พอจอดเรียบร้อยก็ปรับกระจกมองข้างกลับมาไว้ที่มุมมองปกติ สำหรับรถรุ่นใหม่บางรุ่นจะมีกระจกมองข้างที่ปรับอัตโนมัติเวลาถอยจอดที่เรียกว่า "อินเดกซิ่ง" (Indexing)

32. เมาไม่ขับ

          เวลาที่คุณจะไปท่องราตรีกับเพื่อนหรือแฟนให้คุณทิ้งรถไว้ที่บ้านแล้วนั่งแท็กซี่แทนดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสี่ยงถูกตำรวจจับข้อหาเมาแล้วขับ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุด้วย

33. เร็วกว่าย่อมได้เปรียบ

          การเหยียบคลัทช์ค้างไว้ก่อนขณะที่เข้าเกียร์ช่วยให้รถวิ่งไปอย่างนุ่มนวลไม่สะดุด แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ทำให้เกิดความร้อนจนรถอืด ดังนั้นอย่ามัวรอช้ารีบสับเกียร์แล้วถอนเท้าออกจากคลัทช์ให้เร็วที่สุด

          สอนลูกอย่างไรให้ขับรถเป็น

34. หาพื้นที่โล่ง ๆ ให้ฝึกขับ

          เด็กที่หัดขับรถใหม่ ๆ จะตกใจง่าย และทำอะไรไม่ถูกเมื่อรถพุ่งเข้าไปหาสิ่งกีดวางต่าง ๆ อย่างเช่น แผงกั้นตามที่จอดรถ ดังนั้นเวลาพาลูกไปหัดขับรถให้หาพื้นที่โล่ง ๆ สอนให้เขาหันไปดูตามทิศทางที่เขาจะเลี้ยว แล้วค่อยหมุนพวงมาลัยไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนั้นคุณต้องคอยฝึกลูกให้ขับรถไม่ให้ส่ายไปมาด้วย

35. เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก

          วัยรุ่นที่ขับรถไม่ดีมักจะมีพ่อแม่ที่ขับรถไม่ดีด้วย เพราะฉะนั้นการขับรถของคุณจะเป็นแบบอย่างให้กับลูกของคุณ อย่าขี้โมโห ให้ใจเย็น ๆ เวลาขับรถ ลูกคุณจะได้ขับรถอย่างใจเย็นเหมือนคุณ

36. อธิบายให้ลูกเห็นภาพ

          ควรอธิบายให้ลูกนึกภาพออก แทนที่จะไปนั่งอธิบายตัวเลขหรือทฤษฎี ตัวอย่างเช่น แทนที่คุณจะบอกว่า "ต้องใช้ระยะเพิ่มจากปกติอีก 25 เมตร เพื่อหยุดรถที่วิ่งมาด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะทุก ๆ วินาที ที่เบรคทำงานช้าจะต้องการระยะทางเพิ่มขึ้น" ลองบอกลูกว่า "หากรถวิ่งมาด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ต้องใช้ระยะทาง 85 เมตรในการเบรค ซึ่งเป็นระยะทางที่สั้นกว่าความยาวของสนามรักบี้อยู่แค่ 15 เมตร"

37. อย่าใช้นิ้วเท้าเหยียบคันเร่ง

          บางคนชอบใช้นิ้วเท้าเหยียบคันเร่ง ซึ่งทำให้ควบคุมความเร็วได้ไม่สม่ำเสมอและเปลืองน้ำมันเวลาขับ ควรสอนให้ลูกใช้ฝ่าเท้าเหยียบคันเร่งซึ่งจะทำให้ออกแรงได้สม่ำเสมอ และควบคุมความเร็วได้ดีกว่า

38. สิ่งที่รบกวนสมาธิ

          ควรอธิบายให้ลูกคุณเข้าใจถึงสิ่งที่จะรบกวนสมาธิเวลาขับรถ ไม่ว่าจะคุยโทรศัพท์มือถือ หรือแม้กระทั่งฟังเพลงที่ดังเกินไป และแย่ที่สุดคือการรับหรือส่ง SMS จากการศึกษาของสถาบันขนส่งเวอร์จิเนียเทคพบว่า คนที่ส่งข้อความขณะขับรถมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากกว่าคนขับรถปกติถึง 23 เท่า

39. ใช้ไฟตัดหมอก

          เรย์ ไทสัน อดีตโฆษณาของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อความปลอดภัยในการจราจรของแอฟริกาใต้ บอกว่าไฟตัดหมอกสามารถส่องผ่านไอน้ำได้ดีกว่าไฟหน้ารถปกติ และโดยปกติไฟตัดหมอกจะถูกติดตั้งไว้ด้านล่างของกันชนหน้าเพื่อป้องกันแสงสะท้อน ในขณะที่ไฟสูงจะทำให้จ้าและมองไม่เห็นผ่านสายหมอก คุณควรแนะนำให้ลูกใช้ไฟตัดหมอกแทนการส่องไฟสูงเมื่อมีหมอกลงจัด

40. รีบนำรถไปซ่อมหากกระจกมีรอยร้าว

          ถ้าหากกระจกร้าวเพราะถูกหินกระเด็นใส่ คุณควรบอกให้ลูกรีบนำรถไปซ่อม เพราะรอยร้าวที่มีขนาดเล็ก ร้านกระจกมาตรฐานจะสามารถซ่อมได้ แต่หากทิ้งไว้แล้วเกิดรอยร้าวเพิ่มอาจทำให้ต้องเปลี่ยนกระจกใหม่ทั้งบาน



http://men.kapook.com/view47277.html (http://men.kapook.com/view47277.html)


.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ตุลาคม 24, 2012, 05:52:14 am
ปภ.แนะขับขี่ปลอดภัย เมื่อผ่านเส้นทางหมอกหนา
-http://travel.kapook.com/view49231.html-
-http://www.disaster.go.th/dpm/-

ปภ.แนะขับขี่ปลอดภัยเมื่อผ่านเส้นทางหมอกหนา (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

          กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตือนขับรถช่วงหมอกลงจัดเสี่ยงอุบัติเหตุสูง พร้อมแนะผู้ขับขี่เปิดใช้ไฟตัดหมอก จะช่วยให้มองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้น

          นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ช่วงฤดูหนาวหลายพื้นที่โดยเฉพาะเส้นทางขึ้นเขาบริเวณยอดดอย มักมีหมอกหนาปกคลุมในตอนเช้า ส่งผลให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทางไม่ดี จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากกว่าปกติ เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะวิธีขับรถผ่านเส้นทางที่มีหมอกปกคลุม ดังนี้...

ก่อนเดินทาง

          ควรตรวจสอบและเตรียมสภาพรถให้พร้อมใช้งานอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะระบบสัญญาณไฟให้แสงไฟส่องสว่างชัดเจน

ขณะเดินทาง

          เปิดใช้ไฟหน้ารถและไฟตัดหมอก จะช่วยให้มองเห็นเส้นทางชัดเจน และผู้ร่วมใช้เส้นทางมองเห็นรถเราได้ในระยะไกล

          ห้ามเปิดใช้ไฟสูงเพราะแสงไฟจะสะท้อน ทำให้ผู้ขับขี่รายอื่นสายตาพร่ามัว ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้

          ไม่ขับรถด้วยความเร็วสูง เว้นระยะห่างจากรถอื่นให้มากกว่าปกติ

          ไม่ขับรถชิดท้ายรถคันหน้ามากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนท้ายได้  และหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถหยุดรถได้ทัน

          ไม่แซงและไม่เปลี่ยนช่องทางกะทันหัน รวมทั้งไม่ขับรถชิดเส้นกลางถนนหรือคร่อมช่องทางจราจร ตลอดจนเพิ่มความระมัดระวังการขับรถผ่านทางร่วม ทางแยกเป็นพิเศษ

          เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ หากมีละอองฝ้าเกาะกระจกรถ ควรลดระดับกระจกหน้าต่างลง พร้อมเปิดที่ปัดน้ำฝน เพื่อไล่ไอน้ำที่เกาะกระจกหน้ารถออก หรือใช้ผ้าแห้งเช็ดกระจกที่เป็นละอองฝ้า สำหรับกระจกหลังให้เปิดปุ่มไล่ฝ้าจะช่วยไล่ละอองน้ำทำให้มองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้น

กรณีหมอกลงจัดจนมองไม่เห็นเส้นทาง

          ให้หาที่จอดรถบริเวณที่ปลอดภัยและพ้นจากเส้นทางเดินรถ หรือที่พักรถริมข้างทาง รอจนหมอกเบาบางค่อยเดินทางต่อจะปลอดภัยมากกว่า

ขอขอบคุณข้อมูลจาก -http://www.disaster.go.th/dpm/-


http://travel.kapook.com/view49231.html (http://travel.kapook.com/view49231.html)

.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤศจิกายน 03, 2012, 08:41:10 am
สาวแม่ลูกอ่อน “ทวีต” ก่อนดับเพราะเมาแล้วขับ!
-http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9550000134238-
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    
2 พฤศจิกายน 2555 18:10 น.

(http://pics.manager.co.th/Images/555000014159601.JPEG)
ภาพสุดท้ายก่อนเสียชีวิตของ “แอนนา830321”


(http://pics.manager.co.th/Images/555000014159602.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/555000014159603.JPEG)

(http://pics.manager.co.th/Images/555000014159604.JPEG)

เอเจนซี/ASTVผู้จัดการ – อุทาหรณ์สอนใจคนขับรถ สาวแม่ลูกอ่อนสาวสวยชาวซัวเถา กวางตุ้ง ทวีตข้อความ-ภาพ ขณะสะลึมสะลือเพราะพิษแอลกอฮอล์ก่อนเสียชีวิตจาอุบัติเหตุ จราจรจีนยกเป็นกรณีตัวอย่างเตือนประชาชน
       
       วานนี้ (1 พ.ย.) สื่อจีนหลายแขนงรายงานข่าวระบุว่า เมื่อราวสองเดือนครึ่งที่แล้ว หรือเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2555 ช่วงเช้ามืดเวลาประมาณ 4 นาฬิกา ในมณฑลกวางตุ้ง หญิงสาวแม่ลูกอ่อนซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองซัวเถา ผู้หนึ่ง และใช้นามแฝงในเวยป๋อ (ไมโครบล็อกชื่อดังของจีน) ว่า “แอนนา830321 (安娜830321)” ได้ส่งข้อความสุดท้ายในชีวิตของเธอเมื่อเวลา 4.29น. ระบุ “เมาจังเลย, แต่ก็ต้องขับรถกลับบ้าน” พร้อมถ่ายภาพตัวเองในสภาพสะลึมสะลือ ก่อนเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในเวลาต่อมา
       
       สาเหตุที่เรื่องดังกล่าวกลับมาเป็นที่ฮือฮาในโลกสื่อสังคมออนไลน์และสื่อกระแสหลักของจีนอีกครั้ง เนื่องจากเมื่อวันที่ 31 ต.ค. เวยป๋ออย่างเป็นทางการของกองตำรวจจราจรหนิงปอได้ออกมาส่งข้อความดังกล่าวของเธอเพื่อย้ำเตือนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนในเมืองจีนอย่าดื่มสุรา หรือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถ ส่งผลให้มีการส่งต่อข้อความดังกล่าวไปในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กในประเทศจีนเป็นวงกว้าง
       
       โดยข้อความที่ตำรวจจราจรหนิงปอเผยแพร่ระบุเนื้อหาว่า “คุณแม่ที่ยังสาวและสวยผู้นี้เนื่องจากดื่มสุราแล้วขับรถจึงลาจากโลกนี้ไป นี่คือข้อความชิ้นสุดท้ายของเธอ การเอาชีวิตมาเสี่ยงกับการดื่มแล้วขับช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ชีวิตมีค่า อย่าดื่มแล้วขับ!”
       
       อย่างไรก็ตามกลับมีชาวเน็ตขี้บ่นในเมืองจีนบางส่วนที่ออกมาเหน็บแนมว่า เรื่องนี้กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ก็เพราะผู้เสียชีวิตนั้นยังเด็กและมีหน้าตาสะสวย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งกลับเห็นว่าเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ดี เพื่อเตือนใจมิให้ผู้ขับขี่ดื่มสุรา
.

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9550000134238 (http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9550000134238)

.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ธันวาคม 30, 2012, 12:35:53 pm
'เทคนิคขับ...กลับถึงบ้าน'
'เทคนิคขับ กลับถึงบ้าน'เตือนสติ10วันอันตราย : คอลัมน์ เปิดโลกยนตกรรม โดย... ยุทธพงษ์ ภาษี

-http://www.komchadluek.net/detail/20121230/148311/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A...%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99.html#.UN_SY3ed6So-


          "ไม่ว่าเราจะรณรงค์กันอย่างไร ขับเร็ว ขับช้า โอกาสการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ยังเกิดขึ้นเสมอ ช่วเทศกาลเป็นหนึ่งห้วงถนนอันตราย "เปิดโลกยนตรกรรม คมชัดลึก" นำเสนอเทคนิคขับรถ ผ่านคำแนะนำจาก "วณัฐสุข สงวนศิริ" ผู้เชี่ยวชาญการขับขี่ปลอดภัยจากศูนย์อบรมขับขี่ปลอดภัยเอดีทีซี เพื่อให้ทุกท่านขับรถไปและกลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย
 
          อุบัติเหตุทางถนนส่วนใหญ่เกิดจากเหตุหลักๆ ไม่กี่ประการเช่น การใช้ความเร็วเกินไป การมองไม่เห็นหรือมองเห็นในระยะกระชั้นชิด ต่อไปนี้คือเครื่องมือต่างๆ ที่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญว่า สามารถป้องกันเหตุต่างๆ ได้
ไม่ชนท้ายหรือถูกชนท้าย
 
          อุบัติเหตุชนท้ายรถคันหน้ายังมีเกิดขึ้นบ่อย แต่รถยนต์สองคันจะชนกันไม่ได้ ถ้าทั้งสองคันหรือคันใดคันหนึ่งมีพื้นที่ว่างเพียงพอ เราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าทุกครั้งก่อนที่รถจะชนกัน ผู้ขับขี่จะเหยียบเบรกเพื่อต้องการให้รถหยุด และการหยุดของรถก็ต้องมีพื้นที่ว่างรองรับ ส่วนมากเบรกแล้วถึงชน ก็หมายความว่าเบรกแต่รถไม่หยุดนั่นเอง รถแต่ละคันมีระยะเบรกหยุดไม่เท่ากันเพราะระยะของการเบรกหยุดจะแปรผันตามความเร็วในขณะนั้น การชนท้ายเกิดขึ้นเพราะเบรกไม่หยุด-เบรกไม่หยุดเพราะระยะเบรกไม่พอ-ระยะเบรกไม่พอเพราะเว้นระยะห่างน้อยเกินกว่าระยะเบรกหยุดนั่นเอง ดังนั้น ควรเว้นระยะห่างคันหน้าอย่างปลอดภัยคือควรเว้น 4 วินาที เพื่อผู้ขับขี่จะมีเวลาอย่างเพียงพอสำหรับการเบรกให้รถหยุดหรือสลับช่องทาง

000ไม่แหกโค้ง
          การขับด้วยความเร็วที่สูงมักก่อให้เกิดการแหกโค้ง เพราะว่า เข้าโค้งที่ความเร็วเกินโค้ง ดังนั้นเมื่อท่านต้องขับรถต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่า สภาพแวดล้อมของถนนเอื้ออำนวยให้ขับได้เร็วมากขนาดนั้นหรือไม่มีหลากหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาไตร่ตรองให้ความสำคัญของการขับเร็ว เช่น สภาพรวมของรถยนต์ ประสบการณ์ ในเส้นทาง และฝีมือของผู้ทำหน้าที่ขับรถการขับให้เร็วเท่าไรใครๆ ก็ขับได้ แต่คำถามที่น่าขบคิดคือ ต้องขับให้เร็วขนาดนั้นจนแหกโค้งหรือไม่

000ไม่กร้าวร้าว
          ถนนเป็นของทุกคน ต่างมีสิทธิ์ใช้เท่ากัน แต่บนถนนมีทั้งคนที่เพิ่งขับรถเป็น และคนที่มีความชำนาญ ดังนั้นเมื่อเข้าใจพื้นฐานนี้แล้ว การถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งควรปฏิบัติ และเวลาขับรถพยายามชำเลืองมองกระจกส่องหลังบ่อยๆ เพื่อจะได้มีโอกาสเห็นแต่ไกลๆ ตา คือเครื่องมือที่สำคัญมากที่สุด การจะใช้ประโยชน์จากตาให้ได้มากๆ ก็จำเป็นต้องมีวิธีการใช้ ให้มองไปยาวๆ ไกลๆ ดูวิวทิวทัศน์รอบๆ รถของเรารวมทั้งมองข้างหลังด้วย ช่วยให้เห็นหลายๆ อย่างหลายๆ มุม รวมทั้งพฤติกรรมของรถแต่ละคันด้วยว่าคันไหนขับแบบไหน เมื่อเห็นก็ประเมิน ถ้าอันตรายมากๆ บรรยากาศไม่น่าเสี่ยง ก็หลบหลีกให้พวกที่รีบเร่งแซงขึ้นหน้าเราไปเถอะ

000ขับช้าชิดซ้าย
          การขับช้าในช่องทางขวาโดยเจตนาถือว่าไม่เหมาะสม เพราะกีดขวางเส้นทางของรถคันอื่นจำไว้ว่าช่องทางด้านซ้ายคือเส้นทางสำหรับรถช้าช่องขวาสำหรับรถวิ่งเร็ว (กว่ารถในช่องซ้าย) และถ้าหากเห็นว่ามีรถคันหลังวิ่งมาด้วยความเร็วสูง รถคันหน้าจะต้องหลบไปใช้ช่องทางด้านซ้ายการขับช่องทางขวาด้วยความเร็วมากกว่ารถในช่องทางด้านซ้าย ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย ความเร็วในที่นี้หมายความว่าไม่เกินกฎหมายกำหนดหลายท่านคงกระจ่างมากขึ้นและคงจะไม่ถูกจับกรณีที่วิ่งขวา เพราะไม่ได้กีดขวางช่องทางเดินรถ และคำว่า "ใช้ความเร็วให้เหมาะสมกับกระแสการจราจร" หมายความว่า ถ้ารถคันหน้าวิ่งเร็วเราก็ควรจะวิ่งเร็ว รถในช่องทางขวาวิ่งเร็วเราก็ควรจะวิ่งเร็วตามกันไปถ้าใช้ความเร็วอย่างเหมาะสมกระแสการจราจรจะไหลลื่นไม่กีดขวางรถคันอื่นๆ ทุกวันนี้เราพบว่าต้องเสียเวลามากในการเดินทาง เนื่องจากมีรถหลากหลายพฤติกรรมร่วมใช้เส้นทางซึ่ง พฤติกรรมผิดๆ เหล่านี้ ผู้ขับขี่แต่ละคนสั่งสมมาเป็นเวลานานนับสิบปี การขาดข้อมูลข่าวสาร ไม่เข้าใจกฎจราจร ทางออกที่ดีคือ ต้องช่วยกันเป็นตัวอย่างที่ถูก ปัญหาต่างๆ ก็จะค่อยๆ ลดลง

000ไม่หลับใน
          อุบัติเหตุจากการหลับในนั้นสามารถป้องกันได้ หากเข้าใจสาเหตุของการหลับใน เมื่อเรานอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมงจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องการหลับในร่างกายของคนเรามี วงจรเปรียบเทียบเฉกเช่นกับนาฬิการอบของนาฬิกาคือ 24 ชั่วโมง คนปกติต้องทำงานกลางวันและนอนในเวลากลางคืน ความเหนื่อยล้าหรือร่างกายต้องการพักผ่อนในช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนถึงเช้าและเวลาบ่ายคือ ประมาณ 14.00-16.00 น. ระหว่าง 2 ช่วงนี้การขับรถช่วงหลังเที่ยงคืนถึงเช้าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากกว่าช่วงบ่ายการขับรถติดต่อกันประมาณ 5 ชั่วโมงแล้วเปลี่ยนให้คนอื่นขับต่อก็ไม่ได้หมายความว่าจะหลีกเลี่ยงการหลับในได้ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอของคนขับ ดังนั้นถ้าคนขับคนที่ 2 รับกะตอนเที่ยงคืน โดยที่ทั้งวันที่ผ่านมาไม่ได้นอนหลับพักผ่อนมาก่อน ก็ยังมีความเสี่ยงเช่นกันการเดินทางไปต่างจังหวัดในเทศกาล ซึ่งต้องขับรถไปไกลๆ ก็ขอให้ตระหนักถึงความเหนื่อยล้าของร่างกาย การเดินทางในช่วงกลางคืนก็ควรจะจอดพักทุกๆ 2 ชั่วโมง โดยพักครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที (โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่ 22.00 น.เป็นต้นไป) หากรู้สึกง่วงนอนก็ขอให้จอดงีบหลับแล้วค่อยขับต่อ และโปรดจำไว้ว่า กาแฟ มะนาว ยากระตุ้นหรือเครื่องดื่มต่างๆ ไม่สามารถจะสู้กับความเหนื่อยล้าได้ คงมีเพียงการนอนหลับอย่างเพียงพอและการงีบหลับในบางช่วงเท่านั้น ที่จะหลีกเลี่ยงการหลับในได้

000กรณีรถเบรกแตก
          รถวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถควบคุมให้รถหยุดได้ ถ้าคนขับมีประสบการณ์และควบคุมสติ เพราะรถเบรกแตกในทางราบควบคุมง่ายกว่ารถลงทางลาดชันแม้ว่าจะเป็นทางราบ แต่ไม่สามารถจะควบคุมให้รถหยุดได้ ถ้าหากว่าคนขับ รู้ว่ารถเบรกแตกภายในระยะไม่เกิน 10 เมตร ขณะต้องการเปลี่ยนทิศทางรถ การใช้เกียร์ต่ำเพื่อลดความเร็วของรถขณะเบรกแตก หรือ  การใช้เบรกมือ ช่วยได้ อย่างไรก็ตามใช้เบรกอย่างถูกวิธี หมั่นตรวจสอบสภาพเบรกให้ใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอและขับรถที่ความเร็วไม่สูงเกินไป สามารถช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้จากอุบัติเหตุ

000จอดรถให้ถูกที่จอด
          การจอดรถ ต้องประเมินความเสี่ยง ก่อนจะกำหนดทิศทางหรือสถานที่สำหรับจอด ลักษณะการจอดที่ปลอดภัยมากที่สุด คือกำหนดทิศทางการจอด ให้ขนาน กับบริเวณหรือจุดเสี่ยงต่างๆ หากเป็นสระน้ำ ก็ควรจะให้ตำแหน่งรถ ขนานกับขอบสระ หรือถ้าเป็นถนนก็ให้ชิดขอบถนน  ซึ่งบางท่านอาจจะแย้งว่าการจอดในลักษณะนี้เสียพื้นที่มาก ตัวอย่างที่ดีๆ ที่พอมีให้เห็นคือปั๊มน้ำมันจำนวนหนึ่งออกแบบได้น่าปลอดภัย เพราะให้รถจอดขนานกับร้านสะดวกซื้อแนวทางป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ก็มีหลากหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น ขึ้นเบรกมือทุกครั้งที่จอดรถ  เอากุญแจออกทุกครั้ง เปลี่ยนทิศทางการจอดให้ปลอดภัย และรวมทั้งประเมินความเสี่ยงด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุด ควรจอดให้ถุกที่จอดด้วยการมีมารนาทในการจอดเช่น ไม่จอดปากซอยรถเข้าออก ไม่จอดทางร่วมทางแยก หรือจอดขวางทางเข้าออก รวมทั้งไม่จอดแบบคาเกียร์ P เมื่อต้องจอดบนช่องจราจร ต้องบอกรถคันหลังให้เห็นว่าเราจอดโดยการเปิดไฟจอด กระพริบสีเหลืองสองดวงพร้อมกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ถนนปลอดภัยมากขึ้น

000ไม่ถูกชนซ้ำซ้อน
          การหยุดหรือจอด บนช่องทางจราจร ไม่ว่ากรณีใดๆ เช่นเพื่อเปลี่ยนยาง ชนท้ายคันอื่นๆ รถเสีย ควรหลีกเลี่ยงอยู่ในตำแหน่งที่มีภาวะเสี่ยง เช่นหัวโค้ง บนทางลาดลงสพาน  การป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ซ้ำให้วางสัญญาณเตือนภัยรถอื่นๆ อย่างน้อย 100 เมตรขึ้นไป บางท่านทำสัญญาณเตือนภัยก็จริงแต่ระยะใกล้มาก พอเห็นสัญญาณก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะว่าระยะชะลอรถไม่พอ เมืองนอกมีกฎหมาย หากรถเสีย ต้องวาง สามเหลี่ยมสะท้อนแสง คนที่จะออกนอกรถไม่ว่า คนขับรถคนกู้ภัยจะต้องสวมเสื้อสะท้อนแสงแต่เมืองไทยไม่ต้องพูดถึงการคิดฉลาดๆ แบบนี้

          ให้พยายามคิดเสมอว่าอุบัติเหตุสามารถป้องกันได้ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นส่วนมากล้วนเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ดังนั้นมนุษย์เท่านั้นที่จะควบคุมอุบัติเหตุได้
.......................................
เข็มขัดนิรภัย
          ในการขับขี่รถยนต์ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ เข็มขัดนิรภัย เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเมื่อคุณเบรกอย่างรุนแรง เข็มขัดจะช่วยยึดลำตัวของผู้ขับหรือรัดให้แน่นขึ้น เพื่อให้แผ่นหลังชิดกับพนักพิงโดยไม่หลุดออกไปหน้ารถ เข็มขัดนิรภัย ยังมีส่วนช่วยให้การนั่งขับมีความมั่นคง ส่งผลถึงการควบคุมพวงมาลัยได้อิสระเมื่อรถมีแรงเหวี่ยงโดยไม่ต้องฝืนตัวต้านแรง เพราะเข็มขัดจะรั้งให้

ตำแหน่งการนั่งของคุณอยู่บนเก้าอี้อย่างมั่นคง
          1.เมื่อคาดเข็มขัด สายเข็มขัดควรจะแนบกับลำตัว (อย่าใช้อุปกรณ์เหนี่ยวรั้งอื่น ๆ)
          2.ตรวจสอบเข็มขัดโดยการดึง และระวังอย่าให้เข็มขัดบิด
          3.ควรปรับระดับเข็มขัดตรงสะโพก เพื่อให้เข็มขัด พาดอยู่ตรงกลางกระดูกเชิงกราน
          4.คาดเข็มขัดนิรภัยก่อนติดเครื่องยนต์เสมอ
.......................................
(หมายเหตุ 'เทคนิคขับ กลับถึงบ้าน'เตือนสติ10วันอันตราย : คอลัมนื เปิดดลกยนตกรรม โดย... ยุทธพงษ์ ภาษี)

-http://www.komchadluek.net/detail/20121230/148311/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A...%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99.html#.UN_SY3ed6So-
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 11, 2013, 11:37:15 pm
อ่านเดี๋ยวนี้ ....เบรกแตกทำไงดี !!!

-http://auto.sanook.com/5570/%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-....%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5/-


  รถยนต์ทุกรุ่นในปัจจุบัน ใช้น้ำมันเบรกเป็นตัวถ่ายทอดแรงดันระหว่างการกดของเท้าไปยังผ้าเบรก เสมือนเป็นระบบไฮดรอลิกส์ชนิดหนึ่ง ดังนั้น จึงอาจมีการรั่วซึมขึ้นได้จากการรั่วของลูกยางตัวใดตัวหนึ่งหรือท่อน้ำมันเบรกรั่ว การถ่ายทอดแรงดันก็จะสูญเสียลงไป

ระบบเบรกมักแบ่งการทำงานออกเป็น 2 วงจร อาจเป็นแบบล้อคู่หน้าและล้อคู่หลัง หรือเป็นแบบไขว้ล้อหน้าซ้าย-ล้อหลังขวา และล้อหน้าขวา-ล้อหลังซ้าย เผื่อว่าวงจรใดวงจรหนึ่งชำรุด เพื่อให้ระบบยังมีประสิทธิภาพการทำงานหลงเหลืออยู่บ้าง ดังนั้น เมื่อเบรกแตกหรือน้ำมันเบรกเกิดการรั่ว ส่วนใหญ่มักหลงเหลือประสิทธิภาพการทำงานอยู่หลายสิบเปอร์เซ็นต์ หรืออีกไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งในอีกวงจร

สิ่งสำคัญตั้งสติให้มั่นคง เมื่อเหยียบแป้นเบรกลงไปแล้วลึกต่ำกว่าปกติ ต้องเหยียบซ้ำแรงๆ และถี่ๆ เพื่อใช้แรงดันในวงจรที่เหลือยู่ ผ้าเบรกจะได้สร้างแรงเสียดทานขึ้นมาบ้าง พร้อมกับการลดเกียร์ต่ำครั้งละ 1 เกียร์ จนกว่าจะถึงเกียร์ต่ำสุด แล้วค่อยใช้เบรกมือช่วย โดยการกดปุ่มล็อกค้างไว้ให้สุด เพื่อไม่ให้เบรกจนล้อล็อก ดึงขึ้นแล้วปล่อยสลับกันไป เพื่อลดความเร็ว


หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ สิงหาคม 12, 2013, 08:59:51 am
โดนใบสั่ง ไม่ไปจ่ายค่าปรับ จะเป็นอย่างไร!?!

-http://auto.sanook.com/5720/%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3/-


มีข้อถกเถียงสงสัยกันมานานแล้วว่าเมื่อได้รับใบสั่งให้ไปชำระค่าปรับ เวลาทำผิดกฎจราจร เช่น ขับรถฝ่าสัญญาณไฟ จอดรถในที่ห้ามจอด ตรวจจับความเร็ว ฯลฯ โดนใบสั่งแบบนี้ถ้าไม่ไปจ่ายจะเป็นไรไหม? ขยำใบสั่งทิ้งได้หรือเปล่า? วันนี้ Dealfish หาคำตอบมาให้

ถ้าไม่ไปชำระค่าปรับตามที่ระบุไว้ในใบสั่ง โดยไม่มีเหตุอันควร ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนไม่ไปชำระค่าปรับตามใบสั่ง มีความผิดอีกข้อหาหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท (มาตรา 155 พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ) นอกจากนี้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดการกับผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถตามมาตรา 141 ทวิ ดังนี้

1. พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนตามสถานที่ วัน และเวลาที่ระบุในหมายเรียกนั้น แล้วพนักงานสอบสวนจะเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย

2. ถ้าพนักงานสอบสวนใช้อำนาจออกหมายเรียกผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนแล้วส่งหมายเรียกไม่ได้ พนักงานสอบสวนจะแจ้งไปยังนายทะเบียนรถหรือนายทะเบียนขนส่งทางบกให้งดรับชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าผู้ได้รับใบสั่งจะมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกและชำระค่าปรับให้เรียบร้อยเสียก่อน พนักงานสอบสวนจึงจะแจ้งไปยังนายทะเบียนให้ทราบเพื่อให้ผู้นั้นชำระภาษีประจำปีสำหรับรถนั้นต่อไป

ดังนั้น เมื่อคุณทำผิดกฎจราจร หรือได้รับใบสั่ง คุณก็มีหน้าที่ต้องไปชำระค่าปรับที่สถานีตำรวจในเขตท้องที่และภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ ซึ่งปกติแล้วก็มักจะไม่เกิน 7 วัน หรือถ้าใครไม่สะดวกไปจ่ายเองก็อาจจะชำระทางไปรษณีย์ก็ได้ ส่วนกรณีโดนยึดใบขับขี่ไว้ ก็ให้ใช้ใบรับแทนใบขับขี่ไปพลางก่อน เมื่อไปชำระค่าปรับแล้วตำรวจก็จะคืนใบขับขี่ให้

หลายคนคิดว่าไม่ต้องไปจ่ายหรอก ข้อมูลคงไม่ถึง อันนี้ขอแนะนำว่าอย่าเสี่ยงเลยจะดีกว่า นอกจากจะไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ได้แล้ว ยังต้องอาจต้องโทษปรับเพิ่มขึ้นด้วย สรุปให้สั้นๆ นั่นคือ ทำให้ถูกต้องดีกว่าจะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง...

หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 22, 2013, 09:53:46 am
ขับรถช้า ต้องระวัง ผิดกฏหมายเช่นกัน!

-http://auto.sanook.com/5907/%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%8F%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99/-

   การขับรถช้า แล้วทิ้งระยะห่างรถคันหน้ามากๆ ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไปนะครับ วันนี้ Sanook!Auto ขอยกตัวอย่างให้ดูกันครับ

     เริ่มแรกเลย หากว่าคุณขับรถทิ้งระยะมากๆนั้น รถคันหลังจะพยายามแซงคุณขึ้นมา เพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุให้ผู้อื่นอย่างไม่รู้ตัว

     อุบัติเหตุบนท้องถนนกว่า 80% นั้น เกิดจากพฤติกรรมการใช้ถนนที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งกว่า 11 % มาจากการแซงซ้าย

     เหตุผลที่กฏหมายระบุว่าห้ามแซงซ้าย เพราะหากทิ้งระยะห่างคันหน้าอย่างเหมาะสม คงไม่มีผลอะไรมาก เนื่องจากทัศนะวิสัยทั้งซ้ายและขวาเอื้ออำนวย แต่หากขับชิดคันหน้ามากขึ้นเท่าไหร่ จะทำให้การมองเห็นรถทางฝั่งซ้ายลดลงไปมากเท่านั้น หากผู้ขับขี่ขับเบียดเลนซ้ายเพื่อเร่งแซง อาจทำให้เชี่ยวชนรถที่จอดอยู่ก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ การแซงขวาจึงมีความปลอดภัยกว่า

     การแซงซ้าย ยังมีความผิด พรบ.จราจรทางบก ปี 2522 หมวด 2 มาตรา 45 ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ ขับรถแซงหน้ารถคันอื่นด้านซ้าย อีกด้วย

   

แล้วจะขับเว้นระยะมากๆกันทำไม? ตัวอย่างเช่น

    บางคนคิดว่าขับเร็วตามกฏหมายกำหนดแล้ว จึงคิดเข้าข้างตัวเองว่าทำถูกกฏ คันที่เร็วกว่าคือผิดกฏ อาจทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์เร่งด่วนจริงๆ ต้องเดือดร้อน เช่น รีบไปโรงพยาบาล หรือ ไปสนามบิน เป็นต้น

     ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ สถิติตำรวจจราจรช่วยทำคลอดบนท้องถนนสูงถึง 107 ราย/ปี ซึ่งถือว่ามากที่สุดในโลก

    บางคนไม่มองกระจกหลังเลย เนื่องจากปรับเบาะชิดพวงมาลัยมากเกินไป ทำให้มองกระจกหลังไม่สะดวก จึงเลือกที่จะไม่มอง (ซะงั้น?) ทางแก้สำหรับผู้ขับขี่ที่มีรูปร่างเล็ก หากกลัวว่าจะมองหน้ารถไม่ถนัด ก็ให้ปรับเบาะให้สูงขึ้น และปรับระดับพวงมาลัยให้พอดี เพื่อจะได้มองเห็นการจราจรได้รอบคัน

 

ทางแก้ทำอย่างไร?

    หากคุณเป็นผู้ที่ขับช้า ทางแก้ง่ายๆเลยคือ เร่งความเร็วตามคันหน้า เว้นระยะพอดีๆ แต่หากรู้สึกว่าเร็วเกินไป ก็เปลี่ยนมาใช้เลน ที่อยู่ทางซ้ายมือ ก็แค่นั้น

    หากคุณขับตามหลังรถที่ขับช้า อาจกระพริบไฟสูงอย่างสุภาพ แต่หากไม่หลบ เราก็เปลี่ยนช่องจราจรเองเสียเลยดีกว่า ไม่เสียอารมณ์ด้วย

     การขับช้าขวางเส้นทาง ผิดพรบ.การจราจรทางบก มาตรา 35 ระบุว่า รถที่มีความเร็วช้าหรือรถที่มีความเร็วต่ำกว่ารถคันอื่น ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ขอบเดินรถทางซ้ายเท่าที่จะกระทำได้


     หากเลนซ้ายขรุขระอย่างกับทางเกวียนล่ะจะทำอย่างไร? ฉันก็รักรถเหมือนกันนะ! เพียงใช้ความเร็วในเลนขวาอย่างพอดีๆ ไม่ขับช้าจนเกินไป หมั่นมองกระจกหลังเป็นระยะ หากรถตามหลังขับเร็วกว่า ก็หลบซ้ายสักนิด เพื่อให้เขาแซงไปก่อน ซึ่งจุดนี้ต้องดูความเหมาะสมด้วย เนื่องจากกฏหมายระบุชัดว่า ช่องทางด้านขวา ใช้ได้ต่อเมื่อขับรถด้วยความเร็วสูงกว่าด้านซ้าย หรือเมื่อต้องการแซง ฉะนั้นการขับแช่เลนขวาจึงมีความผิดตามกฏหมาย

    อย่าลืมว่า ถนนมีไว้ใช้ร่วมกันนะครับ อาจมีผู้ที่เดือดร้อนรีบเร่งจริงๆอยู่ก็ได้ครับ

 

เชิญชมคลิป "การเว้นระยะการขับขี่"

การเว้นระยะการขับขี่ (http://www.youtube.com/watch?v=J4DiEQQzDow#)

การเว้นระยะการขับขี่ (http://www.youtube.com/watch?v=J4DiEQQzDow#)

-http://www.youtube.com/watch?v=J4DiEQQzDow&feature=player_embedded-

ขอขอบคุณ โครงการพัฒนาสังคม โดยการส่งเสริมการสร้างความเอื้ออาทรบนท้อ­งถนน www.ueaartorn.com (http://www.ueaartorn.com)


หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ตุลาคม 17, 2013, 10:01:11 pm
รู้ไว้ไม่เสียหาย “อัตราค่าปรับผิดกฏจราจร” ในยุคปัจจุบัน

-http://club.sanook.com/11138/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2-


รู้ไว้ไม่เสียหาย “อัตราค่าปรับผิดกฏจราจร” ในยุคปัจจุบัน

เนื่องจากตอนนี้มีนโยบายใหม่ๆด้านการจราจรออกมาให้เราได้ยินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจะปรับกฏจราจรหรือว่าปรับอัตราค่าปรับใหม่ ที่เค้าว่ากันว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงกัน ซึ่งตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือผลจะสรุปออกมาในแนวทางใด หรือเป็นจริงมากแค่ไหน ดังนั้นเรามาดูอัตราค่าปรับผิดกฏจราจรในยุคปัจจุบันกันก่อนดีกว่าค่ะ ว่าถ้าเราทำผิดกฏข้อไหนแล้วต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนเท่าใด

ซึ่งเรื่องกฏเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป แล้วถ้าเราเรียนรู้หรือจำไว้บ้าง ก็อาจจะเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเราๆ ที่ใช้รถใช้ถนนกันอย่างแน่นอนค่ะ


ข้อหาหรือฐานความผิดตามกฎหมายที่ควรทราบ     

1. ข้อหา ฐานความผิด บทมาตรา และอัตราโทษ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ.2538)และการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิด นั้นให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ (กรมตำรวจ) ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 9 ก.ค. 40 และเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ลงวันที่ 3 ธ.ค. 2540 ตามลำดับ   

ลำดับ     ข้อหาหรือฐานความผิด        อัตราโทษ               อัตราตามข้อ กำหนด 

1 นำรถที่ไม่มั่นคงแข็งแรงอาจเกิดอันตรายหรือทำให้เสื่อมเสีย สุขภาพอนามัย มาใช้ในทางเดินรถ                   >> ปรับไม่เกิน 500 บาท   ปรับ 200 บาท

2 นำรถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมาใช้ในทางเดินรถ
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท   ปรับ 300 บาท

3 นำรถที่เครื่องยนต์ก่อให้เกิดก๊าซ ฝุ่นควัน ละอองเคมี เกินเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนดมาใช้ในทางเดินรถ
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท  ปรับ 500 บาท

4  นำรถที่เครื่องยนต์ก่อให้เกิดเสียงเกินเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนดมาใช้ ในทางเดินรถ
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท    ปรับ 500 บาท

5 ขับรถในทางไม่เปิดไฟ หรือใช้แสงสว่างในเวลาที่มีแสง สว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นคน รถ หรือสิ่งกีดขวาง ในทางได้โดยชัดแจ้งภายในระยะ 150 เมตร
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท        ปรับ 200 บาท

6 ใช้สัญญาณไฟวับวาบผิดเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 300 บาท

7 ขับรถบรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถในทางเดิน รถไม่ติดธงสีแดง ไว้ตอนปลายสุดให้มองเห็นได้ภายใน ระยะ 150 เมตร
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท

8  ขับรถบรรทุกวัตถุระเบิด หรือ วัตถุอันตรายไม่จัดให้มีป้ายแสดงถึงวัตถุ ที่บรรทุก
>> จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000       ปรับ 300 บาท

9  ขับรถไม่จัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุก ตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจาก รถอันอาจก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ ทำให้ทางสกปรกเปรอะเปื้อน ทำให้เสื่อมเสียสุขภาพ อนามัยแก่ประชาชนหรือก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท    ปรับ 200 บาท

10 ขับรถไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้หรือทำให้ปรากฏ ในทาง หรือที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ทราบ
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท         ปรับ 300 บาท

11 ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท         ปรับ 300 บาท

12 ไม่หยุดรถหลังเส้น ให้รถหยุดเมื่อมีสัญญาณไฟแดง
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท         ปรับ 300 บาท

13 ขับรถไม่ปฏิบัติตามสัญญาณจราจรที่พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงให้ปรากฏด้วยมือ
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท         ปรับ 300 บาท

14 ไม่หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด หรือหยุดรถห่างจากพนักงานเจ้าหน้าที่น้อยกว่าสามเมตร
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท         ปรับ 300 บาท

15 ทำให้ปรากฏซึ่งสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรที่อธิบดีกำหนดในทางเดินรถโดยไม่มีอำนาจ
>> จำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ                -

16 ไม่ขับรถที่มีความเร็วช้าให้ใกล้ขอบทางด้านซ้ายในทางเดินรถที่มีสวนกันได้
>> ปรับตั้งแต่ 200-500 บาท              ปรับ 200 บาท

17  ไม่ขับรถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสารรถจักรยานยนต์ ที่มีความเร็วช้าในช่องเดินรถซ้ายสุด ในทางเดินรถที่แบ่งช่องเดินรถไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป
>> ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท  -

18   เลี้ยวรถหรือเปลี่ยนช่องเดินรถโดยไม่ให้สัญญาณ
>> ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท  ปรับ 400 บาท

19 ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น
>> จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5,000-20,000 บาท

20 ขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจร
>> จำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับตั้งแต่ 2,000 –10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ -

21 ขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจร
>> ปรับตั้งแต่ 400 – 1,000 บาท              ปรับ 400 บาท

22 ขับรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร (เว้นแต่รถเข็นสำหรับทารก คนป่วย หรือคนพิการ)
>> ปรับตั้งแต่ 400- 1,000 บาท ปรับ 400 บาท

23  ขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นทางด้านซ้ายมือโดยไม่มีเหตุอันสมควร
>> ปรับตั้งแต่ 400- 1,000 บาท ปรับ 400 บาท

24  ขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นขณะขึ้นทางชัน ขึ้นสะพาน หรืออยู่ในทางโค้ง ซึ่งไม่มีเครื่องหมายจราจรให้แซงได้ >> ปรับตั้งแต่ 400- 1,000 บาท ปรับ 400 บาท

25 ขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นภายในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงทางแยก
>> ปรับตั้งแต่ 400- 1,000 บาท ปรับ 400 บาท

26 ขับรถออกจากที่จอดเมื่อมีรถจอดหรือสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า โดยไม่ให้ สัญญาณมือหรือแขน หรือสัญญาณไฟ
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท                ปรับ 400 บาท

27   กลับรถในทางเดินรถกีดขวางการจราจร
>> ปรับตั้งแต่ 200 – 500 บาท   ปรับ 200 บาท

28   กลับรถในระยะ 100 เมตร จากเชิงสะพาน
>> ปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท  ปรับ 400 บาท

29  กลับรถที่ทางร่วมทางแยก(เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรให้กลับรถได้)
>> ปรับตั้งแต่ 400- 1,000 บาท ปรับ 400 บาท

30  หยุดรถหรือจอดรถในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรที่อธิบดีกำหนดในทางเดินรถโดยไม่มีอำนาจ
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท                ปรับ 200 บาท

31  ไม่จอดรถทางด้านซ้ายของทางเดินรถ
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

32  จอดรถไม่ขนานชิดกับขอบทางหรือไหล่ทางในระยะห่างเกินกว่า 25 ซม.
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

33  หยุดรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุผลสมควร
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

34   หยุดรถตรงปากทางเข้าออกของอาคาร หรือทางเดินรถ โดยไม่มีเหตุผลสมควร
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

35  จอดรถบนทางเท้า
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

36   จอดรถบนสะพานหรือในอุโมงค์
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

37  จอดรถในทางร่วมทางแยก หรือภายในระยะ 10 เมตรจากทางร่วมทางแยก
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

38  จอดรถในเขตที่มีเครื่องหมายห้ามจอด
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

39 จอดรถภายในระยะ 15 เมตร ก่อนถึงเครื่องหมายหยุดรถประจำทางและเลยเครื่องหมายไปอีก 3 เมตร
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

40  จอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจร
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

42  ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเครื่องมือบังคับ รถ มิให้เคลื่อนย้าย            จำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือ
>> ปรับไม่เกิน 5,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ        -

43 จอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทางโดยไม่เปิดไฟ หรือใช้แสงสว่างเพียงพอ ที่จะเห็นรถที่จอดนั้นได้ชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร
>> ปรับตั้งแต่ 200 – 500บาท    ปรับ 200 บาท

44  ขับรถเร็วเกินอัตรากำหนด
>> ปรับตั้งแต่ 200 – 500 บาท   ปรับ 400 บาท

45  ไม่ยอมให้รถในทางร่วมทางแยกนั้นผ่านไปก่อน เมื่อขับรถถึงทางร่วมทาง แยกทีหลัง
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

46  ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล หรือทรัพย์สินของผู้อื่น แล้วไม่หยุดช่วยเหลือแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้ เคียง ทันที.
>> จำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับตั้งแต่ 2,000 –10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

47 ขับรถแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร (เว้นแต่ กรณีจะเกิดอันตรายแก่ตนหรือแก่คนโดยสาร)
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท         ปรับ 300 บาท

48 ไม่เดินบนทางเท้าหรือไหล่ทางเมื่อทางนั้น มีทางเท้าหรือไหล่ทางอยู่ข้างทางเดินรถ
>> ปรับไม่เกิน 200 บาท            ปรับ 100 บาท

49 เดินข้ามทางนอกทางข้าม เมื่อมีทางข้ามอยู่ภายในระยะ100 เมตร
>> ปรับไม่เกิน 200 บาท            ปรับ 100 บาท

50 ขี่ จูงไล่ต้อนหรือปล่อยสัตว์ไปบนทาง ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร และไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท                ปรับ 200 บาท

51 วาง ตั้ง ยื่น หรือ แขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร โดยไม่ได้รับอนุญาต
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท    ปรับ 200 บาท

52  ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย (มิให้ใช้บังคับแก่ภิกษุสามเณร นักพรต นักบวช ผู้นับถือลัทธิศาสนาที่ใช้ผ้าโพกศรีษะตามประเพณีนิยม
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

53 โดยสารรถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย (มิให้ใช้บังคับแก่ภิกษุสามเณร นักพรต นักบวช ผู้นับถือลัทธิศาสนาที่ใช้ผ้าโพกศรีษะตามประเพณีนิยม
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

54 ยินยอมให้ผู้อื่นนั่งตอนหน้าแถวเดียวกับคนขับเกิน 2 คน
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

55 เป็นผู้ขับรถโดยสารประจำทาง รถบรรทุกคนโดยสารรถโรงเรียน รถแท็กซี่ ยินยอมให้ผู้โดยสารขึ้นหรือลง รถยนต์ในขณะที่รถหยุดเพื่อรอสัญญาณไฟ หรือหยุดเพราะติดการจราจร
>> ปรับไม่เกิน 500 บาท            ปรับ 200 บาท

56  ขับรถตามหลังรถฉุกเฉินซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในระยะไม่ถึง 50 เมตร
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท         ปรับ 300 บาท

57  กระทำด้วยประการใด ๆ บนทางอันเป็นการกีดขวางของการจราจร
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท         ปรับ 300 บาท

58 ฝ่าฝืนคำสั่งข้อบังคับหรือระเบียบของเจ้าพนักงานจราจรซึ่งสั่งหรือ ประกาศ ห้าม หยุดหรือ จอด
>> ปรับไม่เกิน 1,000 บาท         ปรับ 300 บาท

2. ข้อหา ฐานความผิด บทมาตรา และอัตราโทษ ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ.2537) 

ลำดับ     ข้อหาหรือฐานความผิด                                       อัตราโทษ

1  ใช้รถไม่จดทะเบียน                                           ปรับไม่เกิน 10,000 บาท

2  ใช้รถไม่เสียภาษีประจำปีภายในเขตกำหนด          ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

3  ใช้รถไม่แสดงเครื่องหมายเสียภาษี                      ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

4  ใช้รถไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน                                 ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

5  ใช้รถที่มีส่วนควบหรือเครื่องอุปกรณ์ไม่ครบถ้วน     ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

6  เปลี่ยนแปลงสีของรถผิดจากที่จดทะเบียนไว้         ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

7  เปลี่ยนปลงตัวรถหรือ ส่วนใดส่วนหนึ่งของรถให้ผิดจากไปที่ จดทะเบียน      ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

8  ขับรถยนต์ที่มีไว้เพื่อขายหรือเพื่อซ่อม (รถป้ายแดง) ระหว่างพระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น เวลากลางคืน) โดยไม่มีความจำเป็นและได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน           ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

9  ขับรถโดยไม่ได้รับอนุญาตขับรถ        จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

10 ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถที่จะแสดงได้ทันที (เว้นแต่ผู้ฝึกหัดขับรถตาม)     ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

11  ขับรถไม่มีสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถที่จะแสดงได้ทันที  ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

12  ยินยอมให้ผู้ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับรถ เข้าขับรถของตน      ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

13 รับจ้างรถบรรทุกคนโดยสาร โดยใช้รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร ไม่เกิน 7 คน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน     ปรับไม่เกิน 10,000 บาท

14 ขับรถระหว่างถูกยึดใบอนุญาตขับรถ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

15 ใช้เครื่องหมายที่นายทะเบียนออกให้สำหรับรถคันหนึ่งกับรถ อีกคันหนึ่ง      ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ข้อหา ฐานความผิด บทมาตรา และอัตราโทษ ตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ศ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ.2537)

ลำดับ     ข้อหาหรือฐานความผิด        อัตราโทษ

1 ประกอบการขนส่งประจำทางโดยไม่ได้รับอนุญาต
>> จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2 ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางโดยไม่ได้รับอนุญาต
>> จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3 ประกอบการขนส่งด้วยรถขนาดเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต
>> จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4  ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต
>> จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

5 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งใช้รถผิดประเภท
>> จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

6 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทาง ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดจำนวนรถที่ต้องการใช้ใน การประกอบการขนส่ง ตามเส้นทางที่ใช้ในการประกอบ การขนส่ง
>> ปรับตามจำนวนรถที่ขาด คันละไม่เกิน 5,000 บาท ต่อหนึ่งวัน จนกว่าปฏิบัติให้ ถูกต้อง

7 เป็นผู้ได้รับอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทาง ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ลักษณะ ชนิด ขนาดและสีของรถ และเครื่องหมายของผู้ประกอบการขนส่งที่ต้องให้ปรากฏ ประจำรถทุกคัน
>> ปรับไม่เกิน 50,000 บาท

8  เป็นผู้ได้รับอนุญาตประกอบการขนส่ง

(http://p3.isanook.com/cl/0/up/2013/10/Traffic-Rate.jpg)
http://p3.isanook.com/cl/0/up/2013/10/Traffic-Rate.jpg (http://p3.isanook.com/cl/0/up/2013/10/Traffic-Rate.jpg)

Credit : trafficpolice
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ตุลาคม 18, 2013, 10:49:33 pm
กล้องจับผิดจราจรรุ่นใหม่! โดนกันระนาว

http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=GDATVae6_K8#t=33 (http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=GDATVae6_K8#t=33)

http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=GDATVae6_K8#t=33 (http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=GDATVae6_K8#t=33)

-http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=GDATVae6_K8#t=33-

-------------------------------------------------

ถ้าจับจริง ออกใบสั่งจริง 

โดนกันเยอะแน่ๆ อิอิ

.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ตุลาคม 19, 2013, 08:44:20 am
รถสตาร์ตไม่ติด แก้ปัญหาอย่างไร ?

-http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1382075216&grpid=&catid=09&subcatid=0903-


คอลัมน์ คาร์ทิปส์

(http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2013/10/car05181056p1.jpg)


ถ้าคุณขับรถอยู่แล้วรถคุณดับสตาร์ตเท่าไหร่ก็ไม่ติด หรือสตาร์ตไม่ติดคุณจะทำอย่างไร ถ้าผู้ขับขี่ที่มีพื้นฐานความรู้ด้านช่างอยู่บ้างก็คงจะพอแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ แต่ถ้าเป็นผู้ขับขี่มือใหม่คงจะต้องโทร.ตามช่าง หรือไม่ก็สอบถามผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับรถยนต์เพื่อที่จะทำการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ขับต่อไปได้

เมื่อบิดกุญแจแล้วเครื่องยนต์ไม่หมุนแต่มีเสียงดังแชะๆ หรือไม่ดัง ถ้าอาการนี้เกิดขึ้นกับรถยนต์ของคุณ ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่า แบตเตอรี่ หรือไดสตาร์ตมีปัญหา ให้ลองบีบแตรดูอาการว่าแตรดังปกติหรือไม่? แบตเตอรี่อาจจะอ่อนเกือบหมด ทำให้หมุนไดสตาร์ตไม่ไหว ได้แค่กระตุ้นโซลินอยด์เบาๆ แต่หมุนไม่ไหวจึงมีเสียงแชะๆ

ถ้าหากแบตเตอรี่มีไฟ ไดสตาร์ตอาจขัดข้อง ถ้าไดสตาร์ตขัดข้องให้ทดลองหาท่อนไม้มาเคาะไดสตาร์ต (ต้องระมัดระวังอย่าให้โดนอุปกรณ์อื่นๆ ด้วย) ถ้าสตาร์ตติดแสดงว่าไดสตาร์ตสกปรก แต่หลังจากนั้นก็ต้องถอดไปทำความสะอาดด้วย แต่ถ้าเคาะแล้วยังไม่ทำงานก็ต้องถอดออกไปซ่อม

บิดกุญแจแล้วเครื่องหมุนอืดๆ ไม่ยอมทำงานเอง ถ้าคุณได้ยินเสียงไดสตาร์ต และการหมุนของเครื่องยนต์ แต่เป็นการหมุนช้าๆ หรืออืดๆ อาการนี้ มักจะมีปัญหามาจากแบตเตอรี่ไฟอ่อน แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ หรือไดชาร์จไม่ปกติ ไม่ใช่ปัญหาที่ตัวเครื่องยนต์

อาการขัดข้องแบบนี้ถ้าเป็นระบบเกียร์ธรรมดา สามารถเข็นโดยเข้าเกียร์ 2 กระตุกติดเครื่องยนต์ได้ หรือถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติก็สามารถพ่วงแบตเตอรี่จากภายนอกเพื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ให้ติดได้

เมื่อเครื่องยนต์ทำงานแล้วให้ดูไฟรูปแบตเตอรี่ที่หน้าปัด ว่าสว่าง หรือเลือนราง ถ้าไฟรูปแบตเตอรี่ไม่สว่างแสดงว่าการชาร์จไฟปกติ แต่ถ้ารูปไฟแบตเตอรี่สว่างขึ้นโชว์ไม่ดับ แนะนำให้นำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อทำการตรวจเช็กการชาร์จไฟของไดร์ชาร์จโดยด่วน เพราะถ้าคุณขับรถต่อไปเครื่องยนต์อาจจะดับเองได้อีก

ที่มา http://phithan-toyota.com/th (http://phithan-toyota.com/th)

(ที่มา:มติชนรายวัน 17 ต.ค.2556)

หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ตุลาคม 30, 2013, 09:27:01 pm
จับเจ้าของรถหัวหมอ ถูกล็อกล้อ แต่แอบถอดล้ออะไหล่มาเปลี่ยน
-http://hilight.kapook.com/view/92929-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/1391429_178086589046846_308197275_n.jpg)


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร - บก.02
       
            บก.02 โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีเจ้าของรถหัวหมอ ถูกล็อกล้อ แต่แอบถอดล้ออะไหล่มาเปลี่ยน โดนจับ คุก 3 เดือน ปรับ 5 พันบาท

            วันนี้ (30 ตุลาคม 2556) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เฟซบุ๊ก ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร - บก.02 ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับกรณีที่เจ้าของรถจอดรถในที่ผิดกฎหมาย ถูกล็อกล้อ แต่หัวหมอเอาล้ออะไหล่มาเปลี่ยน โดนจับ โทษจำคุก 3 เดือน ปรับไม่เกิน 5 พันบาท โดยมีข้อความดังนี้...

            "จอดรถผิดกฎหมาย ถูกล็อกล้อ ถูกปรับ แต่ถ้าไปทำลายเครื่องบังคับหรือถอดออก จะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 150 วรรค 2 ในข้อหา เคลื่อนย้ายรถที่เจ้าพนักงานจราจรได้ใช้เครื่องมือบังคับมิให้เคลื่อนย้ายโดยมิได้รับอนุญาต มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

            โดยเมื่อเช้านี้ (30 ตุลาคม 2556) เวลา 08.41 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.คลองตัน ได้ทำการบังคับล้อรถทะเบียน 1 กศ-7573 กทม ที่จอดผิดกฎหมายในซอยบาร์โบส ถนนพระราม 4 ปรากฏว่า ต่อมาได้มีนายไพบูลย์ อินทร์แก้ว อายุ 34 ปี ชาว จ.อุบลราชธานี เจ้าของรถได้ออกมาถอดล้อแม็กซ์ที่มีเครื่องบังคับล้อออก และเอายางอะไหล่มาใส่แทน เพื่อขับรถออกไป แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตรวจพบ จึงถูกจับกุมดำเนินคดีส่งฟ้องศาลต่อไปครับ"

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/Untitled-2_10.jpg)


http://hilight.kapook.com/view/92929 (http://hilight.kapook.com/view/92929)
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ตุลาคม 30, 2013, 09:40:43 pm
บก.จร.ขยายอีก30 เส้นทาง จับจริงปรับจริงยกจริง จอดรถบนถนน เริ่ม 1 พ.ย.56

-http://auto.sanook.com/6042/%E0%B8%9A%E0%B8%81.%E0%B8%88%E0%B8%A3.%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%8130-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1-1/-



    ภายหลังจากที่ กองบังคับการตำรวจจราจร  ได้ดำเนินการจับจริงปรับจริงยกรถจริง ตั้งแต่เมื่อวันที่  21 ตุลาคม เป็นต้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในเส้นทางสำคัญ ในเขตกรุงเทพมหานคร นั้น

     เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผบก.จร. ระบุ ได้มีการขยายโครงการระดมแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในเส้นทางสำคัญ ระยะที่ 2  โดยยกรถที่จอดผิดกฎหมายออกจากพื้นที่ เพิ่มอีก 30 เส้นทาง

     30 เส้นทางที่เพิ่มขึ้นมา ได้แก่

1.ถนนประชาราษฎร์สาย 1 ตั้งแต่หน้าวัดสร้อยทอง ถึงแยกเกียกกาย
2.ถนนสามเสน ตั้งแต่แยกเกียกกาย ถึงแยกบางลำภู
3.ถนนรามอินทรา ตั้งแต่วงเวียนบางเขน ถึงแยกมีนบุรี
4.ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่วงเวียนบางเขน ถึงสุดเขต กทม.
5.ถนนงามวงศ์วาน ตั้งแต่แยกเกษตร ถึงสุดเขต กทม.
6.ถนนประชาชื่น ตั้งแต่แยกตัดถนนประชาราษฎร์สาย 2 ถึงแยกพงษ์เพชร
7.ถนนนวมินทร์ ตลอดสาย
8.ถนนร่มเกล้า ตั้งแต่แยกเคหะร่มเกล้า ถึงแยกมอเตอร์เวย์
9.ถนนลาดกระบัง ตลอดสาย
10.ถนนประดิษฐมนูธรรม ตั้งแต่แยกพระราม 9 ถึงแยกถนนรามอินทรา
11.ถนนศรีนครินทร์ ตั้งแต่แยกลำสาลี ถึงสุดเขต กทม.
12.ถนนเสรีไทย ตั้งแต่แยกนิด้า ถึงแยกคลองครุ
13.ถนนเจริญกรุง ตั้งแต่ท่าน้ำถนนตก ถึงแยกสี่พระยา
14.ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ตลอดสาย
15.ถนนจักรเพชร ตั้งแต่หน้า สน.พระราชวัง ถึงแยกเมอร์รี่คิงส์
16.ถนนบำรุงเมือง ตั้งแต่แยกแม้นศรี ถึงแยกกษัตริย์ศึก
17.ถนนกรุงเกษม ตั้งแต่แยกตัดถนนสันติภาพ ถึงแยกกษัตริย์ศึก
18.ถนนเยาวราช ตลอดสาย
19.ถนนสีลม ตลอดสาย
20.ถนนจรัญสนิทวงศ์ ตลอดสาย
21.ถนนเจริญนคร ตลอดสาย
22.ถนนรัชดาภิเษก-พระราม 3 ตั้งแต่แยกรัชดา-พระราม 4 ถึงแยกใต้ทางด่วนสาธุประดิษฐ์
23.ถนนรัชดาภิเษก-ตลาดพลู ตั้งแต่แยกมไหสวรรย์ ถึงแยกท่าพระ
24.ถนนสมเด็จเจ้าพระยา ตลอดสาย
25.ถนนกรุงธนบุรี ตลอดสาย
26.ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน ตลอดสาย
27.ถนนเพชรเกษม ตั้งแต่วงเวียนใหญ่ ถึงสุดเขต กทม.
29.ถนนพระราม 2 ตั้งแต่แยกดาวคะนอง ถึงสุดเขต กทม.
และ 30.ถนนราชพฤกษ์ ตั้งแต่แยกบรมราชชนนี ถึงแยกถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน

     โดยจะมีการดำเนินการตั้งแต่ เวลา 06.00 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน นี้
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤศจิกายน 17, 2013, 08:37:09 pm
‘แซงซ้าย‘ สรุปว่าผิดกฏหมายหรือไม่?

-http://auto.sanook.com/6082/%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%8F%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88/-


  การแซงซ้ายถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ความเร็วสูงบนทางหลวง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังคงมีผู้ใช้รถอีกจำนวนหนึ่ง ที่มีพฤติกรรม 'แช่ขวา' คือการขับรถชิดขอบทางด้านขวา ด้วยความเร็วไม่มากนั่นเอง ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ที่ขับรถมาด้วยความเร็วสูงกว่า ไม่มีพื้นที่ให้แซงขึ้นไป หากเจอพฤติกรรมเช่นนี้ จะปฎิบัติอย่างไรดี?

แซงซ้าย ผิดกฏหมาย!

      พรบ.จราจรทางบก ปี 2522 หมวด 2 มาตรา 45 ระบุไว้ชัดเจนว่า 'ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ ขับรถแซงหน้ารถคันอื่นทางด้านซ้าย' ด้วยเหตุนี้แล้ว การแซงซ้ายนั้นถือว่าผิดกฏหมายเต็มๆ


อ้าว! แล้วพวก 'แช่ขวา' ล่ะ

     อย่างไรก็ดี ยังมีกลุ่มผู้ใช้รถบางคน ที่มีพฤติกรรมการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำในช่องเดินรถขวาสุด โดยไม่สนใจว่ามีรถคันหลังที่ใช้ความเร็วสูงกว่า ซึ่งเหตุผลที่มักพบอยู่บ่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น สภาพผิวถนนเลนซ้ายไม่ดี วิ่งเลนขวาสบายใจกว่า หรือ ผู้ขับขี่อาจคิดว่าตนใช้ความเร็วตามกฏหมายกำหนดแล้ว ไม่จำเป็นต้องชิดซ้าย

     การขับช้าขวางเส้นทางนั้น ผิดพรบ.การจราจรทางบก มาตรา 35 ระบุว่า รถที่มีความเร็วช้าหรือรถที่มีความเร็วต่ำกว่ารถคันอื่น ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ขอบเดินรถทางซ้ายเท่าที่จะกระทำได้ โดยมิได้กล่าวถึงอัตราความเร็ว หมายความว่า ถึงแม้จะใช้ความเร็วสูงสุดตามที่กฏหมายกำหนดแล้วก็ตาม คุณจำเป็นต้องใช้เลนทางซ้ายมืออยู่ดี โดยให้รถที่เร็วกว่า สามารถแซงไปทางขวาได้

'แช่ขวา' ยังไงก็ไม่หลบ 'แซงซ้าย' ก็ผิดกฏหมาย แล้วจะให้ทำอย่างไร?

     อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัตินั้น ผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรม 'แช่ขวา' ยังคงมีให้เห็นในถนนบ้านเรา แม้จะให้สัญญาณไฟขอทาง หรือสัญญาณแตรแล้วก็ตาม กฎหมายจึงระบุข้อยกเว้นในมาตรา 45 (2) ว่าผู้ขับขี่สามารถแซงขึ้นไปทางซ้ายได้ เมื่อเห็นว่าปลอดภัย ทั้งนี้เพื่อไม่ให้รถต่อแถวกันยาวเป็นหางว่าวเนื่องจากต้องต่อท้ายรถที่มีพฤติกรรมดังกล่าว

     สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาที่พบอยู่บ่อยๆ คือ เมื่อสามารถแซงขึ้นไปทางซ้ายได้แล้ว ผู้ขับขี่บางคนอาจมีความรู้สึกโกรธแค้นจนก่อให้เกิดการ 'เอาคืน' ด้วยการปาดหน้ากระชั้นชิด หรือแซงขึ้นหน้าแล้วเหยียบเบรคแรงๆ สิ่งเหล่านี้ถือว่าไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุยิ่งกว่า ให้ลองคิดว่าหากรถที่ขับช้านั้น เป็นญาติพี่น้องเราเอง เราคงไม่ทำพฤติกรรมเช่นนั้น

     ทางที่ดีเมื่อแซงได้แล้ว ก็ขับต่อไปโดยไม่ต้องสนใจ ปล่อยให้กฎหมายเป็นผู้จัดการเขาเอง


พื้นผิวจราจรเลนซ้ายไม่ดี บางทีก็ต้องเห็นใจ!

     พื้นผิวทางหลวงข้ามจังหวัดบางเส้นนั้น มีสภาพค่อนข้างแย่ การขับขี่บนถนนขรุขระเช่นนั้น อาจทำให้รถเกิดความเสียหายได้ด้วยเหมือนกัน ข้อแนะนำเล็กน้อยสำหรับผู้รักรถ คือ ผู้ขับอาจใช้เลนขวาที่สภาพถนนเรียบกว่าได้ แต่ต้องหมั่นมองกระจกหลังเป็นระยะ หากพบว่ามีรถวิ่งมาด้วยความเร็วสูง ให้เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย พร้อมหลบเข้าเลนทางซ้ายไปก่อน

     แต่ต้องพึงระลึกไว้ว่า ช่องทางเดินรถขวาสุด มีไว้สำหรับรถที่วิ่งเร็วกว่า ทั้งยังเป็นการเปิดช่องให้ตำรวจทางหลวงเรียกได้เสมอ ทางที่ดีปฏิบัติตามกฎจราจรได้จะดีที่สุด



หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ธันวาคม 17, 2013, 09:20:18 pm
ภาพสยองจากกล้องวงจรปิด เวบข่าวตำรวจศรีสะเกษ ในรูปแบบที่แตกต่าง

ภาพสยองจากกล้องวงจรปิด เวบข่าวตำรวจศรีสะเกษ ในรูปแบบที่แตกต่าง (http://www.youtube.com/watch?v=sZAoE1Sv50s#)

ภาพสยองจากกล้องวงจรปิด เวบข่าวตำรวจศรีสะเกษ ในรูปแบบที่แตกต่าง (http://www.youtube.com/watch?v=sZAoE1Sv50s#)

-http://www.youtube.com/watch?v=sZAoE1Sv50s-
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ธันวาคม 28, 2013, 07:13:09 am
5 วีธีขับขี่ปลอดภัยช่วงปีใหม่

-http://auto.sanook.com/6261/6-%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88/-


 ช่วงเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นช่วงที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจำนวนมาก วันนี้ Sanook!Auto มีข้อแนะนำ 5 ข้อง่ายๆเพื่อการขับขี่ปลอดภัยรับช่วงปีใหม่ 2557 มาฝากกันครับ

     สถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่เมื่อปีที่แล้ว (ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค. 2555 จนถึง 2 ม.ค 2556) พบว่า เกิดอุบัติเหตุทั่วประเทศกว่า 3,176 ครั้ง โดยมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 365 ราย และผู้บาดเจ็บกว่า 3,329 ราย ซึ่งบริเวณที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นเส้นทางตรงเสียด้วยครับ ถ้างั้นเรามาดูข้อปฏิบัติ 5 ข้อง่ายๆกันเลยดีกว่า

 ข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อง่ายๆเพื่อการขับขี่ปลอดภัย

     1.ใช้ความเร็วที่เหมาะสม

      เนื่องจากช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีผู้ใช้รถร่วมกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้ขับขี่จึงควรใช้ความเร็วให้น้อยลง เพื่อการตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุลดลงนั่นเอง ทั้งยังเป็นการประหยัดน้ำมันไปในตัวอีกด้วย

     แต่หากกังวลว่าจะถึงที่หมายไม่ทันเวลานั้น ก็เพียงเริ่มออกเดินทางให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ก็จะทำให้ถึงที่หมายได้ตรงตามเวลา และยังปลอดภัยอีกด้วย

     2.ห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่

     การใช้โทรศัพท์ขณะขับรถยนต์เป็นสิ่งอันตราย เพราะจะทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิในการขับรถ และทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินช้าลงอีกด้วย ทางที่ดีควรให้ผู้ที่นั่งไปด้วยเป็นผู้สนทนาแทนจะดีกว่า หรือหากจำเป็นก็ควรหยุดรถให้เรียบร้อยเสียก่อน

     3.ผ่อนคลาย..ไม่หงุดหงิด

     การใช้รถใช้ถนนร่วมกันกับผู้คนอีกมากมายนั้น อาจทำให้ผู้ขับขี่เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความหงุดหงิดขณะขับรถ แต่สิ่งสำคัญนั่นก็คือ การควบคุมอารมณ์ตนเองมิให้อยู่เหนือการกระทำ ยกตัวอย่างเช่น หากถูกรถคันอื่นปาดหน้า ก็ควรปล่อยเขาไป ไม่ต้องเอามาใส่ใจให้เสียอารมณ์

    4. เว้นระยะห่างจากรถคันหน้า

     ผู้ขับสามารถลดความเสี่ยงต่อการชนท้ายได้ง่ายๆ เพียงรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าไว้ 2 วินาที วีธีการก็คือ ให้เริ่มต้นนับจากจุดที่รถคันหน้าขับผ่าน โดยอาจสังเกตจากป้ายบอกถนนหรืออะไรก็ตาม จากนั้น เราควรใช้เวลาประมาณ 2 วินาทีในการขับผ่านจุดดังกล่าว จึงจะถือเป็นระยะห่างที่เหมาะสม

     นอกจากนั้น ในกรณีที่ทัศนวิสัยย่ำแย่มาก เช่น หากมีฝนตกหรือหมอกลงจัด ก็ควรใช้ระยะห่างมากขึ้นกว่าเดิม

     5. เมาไม่ขับ

     ข้อนี้สำคัญที่สุดนะครับ เพราะทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าการเมาแล้วขับ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย และเป็นอันตรายต่อคนรอบข้างอย่างยิ่ง ดังนั้น หากใครเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดื่มสังสรรค์ ก็ควรมอบกุญแจรถให้ผู้อื่นขับแทน หรือใช้บริการรถสาธารณะเสียเลยจะดีกว่า

     ที่กล่าวมาแต่ละข้อล้วนแต่เป็นเรื่องง่ายๆที่เราทราบดี เพียงแต่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จึงจะช่วยลดอุบัติเหตุได้อย่างจริงจัง

หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ธันวาคม 31, 2013, 10:39:51 am
5 ท่าคลายเมื่อยหลังพวงมาลัย คนขับรถไกล ๆ ลองทำดู

-http://health.kapook.com/view78820.html-


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลทีไร ถนนหนทางเส้นหลัก ๆ ในต่างจังหวัดที่จะพาไปสู่สถานท่องเที่ยวนั้นช่างติดขัดสาหัสเสียจริง ๆ ทำเอาคนขับรถเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว อ่อนเพลียเอาได้ง่าย ๆ และทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมีสูงขึ้นไปด้วย แต่ถ้าไม่อยากให้ทริปท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวหมดสนุก ลองมาดูข้อมูลดี ๆ จากกรมอนามัย ที่ให้คำแนะนำนักท่องเที่ยวที่ขับรถยนต์ทางไกลกันเลย

ป้องกันปวดหลัง ด้วยการปรับเบาะนั่ง

          เพื่อไม่ให้ปวดหลังและเมื่อยล้า ต้องเริ่มจากการปรับเบาะที่นั่งคนขับก่อน ด้วยการเลื่อนเบาะที่นั่งให้อยู่ในระดับเหมาะสมกับตนเอง หลังพิงพนักพอดี ไม่ควรนั่งห่างหรือชิดพวงมาลัยมากเกินไป เพราะจะทำให้หลังโค้ง พิงพนักไม่ได้ หรือพิงได้แต่เวลาขับต้องเหยียดแขนและเข่ามากขึ้น จนกลายเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการปวดหลัง ซึ่งหากมีอาการปวดหลังเป็นเวลานานและไม่มีการดูแลป้องกันอย่างถูกวิธีแล้ว อาจทำให้เสี่ยงปวดหลังถาวรได้


5 ท่าง่าย ๆ คลายเมื่อยล้าหลังขับรถนาน

          ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย ได้แนะนำวิธีบริหารร่างกายด้วย 5 ท่าง่าย ๆ ให้ผู้ขับรถทางไกลนำไปใช้ลดอาการเมื่อยล้ากันแบบนี้

          ท่าที่ 1 ท่าหงายมือแขนแนบลำตัว อาจยกด้วยมือเดียวหรือสองมือก็ได้ เกร็งข้อศอกแล้วยกขึ้นถึงหัวไหล่ จากนั้นค่อย ๆ เอาแขนลงช้า ๆ ทำซ้ำเช่นนี้สลับกันทั้ง 2 แขน จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการบังคับพวงมาลัยรถเป็นเวลานาน ๆ

           ท่าที่ 2 ท่ายืดกล้ามเนื้อใต้ท้องแขนส่วนบน เริ่มจากยกแขนขวาตั้งศอกให้ขนานกับพื้น ตั้งฉากกับลำตัว ใช้มือซ้ายจับข้อศอกขวา แล้วออกแรงผลักไปข้างหลังค้างไว้ นับ 1-5 แล้วสลับข้าง ทำซ้ำกัน 5 ครั้ง

           ท่าที่ 3 ท่ายืดไหล่ ทำได้โดยนั่งยืดตัว แล้วบีบไหล่ยกขึ้นไปหาใบหู ค้างไว้ นับ 1-2 แล้วเอาลง ทำซ้ำ 5 ครั้ง จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้น

           ท่าที่ 4 ท่าบิดตัว นั่งยืดตัวตรงขึ้น มือจับที่ขอบเบาะ มือซ้ายสอดใต้ขาขวา บิดตัวค้างไว้ นับ 1-5 ทำสลับข้างไปสัก 5 ครั้ง

          ท่าที่ 5 ท่าบริหารเท้า นั่งเหยียดขาออกไปด้านหน้า ยกเท้าให้ลอยขึ้นพ้นพื้น เหยียดปลายเท้าให้สุด จากนั้นกระดกปลายเท้าขึ้น-ลง ทำ 5 ครั้งแล้วสลับข้างซ้าย-ขวา จะช่วยคลายเมื่อยได้

Note !

          สิ่งสำคัญที่สุดในการขับรถคือความปลอดภัย ดังนั้น ผู้ขับขี่ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา และห้ามดื่มของมึนเมาเด็ดขาด

          ถึงจะไม่ปวดหลัง ไม่เมื่อยล้า แต่ถ้าเกิดรู้สึกเพลีย ง่วงนอนขึ้นมาเมื่อไร ต้องแวะจอดพักในสถานที่ปลอดภัยทันที อย่าฝืนขับรถต่อไปเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ยอมเสียเวลาพักเอาแรงนิดหน่อยจะได้มีแรงขับรถต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ดีกว่าต้องมาเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก-http://www.anamai.moph.go.th/ewt_news.php?nid=5946&filename=index-



หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มกราคม 21, 2014, 09:09:22 pm
เรืองรถยนต์ ไม่เกี่ยวกับ การขับรถ

แต่ขอลงไว้ให้เป็นความรู้กันครับ


---------------------------------------------------------------------------------


4 เรื่องที่คุณไม่รู้ของแอร์ในรถยนต์

-http://club.sanook.com/21365/4-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81-


แอร์รถยนต์ ไม่เพียงแค่เป็นแหล่งรวมของฝุ่นละออง แต่ยังเป็นที่อยู่ของเชื้อโรค เชื้อรา เชื้อแบคทีเรียหลายชนิด ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคุณและครอบครัว เพื่อสุขภาพอนามัย เราจึงควรล้างตู้แอร์ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และนี่คือ 4 เรื่องที่คุณไม่รู้ที่ควรอ่าน

- ฝุ่น จากภายนอกรถจะเข้ามาในระบบแอร์ทุกครั้งที่เปิดแอร์ เมื่อฝุ่นละอองมาเกาะอยู่ตามแผงคอยล์เย็นในตู้แอร์ ทุกครั้งที่เปิดแอร์ ลมแอร์ก็จะพัดเอาฝุ่นเล็ก ๆ เข้ามาในตัวรถ ยิ่งนั่งอยู่ในรถนาน ก็ยิ่งสูดฝุ่นเข้าไปในร่างกาย สะสมไปเรื่อย ๆ นานวันก็จะกลายเป็นสาเหตุของปัญหาโรคภูมิแพ้ โรคเยื่อบุในระบบทางเดินหายใจ

- ซากแมลงที่เน่าเปื่อยตายอยู่ในตู้แอร์ เป็นสิ่งที่พบได้เสมอ และนับเป็นอันตรายที่มองไม่เห็นและส่งผลต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง นอกจากคุณจะสูดฝุ่นละอองเข้าไป คุณยังสูดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย นั่นทำให้ร่างกายรับสารและก่อให้เกิดโรคแปลก ๆ ที่ไม่คาดคิดมากมาย โดยเฉพาะโรคจากการติดเชื้อในปอด และอวัยวะภายในร่างกาย

- เครื่องฟอกอากาศส่วนใหญ่จะอยู่ด้านหลัง แต่ตัวคุณขับรถอยู่ด้านหน้า ลมแอร์ที่เป่าออกมา จึงเหมือนส่งตรงเข้าจมูก ปอด ให้สูดก่อนที่เครื่องฟอกอากาศจะฟอกอากาศ ในขณะที่การหาซื้อเครื่องฟอกอากาศคุณภาพดีมาติดตั้ง ต้องใช้เงินมากกว่ามาก ดังนั้นการกำจัดที่สาเหตุ ด้วยการล้างตู้แอร์จึงเป็นทางหลีกเลี่ยงโรคภัยที่ดี และประหยัดกว่า

- หนึ่งในการล้างตู้แอร์ที่ได้รับการตรวจสอบ และรับรองโดยองค์การอาหารและยา คือ การนำตู้แอร์มาทำความสะอาด ผ่านการล้างน้ำยาด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถแวะทำความสะอาดได้กับศูนย์บริการใกล้บ้าน

ขอบคุณข้อมูลจาก วิชาการดอทคอม

http://club.sanook.com/21365/4-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81 (http://club.sanook.com/21365/4-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81)



หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มกราคม 28, 2014, 05:54:13 am
นครบาลเตรียมจับ-ปรับจริง! 13 ข้อหาจราจร ตั้งแต่ 1 ก.พ.นี้้

-http://auto.sanook.com/6335/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87-13-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1-1-%E0%B8%81.%E0%B8%9E/-


  พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น.รับผิดชอบงานด้านการจราจรและคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจร เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.เป็นต้นไป จะเริ่มจับจริงปรับจริง 13 ข้อหาหลักตามพ.ร.บ.จราจร เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน หากพบว่าฝ่าฝืนจะถูกเรียกปรับทันที



  13 ข้อหาจับปรับจริงตั้งแต่ 1 ก.พ.เป็นต้นไป

    จอดรถในที่ห้ามจอด
    จอดรถซ้อนคัน
    จอดรถบนทางเท้า
    ขับรถบนทางเท้า
    แซงรถในที่สาธารณะ
    ขับรถย้อนศร
    ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง
    เมาแล้วขับ
    ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
    ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ
    แซงรถในที่คับขัน
    ไม่มีใบอนุญาตขับขี่
    ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด



     ซึ่งข้อหาดังกล่าว เป็นความผิดจราจรที่พบเห็นได้บ่อย และก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตำรวจนครบาลจึงจะบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างเข้มงวด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นบนท้องถนนนั่นเอง

 
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มีนาคม 02, 2014, 08:52:02 pm
คลิปนาทีชีวิต หนุ่มซิ่งจยย.ฝ่าแผงกั้นรถไฟถูกรถไฟชนดับ


-http://auto.sanook.com/6440/คลิปนาทีชีวิต-หนุ่มซิ่งจยย.ฝ่าแผงกั้นรถไฟถูกรถไฟชนดับ/-


ภาพเหตุการณ์หนุ่มขี่จักรยานยนต์ฝ่าแผงกั้นรถไฟ บริเวณรางรถไฟถนนหลวงแพ่ง เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้ถูกรถไฟชนเสียชีวิต เป็นเหตุการณ์ที่เตือนสติผู้ใช้รถใช้ถนนได้เป็นอย่างดีว่า ไม่ควรขับรถฝ่าแผงกั้นรถไฟเพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิตได้

(http://p3.isanook.com/au/0/ud/1/6440/203.jpg)

<iframe width="550" height="315" src="http://video.sanook.com/embed/player/524650" frameborder="0" allowfullscreen ></iframe> (http://<iframe width="550" height="315" src="http://video.sanook.com/embed/player/524650" frameborder="0" allowfullscreen ></iframe>)

http://video.sanook.com/player/524650/มอไซต์ฝ่าไฟแดง-รถไฟชนดับ! (http://video.sanook.com/player/524650/มอไซต์ฝ่าไฟแดง-รถไฟชนดับ!)

 เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 18.30 น. เกิดเหตุรถไฟสายกรุงเทพฯ-ปราจีนบุรี ชนผู้ขับขี่จักรยานยนต์เสียชีวิต ทราบชื่อภายหลังคือ นายบุญยศักดิ์ กงเกียน อายุ 16 ปี  โดยขณะเกิดเหตุกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นภาพช่วงที่รถยนต์หยุดรอขบวนรถไฟ บริเวณแผงกั้นทางรถไฟ แต่ผู้ตายขับรถจักรยนต์ฝ่าแผงกั้นทางรถไฟ ทำให้ถูกรถไฟชนเสียชีวิต หลังเกิดเหตุมีผู้นำคลิปเหตุการณ์ดังกล่าวมาเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อเตือนสติผู้ใช้รถใช้ถนนให้ปฎิบัติตามกฎ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว


(ขอบคุณเนื้อหาจาก VoiceTV)
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มีนาคม 07, 2014, 05:34:44 am
รถเมล์สาย 8 ก่อเรื่องอีก ตามเบียดเก๋งลอย ฉุนไม่ให้ทาง

-http://hilight.kapook.com/view/98911-

(http://www.tairomdham.net/index.php?action=dlattach;topic=8971.0;attach=2409;image)

(http://www.tairomdham.net/index.php?action=dlattach;topic=8971.0;attach=2408;image)




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ทวิตเตอร์ @jirasak

            รถเมล์สาย 8 ก่อเรื่องอีกแล้ว ตามเบียดรถเก๋งลอยพื้น หลังรถเก๋งไม่ยอมให้ทาง ชาวเน็ตแชร์ภาพว่อน วิจารณ์สนั่น

            หากยังจำกันได้ ก่อนหน้านี้มีผลสำรวจเกี่ยวกับการให้บริการรถประจำทางระบุว่า รถประจำทางสาย 8 หรือ รถเมล์สาย 8 เป็นรถเมล์ที่ควรปรับปรุงมากที่สุด เนื่องจากขับรถเร็วและอันตราย ไม่จอดรถรับส่งผู้โดยสารตรงป้าย สภาพรถเก่า ฯลฯ จนทำให้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขึ้นรถเมล์สาย 8 สำรวจปัญหาที่ได้รับร้องเรียนมาด้วยตัวเอง ซึ่งทางรถเมล์สาย 8 ก็สัญญาว่าจะปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้น

            อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (6 มีนาคม 2557) กลับมีประเด็นของรถเมล์สาย 8 ให้ชาวเน็ตได้วิพากษ์วิจารณ์กันอีกแล้ว เมื่อผู้ใช้ทวิตเตอร์ @jirasak ได้โพสต์ภาพอุบัติเหตุรถเมล์สาย 8 สีขาว-น้ำเงิน หมายเลขหลังรถ 36-115 ที่อยู่ในช่องกลาง ขับไปเบียดรถยนต์ที่อยู่ในช่องขวาสุดจนรถยนต์ลอยขึ้นมาจากพื้นถนน พร้อมกับเขียนข้อความว่า

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc4/Untitled-3_6.jpg)

"คนขับรถเมล์คันนี้ขับเลวมาก ขับเบียดกับรถเก๋งตรงแยก รถเก๋งไปได้สุดท้ายมันตามไปเบียดคืนลอยเลยต่อหน้าต่อตา สงสารป้าคนขับ คนขับรถเมล์น่าจะมีสอบ EQ ก่อนให้ออกมารับผิดชอบชีวิตผู้โดยสารเยอะ ๆ นะ"

            ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวได้ถูกแชร์ต่อกันในโลกไซเบอร์อย่างรวดเร็ว พร้อมกับต่อว่าพฤติกรรมของคนขับรถเมล์สาย 8 ที่ยังไม่ปรับปรุง เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากนี้ หลายคนยังเตือนให้ระมัดระวัง หากขับรถอยู่ใกล้ ๆ รถเมล์สาย 8 ให้รีบอยู่ให้ห่าง ๆ เข้าไว้




หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ เมษายน 05, 2014, 08:44:46 am
พากย์จราจร เหมือนพากย์บอล อย่างฮา

-http://world.kapook.com/pin/533e824538217a4f1c000000-


http://world.kapook.com/pin/533e824538217a4f1c000000 (http://world.kapook.com/pin/533e824538217a4f1c000000)


.


หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ เมษายน 05, 2014, 07:43:08 pm
ไขปริศนา! นอนในรถอาจถึงตาย..เพราะอะไร?

-http://auto.sanook.com/6625/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%B2-%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2..%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/-

ปัจจุบันเรามักได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับการจอดรถติดเครื่องเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้แล้วงีบหลับ จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด คุณผู้อ่านสงสัยไหมครับว่า ทำไมระบบปรับอากาศจึงเป็นอันตรายเฉพาะเวลาจอดรถนิ่งๆ แต่ไม่เป็นอันตรายขณะขับขี่

     ว่าไปแล้ว หากผู้ขับขี่มีอาการง่วงซึมไม่ว่าจะขับระยะทางใกล้หรือไกล การงีบหลับซักครู่ถือเป็นทางออกที่ดีในการเดินทางต่อไปอย่างปลอดภัย แต่รู้ไหมครับว่า ระบบปรับอากาศของรถที่จอดนิ่งๆ กลับมีอันตรายกว่าขณะที่รถกำลังขับเคลื่อน ซึ่งอันตรายที่ว่านั้น ไม่ใช่จากระบบเครื่องปรับอากาศของรถยนต์โดยตรง แต่เป็นมลพิษที่ออกมาจากท่อไอเสียนั่นเอง แต่คุณผู้อ่านสงสัยหรือไม่ครับว่า ควันจากท่อไอเสียนั้นเข้ามาในห้องโดยสารได้อย่างไร..?

     เรามักเข้าใจว่าระบบปรับอากาศในรถยนต์นั้นเป็นระบบปิดและหมุนเวียนภายในห้องโดยสาร 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริง แม้เราจะกดปุ่มเพื่อให้อากาศหมุนเวียนแล้ว แต่พัดลมแอร์ก็ยังดูดอากาศภายนอกบางส่วนเข้ามา (จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเราจึงได้กลิ่นจากภายนอกเมื่อเราขับรถผ่านควันเผาเศษขยะข้างทาง) ซึ่งถ้ารถยนต์มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดนั้น พัดลมดังกล่าวก็จะดูดอากาศบริสุทธิ์เข้ามา (หรืออากาศที่ไม่อยู่ในระดับที่เป็นพิษ) ไม่ทำอันตรายต่อผู้โดยสารภายในรถ

 

     แต่ในทางกลับกัน หากจอดรถยนต์นิ่งๆแล้วปิดกระจกหน้าต่างทึบทั้ง 4 บาน พร้อมทั้งสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดแอร์ทิ้งไว้ ก็จะกลายเป็นสาเหตุให้อากาศจากท่อไอเสียโชยมายังบริเวณพัดลมแอร์ และถูกดูดเข้าไปยังห้องโดยสารทีละน้อยๆอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ห้องโดยสารมีก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่เป็นพิษ โดยร่างกายจะรับสารดังกล่าวเข้าไปทีละน้อยจนเป็นเหตุให้ขาดออกซิเจน เป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด

     ทางที่ดี หากรู้สึกมีอาการง่วงซึมขณะขับรถ ก็ควรจะจอดแวะล้างหน้าล้างตา หรือดื่มกาแฟ หรือถ้าต้องการงีบหลับในรถยนต์ ก็ควรจอดรถในที่ที่ปลอดภัย เช่น ปั๊มน้ำมันหรือที่ที่มีคนพลุกพล่าน จากนั้นให้ดับเครื่องยนต์แล้วใช้วีธีแง้มกระจกลงเล็กน้อยทั้งสี่บาน เพื่อให้มีอากาศถ่ายเท และควรล็อครถไว้เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดี ทางที่ดีควรตั้งเวลาปลุกไว้ประมาณ 10-15 นาที ซึ่งน่าจะเพียงพอแล้วเพื่อให้หายอ่อนเพลีย และพร้อมจะเดินทางต่อไปโดยสวัสดิภาพ

     เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับเทคนิคดีดีที่เรานำมาฝากกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการเดินทางไกลของคุณผู้อ่าน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ครับ

หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ เมษายน 07, 2014, 07:02:32 am
กำชับทุก บก.น. เข้ม 13 ข้อหาหลัก เตรียมจัดการจราจรแก้ปัญหารถติดหน้าห้าง
วันอาทิตย์ 6 เมษายน 2557 เวลา 16:45 น.


-http://www.dailynews.co.th/Content/bangkok/228383/%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A3-



พล.ต.ต.อดุลย์  ณรงค์ศักดิ์ รองผบช.น.ดูแลงานจราจร เปิดเผยว่า จากที่ปีนี้เป็นปีแห่งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บก.น.)จึงได้กำชับให้ทุก บก.น. 1-9 ดำเนินการกับผู้ที่ทำผิด 13 ข้อหาหลัก โดยผลการจับกุมตั้งแต่วันที่ 8มี.ค.-31 มี.ค. 57 พบว่ามีผู้กระทำความผิด 27,051 ราย โดยข้อหาที่พบผู้กระทำผิดมากที่สุดคือ จอดรถในที่ห้ามจอดจำนวน  18,021 ราย ไม่สวมหมวกนิรภัย 3,628 ราย ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ 3,530 ราย นอกจากนี้ยังมีสถิติการร้องเรียนเกี่ยวกับผลกระทบที่ทำให้รถติดผ่านทางสายด่วนจราจร 1197  โดยเก็บรวบรวมตั้งแต่เดือน ก.พ.-มี.ค. พบว่าตามถนนเส้นต่างๆในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีรถจอดในพื้นที่ห้ามจอดและจอดกีดขว้างการจราจรเป็นสาเหตุหลัก โดยเฉพาะในถนนที่มีการจราจรหนาแน่นอยู่แล้วอาทิ ถนนกรุงเกษม ถนนจักรพงษ์ ถนนนครไชยศรี ถนนประชาธิปไตย ถนนหลวง ถนนงามวงศ์วาน ถนนเกษตรนวมินทร์ ถนนหลานหลวง ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ถนนอโศก-ดินแดง  ถนนพระราม6  ทั้งนี้ตนยังได้กำชับให้แต่ละสน.ไปดำเนินการกำหนดพื้นที่ที่จะเข้าไปจัดการจราจร ตามโครงการแก้ไขปัญหาการจราจรหน้าห้างสรรพสินค้า ตลาดและป้ายรถเมล์มาเพิ่มเพื่อจะได้เร่งขยายโครงการให้ทั่วกรุงเทพฯ
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ เมษายน 07, 2014, 07:36:13 am
รถกับอันตรายจากมือถือ !!

-http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1396802268&grpid=&catid=19&subcatid=1904-

รถกับอันตรายจากมือถือ

คอลัมน์ ไซเบอร์ทีน

โดย พี่ศรีหนุ่ย

(http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2014/04/you05060457p1.jpg)


นับตั้งแต่มีการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือที่เราเรียกว่าโทรศัพท์มือถือมาใช้ อันตรายอันเกิดจากการใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถก็ดูเหมือนจะมีเพิ่มมากขึ้น สมัยก่อน ก่อนที่จะใช้มือถือ เราก็อาจจะเตือนกันว่า อย่าหันไปเปิดเพลง เปลี่ยนคลื่นวิทยุบ่อยๆ หรือก้มลงเก็บของ เพราะอาจจะทำให้เราเสียสมาธิในการขับรถได้

แต่พอมีมือถือใช้ ก็เริ่มต้องเปลี่ยนการเตือนเป็นว่า อย่าคุยโทรศัพท์ขณะขับรถ เพราะอาจทำให้เราเสียสมาธิได้ ยิ่งวิวัฒนาการมากขึ้น มาเป็นการส่งข้อความสั้น หรือเอสเอ็มเอส ก็ยิ่งทำให้เราต้องละสายตาจากการมองข้างหน้ารถ มาเป็นมองแป้นพิมพ์บนมือถือ ก็ยิ่งทำให้เสี่ยงต่ออันตรายมากขึ้น

จนมาถึงตอนนี้ การส่งข้อความยิ่งนิยมมากขึ้น รวมไปถึงการเปิดดูเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ก็แล้วแต่ ในช่วงที่กำลังขับรถอยู่ ก็ยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายระหว่างการขับรถมากขึ้น

มีรายงานข่าวของเอ็นบีซีนิวส์ ที่นำตัวเลขน่าสนใจของสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับเรื่องการใช้โทรศัพท์เพื่อส่งข้อความระหว่างการขับรถ ระบุไว้ว่า แต่ละปีมีรถที่เกิดอุบัติเหตุเนื่องจากการใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถ มากถึงราว 1.6 ล้านครั้งในสหรัฐ !!

ขณะที่เราต้องใช้เวลาในการเหลือบไปอ่านข้อความบนมือถือแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 4.6 วินาที เท่ากับเราต้องละสายตาจากการขับรถไปชั่วขณะ ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างยิ่ง

ตอนนี้ในสหรัฐ ซึ่งมีรัฐทั้งหมดอยู่ 50 รัฐ มีอยู่กว่า 40 รัฐแล้วที่ออกกฎหมายให้การส่งข้อความไปและขับรถไปเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และบทลงโทษก็มีความรุนแรงมากขึ้น

และว่า ตัวเลขของการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นถึง 1 ใน 4 เชื่อว่าเกี่ยวเนื่องกับการใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม แต่ตอนนี้สหรัฐเองก็ยังไม่มีมาตรฐานในการสอบสวนอุบัติเหตุเหล่านี้ขึ้นมาอย่างจริงจัง เพื่อตั้งเป็นกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์มือถือทั้งหลายในขณะขับรถ

เชื่อแน่ว่า ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยที่นิยมการใช้มือถือขณะขับรถ รวมทั้งการอ่านข้อความหรือส่งข้อความขณะขับรถ ก็น่าจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่ไม่ใช่น้อย

เช่นนั้นแล้วก็ฝากเตือนฝากบอกกันไปนะจ๊ะว่าขับรถต้องมีสมาธิอยู่ที่การขับ อย่าเพิ่งวอกแวกไปกับข้อความที่ส่งเข้ามามาก เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้ว จะไม่คุ้ม




หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ เมษายน 12, 2014, 07:39:41 pm
อภ.เตือนกินยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ก่อนขับรถ ระวังง่วง

-http://club.sanook.com/28965/%E0%B8%AD%E0%B8%A0-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94-%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A5-


ช่วงวันหยุดยาวนี้หลายท่านคงมีแผนเดินทางเพื่อกลับบ้านหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัดกันใช่ไหมคะ การเดินทางไกลด้วยการขับรถนานๆในสภาพอากาศร้อนจัดแบบนี้อาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าและไม่สบายได้ง่าย ทางแก้ที่ง่ายคือหายามารับประทาน แต่การทานยานั้น ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยองค์การเภสัชกรรมได้มีคำเตือนเกี่ยวกับการทายยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อมาดังนี้

 

องค์การเภสัชกรรมเตือนประชาชนที่ต้องเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ให้ระวังการทานยาแก้ปวด และยาคลายกล้ามเนื้อ ก่อนขับรถ อาจทำให้ง่วง หลับในและเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้



ภญ.นิภาพร ชาตะวิริยะพันธ์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนจำนวนมากต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถยนต์จำนวนมาก และปีนี้จากการคาดการณ์ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 268-334คน  ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน หนึ่งในนั้นคืออาการง่วงนอนหรือหลับใน องค์การฯจึงขอเตือนผู้ที่ต้องขับรถเดินทางควรระมัดระวังในการรับประทานยาแก้ปวด และยาคลายกล้ามเนื้อ อาทิ ยาแก้ปวดทรามาดอล(Tramadol), ยาแก้ปวดอะมิทริปทัยลีน(Amitriptyline) และยาแก้ปวดกาบ้าเพนติน(Gabapentin) เป็นต้น ซึ่งยาเหล่านี้มีฤทธิ์ในการกดประสาทส่วนกลาง เพื่อบรรเทาอาการปวด  ส่วนยาคลายกล้ามเนื้อ อาทิ ยาโทลเพอริโซน (Tolperisone) และยาออเฟเนดรีน (Orphenadrine)   ยาเหล่านี้มีฤทธิ์ในการลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดอาการปวดตึงทั้งร่างกาย ซึ่งยาทั้ง 2กลุ่มนี้ มีผลข้างเคียงมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล อาจจะทำให้ลดประสิทธิภาพในการขับขี่ ทำให้ตัดสินใจได้ช้าลง มองเห็นเป็นภาพเบลอ ไม่ชัด ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้

 

รองผู้อำนวยการฯ กล่าวอีกว่า ไม่เพียงยาทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว ยังมียาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอนชนิดอื่นๆ ซึ่งควรหลีกเลี่ยงเมื่อต้องขับรถเช่นกัน อาทิ ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก, ยาแก้แพ้ แก้คัน, ยากล่อมประสาท, ยาคลายกังวล, ยาแก้เวียนศีรษะ และยาแก้เมารถ นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ทานยาลดน้ำตาลในเลือด และต้องขับรถ หากระหว่างการเดินทางไม่สามารถทานอาหารได้ตรงเวลา อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ทำให้เวียนศีรษะ หน้ามืด เหงื่อออกมาก ใจสั่น และอาจหมดสติได้ จึงจำเป็นต้องเตรียมอาหาร ลูกอม น้ำหวานไว้ระหว่างการเดินทาง เพื่อป้องกันการเกิดอาการดังกล่าว นอกจากนี้ไม่ควรทานยาร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาลดน้ำมูก จะทำให้อาการง่วงของยาเพิ่มขึ้น ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาบรรเทาปวด ลดไข้ จะทำให้ตับเสียหายได้มากขึ้น เป็นต้น

 

ดังนั้น ก่อนการเดินทางทุกครั้ง ควรมีการวางแผนการเดินทาง และวางแผนการทานยาก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทาง ว่ายาแต่ละชนิดที่ต้องทานในระหว่างการเดินทางนั้น มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง โดยปรึกษาแพทย์, เภสัชกร หรือโทรปรึกษาปัญหาการใช้ยาได้ที่ Call Center องค์การเภสัชกรรม 1648 ฟรี

 

ที่มา :: สำนักงานสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ เมษายน 13, 2014, 06:31:52 pm
มาเช็คสภาพรถแบบง่ายๆรับสงกรานต์ 2557 กันดีกว่า

-http://auto.sanook.com/6642/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%87%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%86%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C-2557-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2/-




 ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2557 ถือเป็นช่วงเวลาที่หลายคนออกเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด และอีกหลายครอบครัวก็ใช้เวลานี้ในการเดินทางท่องเที่ยว ฉะนั้นสิ่งสำคัญในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องความพร้อมของรถยนต์ที่จะใช้เดินทางนั่นเอง หากรถเสียกลางทางขึ้นมาคงหมดสนุกแย่

     วันนี้ Sanook!Auto มีข้อแนะนำการตรวจเช็ครถอย่างง่ายๆ เพื่อให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกลมาฝากครับ

 (http://p3.isanook.com/au/0/ud/1/6642/106.jpg)


     1.ตรวจสอบไฟส่องสว่างทุกดวง

     ให้เปิดไฟหน้า ไฟฉุกเฉิน และไฟตัดหมอกทุกดวง แล้วเดินตรวจสอบภายนอกว่่าหลอดไฟทุกจุดทำงานปกติ ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง หากหลอดใดขาดควรรีบเปลี่ยนใหม่ทันที โดยสามารถซื้อมาเปลี่ยนได้ด้วยตัวเองตามคำแนะนำในคู่มือ หรือนำรถเข้าศูนย์บริการก็ย่อมได้


 (http://p3.isanook.com/au/0/ud/1/6642/104.jpg)

     2.ตรวจสอบรอยรั่วในเครื่องยนต์

     หากรถใช้งานมาแล้วหลายปี อาจมีการเสื่อมสภาพของซีลน้ำมันต่างๆบริเวณห้องเครื่องได้ ให้จอดรถทิ้งไว้หนึ่งคืน แล้วก้มลงตรวจสอบบริเวณพื้นว่ามีคราบน้ำมันหยดลงมาหรือไม่ (หรือหากจอดไว้ตำแหน่งเดิมเป็นประจำอยู่แล้วสามารถตรวจสอบได้ทันที) หากพบว่ามีคราบน้ำมันใดๆก็ตาม แสดงว่าอาจมีอาการรั่วจากซีลหรือปะเก็นต่างๆ ให้นำรถเข้าตรวจสอบที่ศูนย์บริการให้เรียบร้อยเสียก่อน


 (http://p3.isanook.com/au/0/ud/1/6642/102.jpg)

     3.ตรวจสอบระดับของเหลวต่างๆในเครื่องยนต์

     ให้ทำการตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ รวมไปถึงระดับน้ำล้างกระจก ระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ (กรณีใช้แบตฯแบบเปียก) ระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ โดยรถแต่ละรุ่นจะมีวิธีการตรวจเช็คต่างกันไป ให้ปฏิบัติตามตามคำแนะนำในคู่มือ หากพบว่าอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน ควรหาซื้อน้ำมันที่ตรงตามสเป็คเดิมมาเติมเมื่อมีโอกาส


 (http://p3.isanook.com/au/0/ud/1/6642/101.jpg)

     4.ตรวจสอบความดันลมยาง

     ยางเป็นสิ่งเดียวที่สัมผัสกับพื้นถนน ดังนั้นจึงควรตรวจสอบสภาพยางก่อนออกเดินทาง ดอกยางควรมีความลึกไม่ต่ำกว่า 2 มม. และควรสึกเท่ากันทั้งเส้น หากสึกไม่เท่ากันอาจเป็นเพราะความผิดปกติของช่วงล่าง หรือความดันลมยางที่มากหรือน้อยกว่าที่กำหนดไปมาก และควรตรวจสอบด้วยสายตาว่ามียางบวมหรือไม่ ทั้งบริเวณหน้ายางและแก้มยางด้านใน-นอก รวมไปถึงยางอะไหล่ด้วย

     ระดับความดันลมยางมาตรฐานมักระบุไว้บริเวณด้านล่างของเสากลางรถ ควรเติมลมยางตามที่กำหนดไว้


 (http://p3.isanook.com/au/0/ud/1/6642/103.jpg)

     5.ตรวจสอบสภาพยางที่ปัดน้ำฝน

     ยางใบปัดน้ำฝนอาจมีอาการเสื่อมสภาพได้เมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานๆ ขณะที่รถคุณผู้อ่านมีโอกาสเปียกจากเทศกาลสงกรานต์นี้ จึงควรตรวจสอบสภาพใบปัดด้วยการฉีดน้ำล้างกระจก หากมีรอยน้ำค้างอยู่บนกระจก ควรเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนใหม่


 (http://p3.isanook.com/au/0/ud/1/6642/check.jpg)

     6.ตรวจสอบอุปกรณ์ติดรถ

     ตรวจสอบอุปกรณ์ติดรถว่ายังอยู่ครบถ้วนหรือไม่ เช่น แม่แรง, ประแจขันน็อตล้อ, ไขควง, ชุดปฐมพยาบาล ฯลฯ นอกจากนั้นยังควรหาซื้ออุปกรณ์ฉุกเฉินเช่น สายพ่วงแบต, สายลากจูง ,ป้ายสะท้อนแสง หรือไฟฉายตามความเหมาะสมเผื่อในกรณีฉุกเฉิน

     สิ่งต่างๆเหล่านี้ ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานความปลอดภัยในการขับขี่อยู่แล้ว ซึ่งควรหมั่นตรวจสอบเป็นระยะไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเทศกาลหรือไม่ก็ตาม นอกจากนั้น ความพร้อมของผู้ขับขี่ถือเป็นสิ่งสำคัญ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันขาด และเคารพกฎจราจร เพื่อช่วยให้ทุกชีวิตบนท้องถนน เดินทางไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย



หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ เมษายน 26, 2014, 07:28:49 am
‘ขับรถชนคนตาย‘ ไม่ต้องติดคุกจริงหรือ..?



-http://auto.sanook.com/6672/%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD/-



จากกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาสาวซีวิคชนรถตู้บนโทลเวย์เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2553 ให้รับโทษรอลงอาญา 4 ปี และบำเพ็ญประโยชน์ 48 ชั่วโมง ทำให้ชาวโซเชียลหลายคนข้องใจเกี่ยวกับบทลงโทษของผู้ก่อเหตุ ซึ่งบ้างก็ว่าโทษนั้นเบาเกินไป บ้างก็ว่าเหมาะสมดีแล้ว บ้างก็สงสัยว่าคดีนี้มีผู้เสียชีวิตถึง 9 ศพ แล้วทำไมผู้ก่อเหตุไม่ต้องเข้าคุก


วันนี้ Sanook!Auto จะมาไขข้อข้องใจว่าทำไม 'ขับรถชนคนตาย' ถึงไม่ติดคุก..?

     การขับรถด้วยความเร็วแล้วเกิดอุบัติเหตุ ถือว่าเป็นการ 'ขับรถโดยประมาท' ซึ่งผลจากอุบัติเหตุมักก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ โดยอุบัติเหตุขับรถชนคนนั้น เกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายอาญา 2 มาตราด้วยกัน ได้แก่

     1. ป.อ.มาตรา 291 ระบุว่า "ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุ ให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกิน สองหมื่นบาท"
     2. ป.อ.มาตรา 300 ระบุว่า "ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

     สรุปคือ หากขับรถโดยประมาทจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และ/หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท แต่หากมีผู้เสียชีวิต ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และ/หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท

 

     เห็นแบบนี้แล้วสงสัยไหมครับว่า ทำไมคดีสาวซีวิคจึงไม่ต้องติดคุก?

     ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฐานขับรถโดยประมาท มาตรา 78 ระบุไว้ว่า หากผู้ใดขับรถแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความผิดของฝ่ายใด ต้องหยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร พร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ซึ่งถือเป็นสามัญสำนึกของผู้กระทำการที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ ไม่หลบหนี

     ซึ่งจุดนี้เอง ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานต่างๆว่าผู้กระทำผิดกระทำการโดยประมาทหรือไม่ แสดงความรับผิดชอบต่อผู้ประสบเหตุอย่างไร นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลหรือไม่ เข้าไปเยี่ยมอาการตามสมควรหรือเปล่า มีการชดใช้ค่าเสียหายตามสมควรเพียงใด สิ่งเหล่านี้ตำรวจจะรวบรวมหลักฐานส่งให้อัยการ เพื่อให้ศาลปราณีลดโทษจำคุก รอลงอาญา ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์แทน เป็นต้น

     แต่หากผู้กระทำการหลบหนีไป (แม้ว่าตกใจหนีกลับบ้านแล้วเปลี่ยนใจกลับมาที่หลัง ก็ถือว่าหลบหนี) กฎหมายให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำผิด และตำรวจมีอำนาจยึดรถไว้ได้จนกว่าจะได้ตัวผู้ขับขี่หรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

     อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้กระทำผิดจะได้รับการพิพากษารอลงอาญา โดยไม่ต้องถูกจำคุก ผู้กระทำผิดยังคงต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฐานละเมิดจากความประมาทเลินเล่อ ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต รวมถึงทรัพย์สินที่เสียหายอยู่ดี

     ทางออกที่ดีที่สุด คือการปฏิบัติตามกฏจราจร เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้น้อยที่สุด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเต็มกำลัง ห้ามหลบหนี เพื่อโทษหนักจะได้เป็นเบานั่นเอง

 (http://p4.isanook.com/au/0/ud/1/6672/hitandrun.jpg)

     ขอบคุณภาพประกอบจาก Sanook News






หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 01, 2014, 08:05:48 pm
บก.02 ย้ำชัด ตร.สามารถยึดใบขับขี่ได้

-http://auto.sanook.com/6696/%E0%B8%9A%E0%B8%81.02-%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%94-%E0%B8%95%E0%B8%A3.%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%B6%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89/-


 บก.02 ระบุกรณีผู้ขับขี่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย พนักงานจราจรสามารถเรียกเก็บใบขับขี่ชั่วคราวได้ แต่ต้องออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ไว้ เมื่อผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว ให้คืนใบอนุญาตขับขี่ทันที

ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร หรือ บก.02 โพสต์ข้อความยืนยันกรณีที่ผู้ขับขี่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย  ในการออกใบสั่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ไว้ และเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้ไปส่งมอบพนักงานสอบสวนภายใน 8 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ออกใบสั่งใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่

    เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานสอบสวนได้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบปรับและผู้ขับขี่ได้ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว ให้คืนใบอนุญาตขับขี่ทันที รายละเอียดทั้งหมด มีดังนี้


     "แชร์กันมาเป็นสิบๆปีแล้ว กฏหมายมีระบุไว้ชัดครับ ต้องคอยตอบทุกวัน"

     "มาตรา ๑๔๐ เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ จะว่ากล่าว ตักเตือนผู้ขับขี่ หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ ในกรณีที่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ก็ให้ติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่รถที่ผู้ขับขี่เห็นได้ง่าย"

     "สำหรับความผิดที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๕๗/๑ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ มาตรา ๑๖๐ ทวิ และมาตรา ๑๖๐ ตรี ห้ามมิให้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบ"

     "ในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ไว้ และเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้ไปส่งมอบพนักงานสอบสวนภายในแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ออกใบสั่ง"

"ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ที่ออกให้ตามวรรคสามให้ใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นการชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวัน เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานสอบสวนได้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบปรับและผู้ขับขี่ได้ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว ให้คืนใบอนุญาตขับขี่ทันที"

     "ในกรณีเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบสั่งแต่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเป็นผู้กระทำผิดดังกล่าวเว้นแต่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้อื่นเป็นผู้ขับขี่
การกำหนดจำนวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด"

     "ใบสั่งและใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ ให้ทำตามแบบที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด"

 

ขอบคุณเนื้อหาจาก VoiceTV
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 05, 2014, 09:40:54 am
แนะเทคนิคการจอดรถอย่างถูกวิธี ลดเสี่ยงอุบัติเหตุ

-http://car.kapook.com/view87521.html-


ปภ. แนะเทคนิคการจอดรถอย่างถูกวิธี ลดเสี่ยงอุบัติเหตุ (ปภ.)

          กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แนะเทคนิคการจอดรถอย่างถูกวิธีในสถานที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ทั้งการจอดรถในช่องจอดรถ จอดรถบนช่องทางเดินรถ จอดรถบนทางลาดชัน เพื่อไม่ให้กีดขวางช่องทางจราจร ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง

          นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า การจอดรถไม่ถูกวิธีและในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะเทคนิคการจอดรถอย่างถูกวิธี ดังนี้

          กรณีจอดรถในช่องจอดรถ ควรจอดรถให้อยู่ภายในช่องที่กำหนดไว้  โดยจอดขนานกับเส้นที่กำหนด และกะระยะห่างจากเส้นให้เหมาะสม  เพื่อให้รถอยู่กึ่งกลางของช่องจอดรถ ไม่จอดรถชิดไปด้านใดด้านหนึ่ง  ชิดด้านท้าย หรือล้ำไปด้านหน้ามากเกินไป พร้อมพับกระจกข้าง จะช่วยเพิ่มพื้นที่ให้รถคันอื่นสามารถขับผ่านหรือเข้าจอดได้สะดวก

          หากจอดรถกีดขวางช่องทางรถคันอื่น ให้ปลดเกียร์ว่าง หรือเลื่อนคันเกียร์ไปไว้ที่ตำแหน่ง N ไม่ดึงเบรกมือ เพื่อให้รถสามารถเคลื่อนที่ได้ แต่หากจอดรถในช่องทางปกติ ควรเลื่อนคันเกียร์ไปไว้ที่ตำแหน่ง P เพื่อป้องกันรถเลื่อนไปชนรถคันอื่น รวมถึงไม่จอดรถบริเวณหัวมุม ทางโค้ง หรือทางแคบ เพราะมีพื้นที่จำกัด อีกทั้งยังกีดขวางช่องทางจราจร ทำให้ รถคันอื่นขับผ่านไม่สะดวก ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนได้

          กรณีจอดรถบนช่องทางเดินรถ ควรจอดรถบริเวณด้านซ้ายของทางเดินรถ โดยให้ด้านซ้ายของรถชิดและขนานกับขอบหรือไหล่ทางในระยะไม่เกิน 25 เซนติเมตร ในลักษณะที่ไม่กีดขวางช่องทางจราจร ไม่จอดรถในบริเวณที่ห้ามจอด เช่น บนทางเท้า บนสะพาน ในอุโมงค์ บริเวณทางร่วมทางแยก เป็นต้น เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุแล้ว ยังผิดกฎหมายอีกด้วย

          กรณีรถจอดเสียบนทางเดินรถ ควรให้สัญญาณการจอดรถโดยเปิดไฟฉุกเฉิน นำกรวย  ป้ายสะท้อนแสง กิ่งไม้ หรือวัสดุอื่นมาวางให้ห่างจากรถในระยะไม่ต่ำกว่า 50 เมตร เพื่อเตือนให้ผู้ขับรถคันอื่นทราบว่ามีรถจอดเสีย จะได้เพิ่มความระมัดระวังและเปลี่ยนช่องทางเดินรถได้ทัน โดยจอดให้ชิดริมไหล่ทางในลักษณะที่ไม่กีดขวางช่องทางการจราจร จากนั้นให้พยายามนำรถออกให้พ้นช่องทางเดินรถโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

          กรณีจอดรถบนทางลาดชัน ควรจอดรถให้ชิดขอบทาง ฟุตบาท หรือกำแพงให้มากที่สุด โดยหมุนพวงมาลัยให้ล้อหน้าเลี้ยวไปทางขอบทาง หากรถเคลื่อนที่จะได้ไม่ไหลไปกีดขวางช่องทางจราจร กรณีเป็นทางลาดชันที่ไม่มีขอบทาง ฟุตบาท หรือกำแพง ควรหมุนพวงมาลัยให้ล้อหน้าเลี้ยวไปทางด้านตรงข้ามกับถนน หากรถเคลื่อนที่จะได้ไม่ไหลไปกีดขวางช่องทางจราจร ที่สำคัญ หลังจากดับเครื่องยนต์และให้ดึงเบรกมือขึ้นจนสุด เลื่อนเกียร์ไปยังตำแหน่งถอยหลังสำหรับรถเกียร์ธรรมดา และตำแหน่ง P สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนตัว รวมถึงนำก้อนหิน ขอนไม้ หรือวัสดุที่แข็งแรงมารองหลังล้อรถ จะช่วยให้จอดรถได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

          อย่างไรก็ตาม การจอดรถบนทางลาดชัน ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะก่อนออกรถ เพราะล้อยังอยู่ในตำแหน่งเลี้ยวและมีวัตถุรองหลังล้อรถ ควรหมุนพวงมาลัยกลับคืนตำแหน่งให้ล้อตรงและนำวัตถุรองหลังล้อรถออกก่อน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ การเรียนรู้เทคนิคการจอดรถจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
-http://www.disaster.go.th/dpm/-

หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 10, 2014, 07:52:21 pm
ไม่รู้ว่า จะทำได้แค่ไหน เหอๆๆๆๆๆ

น่าจะมีการลงทะเบียนสำหรับผู้แจ้ง  แล้วให้ค่าปรับ 50% ผมว่า งานนี้ น่าจะขับรถกันดีแน่ๆ 

--------------------------------------------------------


ขสมก. ดีเดย์ 12 พ.ค. รถเมล์วิ่งขวา-ไม่รับผู้โดยสาร เจอปรับแน่
-http://hilight.kapook.com/view/101831-

(http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/marisa/dscsdvdfvfdv55y6767.jpg)



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ขสมก. เตรียมเปิดโครงการ ประชาชนเดินทางปลอดภัยซ้ายตลอดจอดทุกป้าย รับเปิดเทอม พร้อมออกมาตรการคุมเข้มรถเมล์ ขสมก. และรถร่วมฯ เพิ่มโทษปรับ หากฝ่าฝืน

          วันที่ 9 พฤษภาคม 2557 นายนเรศ บุญเปี่ยม รักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ ขสมก. จะมีพิธีเปิดโครงการ “ประชาชนเดินทางปลอดภัยซ้ายตลอดจอดทุกป้าย (เมื่อผู้โดยสารจะขึ้น-ลง)” เพื่อให้ผู้โดยสารทั้งนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัยในช่วงเปิดเทอม

          โดยในโครงการดังกล่าว จะมีการควบคุมให้พนักงานขับรถเมล์ของ ขสมก. และรถเอกชนร่วมบริการ ให้ขับรถชิดซ้าย และจอดรับ-ส่งทุกป้ายที่มีผู้โดยสารต้องการขึ้น-ลง ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแม้ว่าโครงการให้รถเมล์ขับชิดซ้ายจะทำมาแล้วหลายปีแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จากการเก็บข้อมูลพบว่า 80% ของข้อร้องเรียนและการเกิดอุบัติเหตุเกิดจากการขับรถออกขวา จึงมีความพยายามลดข้อร้องเรียนเรื่องนี้ให้ได้ เพราะถือว่าเป็นสาเหตุใหญ่ โดยตั้งเป้าไว้ให้เหลือเพียง 50% ซึ่งนำไปสู่การลดจำนวนการเกิดอุบัติให้ได้ 50% เช่นกัน

          สำหรับมาตรการลงโทษจะเพิ่มการลงโทษให้หนักขึ้น หากเป็นพนักงานขับรถ ขสมก. จะมีโทษตั้งแต่ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน โดยดูจากเจตนาการกระทำความผิดและจำนวนครั้ง ส่วนรถร่วมเอกชนได้แจ้งขอความร่วมมือไปแล้ว หากถูกร้องเรียนจะมีโทษเป็นการเปรียบเทียบปรับ

          นายนเรศ เผยอีกว่า ตนได้เสนอคณะกรรมการบริหารกิจการองค์การ (บอร์ด) ขสมก. ให้อนุมัติเพิ่มโทษค่าปรับรถเอกชนร่วมบริการแล้ว เพื่อให้เกิดความระมัดระวังในการให้บริการมากขึ้น โดยบอร์ดอนุมัติตามที่เสนอคือ เพิ่มอัตราค่าปรับขั้นแรกที่กำหนดไว้ 200-1,000 บาท เพิ่มเป็น 500-2,000 บาท และอัตราค่าปรับขั้นสูงจากที่กำหนด 200-3,000 บาท เป็น 500-5,000 บาท ซึ่งหากเป็นการกระทำผิดของพนักงานจะพิจารณาปรับในโทษขั้นแรก แต่สำหรับผู้ประกอบการจะมีการพิจารณาโทษที่สูงขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างออกประกาศเรื่องใหม่ คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้

          ทั้งนี้ สถิติการให้บริการผ่านคอลเซ็นเตอร์ 1348 ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน 2557 พบว่า มีประชาชนโทรเข้าใช้บริการทั้งสิ้น 292,705 สาย เป็นการสอบถามเส้นทาง 291,569 สาย ร้องเรียน 1,326 สาย โดยเรื่องร้องเรียนที่มีมากที่สุดคือ ขับรถประมาทหวาดเสียว 304 สาย รองลงมาเป็นเรื่องขับรถช่องทางขวา ไม่หยุดรับ 191 สาย


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก -http://www.dailynews.co.th/Content/bangkok/236228/%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B212%E0%B8%9E.%E0%B8%84.%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-

หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 01, 2014, 03:49:37 pm
ขออภัย เรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับกฎจราจร ครับ




---------------------------------------------------


10 อ็อพชั่นในรถยนต์ที่ควรมีไว้ หากกำลังจะออกรถใหม่


-http://auto.sanook.com/7197/10-%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89-%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88/-


 การเลือกรถยนต์คู่ใจสักคันหนึ่งนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา นอกเหนือจากรูปลักษณ์ความสวยงามและสมรรถนะของเครื่องยนต์แล้ว อุปกรณ์พื้นฐานติดรถ หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า 'อ็อพชั่น' ก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน


(http://p4.isanook.com/au/0/ud/1/7197/page2.jpg)


     ปัจจุบันเทคโนโลยีในรถยนต์ก้าวหน้าไปกว่าแต่ก่อนมาก จนทำให้รถยนต์รุ่นใหม่ๆมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นมากมาย โดยไม่จำกัดอยู่ในเฉพาะรถยนต์หรูราคาแพงอีกต่อไป เราจะพาคุณผู้อ่านไปรู้จัก 10 อ็อพชั่นในรถยนต์สมัยนี้ ควรจะมีอะไรมาให้บ้าง?

 

     1.ไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ

     ไฟหน้าถือเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐานที่สุดในรถยนต์ เพราะนอกจากจะช่วยให้มองเห็นถนนได้ชัดเจน ยังช่วยให้ผู้ใช้ถนนคนอื่นๆสามารถมองเห็นรถของเราได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งปัจจุบันรถยนต์ระดับซิตี้คาร์เริ่มมีการติดตั้งระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติมาให้บ้างแล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มทัศนะวิสัยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเวลาลงอุโมงค์ หรือ เข้าที่จอดรถใต้อาคาร เพราะคนส่วนใหญ่มักมองข้ามที่จะเปิดไฟหน้ารถกันในสถานการณ์แบบนี้

 

     2.ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ

     แม้ว่าระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติอาจดูไม่จำเป็นเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้วระบบนี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายได้อย่างมากเมื่อฝนลงเม็ด เพราะไม่จำเป็นต้องคอยพะวักพะวงอยู่กับการปรับความเร็วตามสภาพน้ำฝน ที่เดี๋ยวเบาบ้างแรงบ้าง ช่วยให้โฟกัสกับการขับขี่ได้ดีขึ้นเยอะ เพิ่มความปลอดภัยขึ้นได้อีกด้วย

 

     3.ปุ่มควบคุมที่พวงมาลัย

     รถยนต์รุ่นใหม่ๆมักติดตั้งปุ่มที่ต้องใช้งานบ่อยไว้บนพวงมาลัย เช่น เครื่องเสียง, โทรศัพท์, ระบบควบคุมความเร็ว เป็นต้น ซึ่งทำให้ผู้ขับไม่ต้องปล่อยมือออกจากพวงมาลัย เพียงแค่ขยับข้อมือนิดหน่อย ก็ช่วยให้การเปลี่ยนเพลงเป็นไปอย่างสะดวกสบาย และปลอดภัย

 

     4.กุญแจรีโมทอัจฉริยะ+ปุ่มสตาร์ท

     กุญแจรีโมทอัจฉริยะคือกุญแจที่สามารถพกไว้ในกระเป๋า โดยไม่จำเป็นต้องหยิบออกมาเพื่อการเข้า-ออกรถ และสตาร์ทรถ ซึ่งแทบจะกลายเป็นจุดขายของรถสมัยใหม่เกือบทุกยี่ห้อ เพราะมีให้เห็นตั้งแต่อีโคคาร์ไปจนถึงรถยุโรปราคาหลายล้านบาท

     นอกจากจะช่วยเรื่องความสะดวกสบายแล้ว ยังเพิ่มความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่งหากเกิดเหตุการณ์จี้ชิงรถแบบต่อหน้า เพราะหากกุญแจไม่อยู่ในตัวรถ จะไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้อีกหากดับเครื่องยนต์ ซึ่งหากเป็นระบบกุญแจธรรมดาแล้วล่ะก็ ฉลุยยันชายแดนเชียวล่ะ!

 

     5.Bluetooth

     การคุยโทรศัพท์ขณะขับรถยนต์ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แต่หากจำเป็นจริงๆแล้วล่ะก็ ระบบบลูทูธในรถ จะช่วยให้สามารถสนทนากับคู่สายได้โดยไม่ต้องยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู อย่างน้อยๆก็ช่วยให้สามารถจับพวงมาลัยได้ทั้งสองมือ ขณะที่รถยนต์บางรุ่นสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อการใช้งานอินเตอร์เน็ตหรือแอพพลิเคชั่นต่างๆได้อีกด้วย

 
(http://p4.isanook.com/au/0/ud/1/7197/page3.jpg)


     6.ช่องต่อ USB

     พอร์ต USB ในรถยนต์ จะช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในการฟังเพลงขณะขับรถของคุณได้ เพราะปัจจุบันสามารถโหลดเพลงที่ชอบมาไว้ใน iPod หรือ แฟลชไดรฟ์ได้อย่างง่ายดาย แล้วนำไปต่อเข้ากับพอร์ตที่ว่านี้ ทีนี้ไม่ว่ารถจะติดขนาดไหน หากมีเพลงคู่ใจให้ร้องตาม ก็ไม่น่าเบื่อต่อไปแล้วล่ะ

 

     7.พวงมาลัยปรับเข้า-ออกได้

     ปกติแล้วรถยนต์รุ่นใหม่ๆมักติดตั้งพวงมาลัยที่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้มาให้ แต่จะดีขึ้นไปอีกหากสามารถปรับเข้า-ออกได้ด้วย เนื่องจากสรีระของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากใครยังไม่เคยปรับมาก่อนก็ควรลองปรับดู เผื่อจะช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสบายยิ่งขึ้น

 

     8.ถุงลมนิรภัยคู่หน้า

     รถยนต์ในปัจจุบันควรติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า สำหรับผู้ขับและผู้โดยสารตอนหน้ามาให้เป็นอย่างน้อย เนื่องจากผู้โดยสารด้านหน้ามักจะได้รับผลกระทบจากการชนมากที่สุด ช่วยลดการปะทะกับวัตถุต่างๆเช่น คอนโซลหน้า หรือ กระจกบังลมหน้าได้เป็นอย่างดี

 

     9.ระบบเบรค ABS

     ระบบป้องกันล้อล็อค ถือเป็นระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐานชิ้นหนึ่งไปแล้ว เนื่องจากสภาวะอากาศ รวมถึงสภาพถนนที่ย่ำแย่ในบ้านเรา ระบบ ABS จะช่วยให้ระยะเบรคสั้นลงอย่างชัดเจนทั้งบนถนนแห้งและถนนเปียก รวมถึงสามารถบังคับทิศทางของรถขณะเบรคได้อีกด้วย

 

     10.ระบบควบคุมการทรงตัว

     ปัจจุบันมีชื่อเรียกต่างๆมากมายตามแต่ผู้ผลิตจะตั้ง เช่น ESP, VSC หรือ VSA เป็นต้น ซึ่งระบบเหล่านี้จะช่วยลดอาการหน้าดื้อ-ท้ายปัด อันเป็นสาเหตุให้รถเกิดอาการแหกโค้งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะฝนตกหรือถนนเปียก

 

     อ็อพชั่นต่างๆที่กล่าวมานี้ อาจไม่ใช่อุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นต้องมีในรถทุกคัน แต่หากจำเป็นต้องเลือกรถยนต์คู่ใจไว้ใช้งานยาวๆแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยเพิ่มอรรถรส และความปลอดภัยในการขับขี่พอสมควรเลยทีเดียวครับ




หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 30, 2014, 10:03:12 pm
ตำรวจวอนเลิกพฤติกรรมขับไปแชตไป หลังพ่อค้าหัวใสผลิตสแตนดี้ติดมือถือไว้กับพวงมาลัยรถ พบเริ่มแพร่หลายในโลกโซเชียล ฮึ่มห้ามใช้เด็ขาดถือเป็นความผิดฐานโทรขณะขับโทษปรับ400-1,000บาท
วันพุธ 30 กรกฎาคม 2557 เวลา 11:04 น.

     จากที่ปัจจุบันมีผู้ที่โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลายและนิยมใช้แอพฟลิเคชั่นพิมพ์สนทนาเช่น โปรแกรมไลน์ วอทแอพ เป็นต้นซึ่งบางคนมีพฤติกรรมติดการแชทอย่างหนัก ติดการแชทตลอดเวลาไม่เว้นแม้กระทั่งการขับรถจึงทำให้มีพ่อค้าหัวใสคิดอุปกรณ์สนองความต้องการผู้ติดแชทด้วยการทำสแตนดี้วางโทรศัพท์มือถือติดตั้งกับพวงมาลัยรถเพื่อให้แชทได้สะดวกสนองกับความต้องการผู้ที่ติดการติดต่อผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆและเริ่มมีการแพร่หลายมากขึ้นจนล่าสุดมีผู้ที่ได้แสดงความห่วงใยต่อกรณีดังกล่าวได้โพสภาพและข้อความทางโซเชียลเน็ตเวิร์กและมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่

      พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รองผบช.น.)เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้ขับขี่รถยนต์การนำเอาสแตนดี้วางโทรศัพท์มือถือเพื่อยึดติดกับพวงมาลัยรถยนต์เพื่อใช้โปรแกรมแชทในขณะขับรถว่าการกระทำดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้เพราะเข้าข่ายความผิดถือว่าเป็นการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถซึ่งยึดตามพ.ร.บ.จราจรทางบกแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่8)พ.ศ.2551 ตามมาตร43ห้ามมิให้ผู้ขับรถใช้โทรศัพท์เคลื่อนขณะขับรถเว้นแต่การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมีอุปกรณ์เสริมสำหรับสนทนา(สมอลล์ทอล์ค)โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์ แต่การใช้สแตนดี้ดังกล่าวถือว่าเป็นการรบกวนสมาธิในการขับรถอย่างมากเนื่องจากต้องละสายตาจากท้องถนนและการพิมพ์ข้อความก็ต้องละมือข้างหนึ่งไปจากการควบคุมพวงมาลัยรถ ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายมีโทษปรับไม่เกิน400- 1,000 บาท

      อย่างไรก็ตามการติดสแตนดี้มือถือหากเปิดลำโพงเสียงเพื่อสนทนาเท่านั้นไม่ถือว่าเป็นความผิดซึ่งจะมีคล้ายกับการใช้สมอลล์ทอล์ค โดยกฎหมายดังกล่าวได้เริ่มประกาศใช้ไปตั้งแต่วันที่8 พ.ค.2551 แล้วทั้งนี้หากตำรวจดำเนินการจับกุมแล้วผู้กระทำผิดไม่ยอมรับจะต้องมีการนำเรื่องไปพิจารณาบนชั้นศาลเพื่อดูหลักฐานพยานว่ามีเจตนาเล่นโทรศัพท์ขณะขับรถหรือไม่

      พล.ต.ต.อดุลย์กล่าวต่อว่าอย่างไรก็ตามสำหรับปัจจุบันนี้จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่ามีประชาชนส่วนมากที่นิยมเล่นโทรศัพท์ขณะขับรถโดยเฉพาะโปรแกรมไลน์ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ถือว่าอันตรายมากเพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วนั้นที่สำคัญจะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุและการจราจรติดขัดมากยิ่งขึ้นเพราะขณะที่กดโทรศัพท์หลายครั้งจะทำให้สมาธิจดจ่ออยู่กับหน้าจอและเมื่อสัญญาณไฟเขียวก็จะทำให้มองไม่เห็นอย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่อยากจะจับกุมพฤติกรรมเหล่านี้เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายบนท้องถนนโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนแต่ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มองเห็นถึงความสำคัญเพราะหากไม่ดำเนินการตามกฎหมายก็จะส่งผลเสียในหลายด้านอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงต่อผู้ขับขี่หรือผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน ดังนั้นผู้ที่ขับรถจึงควรมีจิตสำนึกสาธารณะด้วย.

-http://www.dailynews.co.th/Content/bangkok/255915/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%AE%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B8%95%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%9B+%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B9%88-

.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ สิงหาคม 03, 2014, 07:36:40 am
แนะนำวิธีขับรถขณะฝนตก ไม่ควรเปิดไฟกระพริบ



-http://club.sanook.com/47107/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%82%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%9D%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%81-%E0%B9%84/-



เด็ดข่าวเด่น

ก่อนหน้านี้จราจรก่อนกลับบ้าน เคยนำเสนอวิธีการขับรถในขณะที่ฝนตกว่า คุณไม่ควรเปิดไฟกระพริบ เพราะจะทำให้ผู้ขับขี่คนอื่น เกิดอาการตาพร่ามัวได้ วันนี้เรามีคลิปมายืนยัน

คลิปนี้ส่งเข้ามาที่ศูนย์บังคับการตำรวจจราจร หรือ บก.02 จากผู้ใช้ชื่อเฟสบุ๊คตามนี้(@Dmax Reef) ให้ชื่อคลิปว่า มนุษย์หิ่งห้อย บอกรายละเอียดมาว่าเวลาฝนตก แล้วเจอรถคันหน้าเปิดไฟกระพริบแบบนี้อันตรายมาก เพราะรถคันหลังจะไม่รู้เลยว่า คุณจะเปลี่ยนเลนไปทางซ้าย-ขวา ตอนไหน และที่สำคัญ แสงไฟที่กระพริบเมื่อมากระทบกับน้ำฝนที่เกาะกระจก มันจะยิ่งกระจายแสง ทำให้ผู้ขับขี่คันหลังตาลายจนอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ จึงฝากไปถึงผู้ขับขี่ทุกท่าน ไม่ควรเปิดไฟกระพริบ ทางที่ดีถ้าจะเปิดไฟ ก็เปิดไฟหรี่ หรือเปิดไฟรถธรรมดาไปเลย เป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ทุกท่านควรปฏิบัติ ยิ่งช่วงนี้หน้าฝนด้วย


http://club.sanook.com/47107/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%82%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%9D%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%81-%E0%B9%84/ (http://club.sanook.com/47107/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%82%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%9D%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%81-%E0%B9%84/)
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ สิงหาคม 11, 2014, 10:06:51 pm

ว่าด้วยเรื่องของ "ทางเดินรถ" ตามกฎหมายจราจร เข้าใจง่ายแต่หลายคนยังไม่เข้าใจ (ยานยนต์)

-http://car.kapook.com/view89226.html-


          ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องของกฎหมายการจราจรกันนักทั้ง ๆ ที่เราก็ใช้รถใช้ถนนและต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายและผู้รักษากฎหมายในด้านการจราจรอยู่ทุกวัน เลยอยากนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวกับกฎหมายประเภทนี้ให้ผู้ใช้รถได้รู้ไว้บ้าง "เพื่อเป็นแนวทางและนำไปใช้ในชีวิตประจำได้อย่างถูกต้อง"

          โดยเรื่องแรกที่จะนำพูดนั่นคือ เรื่องของ "ทางเดินรถ" ซึ่งทางเดินรถสามารถแบ่งออกเป็นแบบใดได้บ้าง และทางเดินรถแบบไหนที่สามารถขับรถเข้าไปได้ อันนี้ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาโดนจับปรับดำเนินคดีหรือเกิดอันตรายจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

          เมื่อสิ่งสำคัญต่อการใช้รถคือ ถนน เพราะรถทุกคันจำเป็นต้องวิ่งอยู่บนถนน ทว่าถนนไม่ได้สร้างมาเพื่อใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น การที่ทุกคนออกมาใช้ถนนร่วมกันจึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการขัดแย้ง แก่งแย่ง เอาเปรียบก็เกิดขึ้น และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจึงต้องมีข้อบังคับให้ทุกคนอยู่ในกรอบและทิศทางเดียวกันเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน ซึ่งตามกฎหมายถนนที่ใช้กันเรียกว่า "ทางเดินรถ" ที่หมายความถึง พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับการเดินรถ ไม่ว่าในระดับพื้นดิน ใต้หรือเหนือพื้นดิน แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันด้วยว่า "ทางเดินรถนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับคำว่า เลน (Lane)"



ขับรถสวนกันให้ถูกต้อง

          การขับรถบนถนนทุกวันนี้ หลายคนมีข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วจะต้องขับอย่างไรจึงจะถูกต้อง สิ่งแรกที่ทุกคนต้องจำคือผู้ใช้ทางต้องวิ่งในส่วนที่กำหนดและจะต้องระมัดระวังไม่ให้รถที่ขับไปชนหรือเฉี่ยวชนคนเดินเท้า ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของทาง ที่สำคัญต้องให้สัญญาณเตือนแกคนเดินเท้าด้วย

          รถทุกคันจะต้องขับรถทางด้านซ้ายและต้องไม่ล้ำเส้นกึ่งกลางที่แบ่งไว้ (ด้านซ้ายในที่นี้ไม่ใช่เลนซ้ายตามที่เข้าใจ แต่เพราะบ้านเราถูกกำหนดให้รถวิ่งด้านซ้าย ต่างจากต่างประเทศที่วิ่งด้านขวา จึงเรียกว่าด้านซ้าย) แต่มีข้อยกเว้นหากด้านซ้ายของเลนวิ่งมีสิ่งกีดขวาง ถูกปิดกั้นการจราจร หรือถูกกำหนดให้เป็น ทางเดินรถทางเดียว (One Way) รวมถึงทางเดินรถที่กว้างไม่ถึง 6 เมตร แต่ในกรณีที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียวแล้วมีสิ่งกีดขวาง ผู้ขับขี่ต้อง "ลดความเร็วหรือหยุดรถ เพื่อให้รถที่สวนมาผ่านไปได้ก่อน"

          ส่วนในกรณีที่ทางเดินรถแคบมาก ๆ แต่ต้องขับรถสวนกันผู้ขับขี่คันอื่น แต่ละฝ่ายต้องลดความเร็วของรถเพื่อให้รถสวนกันได้โดยปลอดภัย แต่หากไม่สามารถขับสวนกันได้ผู้ขับขี่รถคันที่ใหญ่กว่า ต้องหยุดรถและชิดขอบทางด้านซ้าย ให้ผู้ขับขี่รถคันที่เล็กกว่าผ่านไปก่อน ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ผู้ขับขี่สามารถเดินรถล้ำไปทางด้านขวาหรือล้ำเส้นแบ่งออกไปได้โดยไม่มีความผิด แต่ต้องขับด้วยความระวัง

          ซึ่งลักษณะการใช้ทางแบบนี้จะเป็นการวิ่งแบบสวนกันซ้ายขวา หรือวิ่งได้ฝั่งละเลนเดียวนั่นเอง ปัญหาแบบนี้มักเกิดในตรอกซอกซอยที่หากไปเจอกับผู้ขับขี่ที่ดึงดันเอาแต่ใจตัวหรือเห็นแก่ตัว ไม่รู้จักการกะจังหวะหรือไม่มีความอะลุ้มอล่วย ก็จะเกิดเหตุเฉี่ยวชนหรือลุแก่โทสะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตได้



ขับรถตามกันให้ถูกต้อง

          ส่วนเรื่องการใช้ทางที่แบ่งเป็นเลนโดยวิ่งไปในทิศทางเดียวกันคือ ทางเดินรถที่มีตั้งแต่ 2 เลนขึ้นไป และกำหนดให้เลนซ้ายสุดมีไว้สำหรับรถประจำทาง "ผู้ขับขี่ต้องขับรถในเลนที่ใกล้กับช่องเดินรถประจำมากที่สุดโดยเฉพาะ รถบรรทุก รถบรรทุกคนโดยสาร รถจักรยานยนต์ รวมถึงรถที่ใช้ความเร็วช้ากว่ารถคันอื่น" พูดง่าย ๆ คือเลนที่สองจากซ้ายนั่นเอง

          หลายคนเข้าใจว่าจะต้องวิ่งเลนซ้ายสุดอันนี้เข้าใจผิด "เพราะเลนดังกล่าวมีไว้สำหรับรถประจำทางเท่านั้น" และหากว่าเลนที่สองไม่สามารถวิ่งได้ ผู้ขับก็สามารถเปลี่ยนไปวิ่งในเลนที่สามได้แต่ต้องอยู่ในข้อกำหนดที่ว่า เลนที่สองนั้นมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการจราจร และทางเดินรถนั้นเจ้าพนักงานจราจรกำหนดให้เป็นทางเดินรถทางเดียวไม่มีรถวิ่งสวนทางกลับมา

          อีกกรณีที่สามารถใช้เลนที่สามได้ก็ต่อเมื่อต้องการจะแซงขึ้นหน้าคันอื่น จากนั้นก็ให้กลับเข้ามาในเลนเดิม และจะต้องเข้าเลนให้ถูกต้องเมื่อเข้าบริเวณใกล้ทางร่วม ทางแยก

          ที่สำคัญผู้ขับขี่ต้องรับรถให้ห่างหรือเว้นระยะจากรถคันหน้าพอสมควร เพื่อที่จะหยุดรถได้ทันเมื่อจำเป็น ไม่ควรขับชิดคันหน้ามากเกินไป และต้องไม่คร่อมหรือทับเส้นแนวแบ่งเลน เว้นแต่เมื่อต้องการเปลี่ยนเลน เลี้ยวรถ หรือกลับรถ หากผู้ขับขี่ต้องการจะเลี้ยวรถ ต้องให้รถคันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้าไปก่อนจึงจะเปลี่ยนเลนได้ จะต้องลดความเร็ว และต้องให้สัญญาณเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร ก่อนถึงทางเลี้ยว

          ทว่าหลายคนยังใช้สัญญาณแบบผิดอยู่ในความเป็นจริงแล้วการให้สัญญาณในระยะทางที่มากกว่า 30 เมตรนั้นก็สามารถทำได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วที่ใช้ในขณะนั้น การให้สัญญาณแบบกระชั้นชิดนับว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือเปลี่ยนเลนแล้วค่อยให้สัญญาณแบบนี้ไม่มีผล แถมยังเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาการจราจรมากขึ้นไปอีก อันนี้สามารถพบเห็นได้ง่าย ตามบริเวณเชิงสะพานและใกล้ทางแยกหลายคนที่ยังใช้สัญญาณไม่ถูก อันนี้ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร แต่ก็ดีกว่าพวกที่ไม่ใช้เลย หรือไม่จริง?



          ลองพิจารณาดูได้ว่าส่วนใหญ่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการทำอะไรที่ "กะทันหันและกระชั้นชิด" ว่ากันตั้งแต่ เบรกกะทันหัน เปลี่ยนเสนกะทันหัน ข้ามถนนติดหน้ากระชั้นชิด ผู้ขับขี่คนอื่นไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นก็หนักหน่อย จึงควรให้ความระมัดระวังกับเหตุการณ์แบบ Unforeseen นี้ไว้ด้วย

          สรุปแล้วว่ารถทุกคันถูกกำหนดมาว่าจะต้องขับอยู่ในเลนที่สองไม่ใช่เลนซ้ายสุดสำหรับทางที่มีหลายเลน มีเงื่อนไขว่าเลนซ้ายสุดนั้นเป็นทางของรถประจำทางนะ แต่สามารถเปลี่ยนจากเลนสองไปเป็นสามได้เมื่อมีสิ่งกีดขว้างด้านหน้า หรือต้องการแซงขึ้นคันหน้าเท่านั้น นอนเหนือจากนี้ต้องวิ่งเลนซ้ายสุด เท่านั้นไม่ว่าจะเป็นทางแบบไหนก็ตาม ทำความเข้าใจไว้จะได้ไม่ต้องมีปัญหาถกเถียงกับพี่เจ้าหน้าที่เขา

          อ้อ...เกือบลืม ในขณะขับรถผู้ขับต้องนำใบอนุญาตขับขี่ (ที่ไม่หมดอายุ) ติดตัวไปด้วยนะครับ ถ้าไม่มีใบขับขี่ก็ไม่ต้องขับออกมาบนถนนสาธารณะ และใบอนุญาตขับขี่ที่ท่านพกไปนั้นจะต้องถูกต้องตามชนิดและประเภทของรถ พร้อมสำเนาคู่มือจดทะเบียนรถติดตัวไปด้วย แต่อย่าเก็บสำเนาคู่มือจดทะเบียนไว้ในลิ้นชักรถล่ะ เพราะหากรถถูกขโมยไปพวกมิจฉาชีพก็สามารถเอาไปแอบอ้างได้เมื่อถูกตรวจคัน เพราะอันที่จริงสำเนาคู่มือทะเบียนรถมีไว้ใช้แสดงต่อเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันการโจรกรรมรถ เพราะหากเจ้าของรถเก็บไว้กับตัวแล้วเมื่อคนร้ายขโมยรถมาก็จะไม่มีสำเนาคู่มือจดทะเบียนรถแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ตำรวจสามารถยึดรถไว้เพื่อให้เจ้าของรถตัวจริงนำหลักฐานมาขอรับรถได้นั่นเอง อย่าลืมนะว่าสำเนาถ่ายไว้แล้วเก็บไว้กับตัวส่วนเอกสารตัวจริงก็เก็บไว้ที่บ้านเท่านั้นครับ



          การใช้ทางเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ทุกคนจำและทำตามจนเป็นนิสัย สิ่งที่ได้กลับมาคือ ปัญหาการจราจรทั้งหลายจะลดลงไป อุบัติเหตุการเฉี่ยวชนจะลดน้อยลง ผลพวงที่ตามมาคือเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งก็น้อยลง อีกทั้งไม่ต้องไปเสียเวลากับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่หลายคนพูดแล้วชาวบ้านตาดำ ๆ ฟังไม่เข้าใจ

          เรื่องกฎหมายการจราจรนี้ไม่ได้นำมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับใคร แต่เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ทางร่วมกันอย่างมีความสุขเท่านั้น เรื่องดี ๆ แบบนี้ไม่ต้องไปบอกให้คนอื่นทำตามหรอก แค่ตัวเองทำได้ก็มากพอแล้ว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หนังสือยานยนต์
ปีที่ 46 เล่มที่ 572 มกราคม 2557

.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ สิงหาคม 16, 2014, 08:27:35 am
ตำรวจฮึ่มล็อกล้อทั่วกรุง 18 ส.ค. จอดรถผิดที่ โดนแน่


-http://car.kapook.com/view95835.html-



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          ตำรวจนครบาลเริ่มปฏิบัติการล็อกล้อทั่วกรุง 18 สิงหาคมนี้ จอดรถในที่ห้ามจอด โดนแน่ เน้นกวดขันตามถนนสายรอง หลังพบจอดรถตามซอยหนีตำรวจ

          วันนี้ (15 สิงหาคม 2557) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล จะเริ่มปฏิบัติการ "ล็อกล้อทั่วกรุง" ในวันที่ 18 สิงหาคมนี้ โดย พลตำรวจตรี อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า หลังจากดำเนินการกวดขันวินัยจราจรตามนโยบาย 5 จริง และ 5 จอม มาระยะหนึ่ง ยังพบว่ามีการกระทำผิดเรื่องการจอดรถผิดกฎหมายในหลายจุดอยู่ โดยเฉพาะในเส้นทางรองและตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ซึ่งผู้ใช้รถพยายามหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่เข้าไปจอดในเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้เส้นทางหลักรถติดบ่อยครั้ง

          ดังนั้น กองบัญชาการตำรวจนครบาล จึงเตรียมเปิดปฏิบัติการ "ล็อกล้อทั่วกรุง" ดำเนินการล็อกล้อผู้กระทำผิดกฎจราจร จอดรถผิดกฎจราจร จอดรถในที่ห้ามจอด พร้อมเริ่มปฏิบัติการพร้อมกันทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ในวันที่ 18 สิงหาคมนี้ โดยจะยังคงเน้นย้ำนโยบาย 5 จอม ได้แก่

          - จอมปาด
          - จอมล้ำ
          - จอมขวาง
          - จอมย้อน
          - จอมปลอม

          และยังคงลุยมาตรการ "จับจริงจอมแชท" อย่างต่อเนื่อง ใน 90 ทางแยกสำคัญทั่วกรุงเทพมหานคร สำหรับผลการดำเนินการ "จับจริงจอมแชท" จะเตรียมสรุปผลการดำเนินงานในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ โดยประชาชนทั่วไปสามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์ของกองบังคับการตำรวจจราจร

หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ สิงหาคม 16, 2014, 08:41:37 am
จอมแชต

จอมแชต (http://www.youtube.com/watch?v=QAs7T3lVXWk#ws)
-http://www.youtube.com/watch?v=QAs7T3lVXWk-

หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ สิงหาคม 16, 2014, 11:47:41 am
ไฟฉุกเฉิน ใช้ไม่ถูกหลักอาจถึงตาย


-http://car.kapook.com/view95440.html-


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ Chevrolet Thailand สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

          ไฟฉุกเฉินหรือไฟผ่าหมาก เป็นอุปกรณ์ที่มีติดในรถทุกคัน ที่ใช้ในกรณีรถยนต์เสียหรือมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นขณะอยู่บนเส้นทางจราจร เมื่อทำการเปิดไฟผู้ร่วมเส้นทางจะสังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัด

          แต่ดูเหมือนในปัจจุบันนักขับหลายท่านมักจะนำมาใช้ผิด ๆ และเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายคือการ "เปิดไฟฉุกเฉินเพื่อข้ามแยก" ทำให้รถที่มาจากทางซ้ายจะเห็นว่ารถคุณเปิดไฟเลี้ยวซ้าย จึงไม่ได้ชะลอรถขณะถึงทางแยกและเกิดอุบัติเหตุในที่สุด

          หากนักขับทั้งหลายเข้าใจแล้วว่าการเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อข้ามแยกจะเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น  เรามาช่วยกันบอกต่อ และปรับเปลี่ยนวิธีการขับที่ผิด ๆ แบบนี้กันเถอะครับ


http://www.youtube.com/watch?v=LuPpoH6d9wo#t=15 (http://www.youtube.com/watch?v=LuPpoH6d9wo#t=15)
-http://www.youtube.com/watch?v=LuPpoH6d9wo#t=15-

Chevrolet Drive Through EP 4: ถ้าต้องการขับรถทางตรงผ่านสี่แยก ต้องเปิดไฟผ่าหมาก ถูกต้องหรือไม่?
คลิป ต้องเปิดไฟผ่าหมาก ถูกต้องหรือไม่? เปิดตัวแล้ววันนี้! พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ  โพสต์โดยคุณ Chevrolet Thailand สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กันยายน 21, 2014, 07:01:04 am
คลิปเตือนสติเวลาเจอช้าง อย่าใช้แตรรถ - อย่าดับเครื่องยนต์ (ชมคลิป)

-http://auto.sanook.com/8327/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C-%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B/-



เตือนสติเวลาเจอช้าง ช้างป่าละอู ดูไว้เตือนสติ (http://www.youtube.com/watch?v=MhpMyDMVd1s#)
-http://www.youtube.com/watch?v=MhpMyDMVd1s-

โพสต์ยูทูบโดย Ibaike Magnum
Published on Jan 14, 2014




   วิธีปฏิบัติเมื่อพบช้างป่าบนถนนนะค่ะ (ข้อมูลจาก อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่)

1. หยุดรถให้ห่างจากช้างอย่างน้อย 30 เมตร หากช้างเดินเข้าหา ให้เคลื่อนรถหนี รอจนกว่าช้างจะหลบจากถนน จึงเคลื่อนรถผ่านไป

2. อย่าใช้แตรรถ หรือส่งเสียงดังรบกวนช้างหรือไล่ช้าง เพราะอาจทำให้ช้างโกรธ และตรงเข้ามาหาเราได้

3. งดการใช้แฟลชถ่ายรูป เพราะอาจทำให้ช้างตกใจและตรงเข้ามาทำร้ายไ­ด้

4. ให้ติดเครื่องรถยนต์ไว้เสมอ เพื่อให้สามารถเคลื่อนรถหนีได้ทันท่วงที

5. หากพบช้างในเวลากลางคืน ให้เปิดไฟรถไว้เสมอ เพื่อให้สามารถสังเกตอาการของช้างและระยะห­่างระ

หว่างรถกับช้างได้โดยสะดวก

6. เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของช้าง ตั้งสติให้มั่น หากเป็นเวลากลางคืน ให้ใช้ไฟสูง แล้วเลือกเคลื่อนรถไปในทางที่มีช้างอยู่น้­อย แม้บางครั้งจำเป็นต้องเข้าใกล้หรือเบียดโข­ลงช้างไปก็ตาม อย่าดับเครื่องยนต์ และปิดไฟรถเป็นอันขาด ค่อยๆเคลื่อนรถ ให้เสียงเครื่องยนต์นิ่งมากที่สุด

7. ไม่ควรจอดรถดูช้าง เพราะอาจมีรถคันอื่นตามมา แล้วรถของคุณกีดขวางรถผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ถูกทำร้ายแทนรถของคุณได้

8. ไม่ควรจอดรถแล้วลงไปถ่ายรูปช้างในระยะใกล้ เพราะอาจทำให้คุณวิ่งหนีขึ้นรถไม่ทัน ควรระลึกอยู่เสมอๆว่า โดยทั่วไปช้างมักจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัว­หรือโขลง ขณะที่คุณเจอช้างเพียงตัวเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีช้างตัวอื่นๆ อยู่ในบริเวณนั้น โขลงช้างอาจจะกระจายกันหากินอยู่ในบริเวณป­่าข้างๆทางนั้นก็เป็นได้



   วิธีสังเกตุอารมณ์ของช้างอย่างง่าย ๆ

- เมื่ออารมณ์ดี หูจะสะบัดไปมา หางจะแกว่งและใช้งวงสะบัดไปมา หรือเกี่ยวดึงต้นไม้กิน ไม่ค่อยสนใจเรา

- เมื่ออารมณ์ไม่ดี หูจะตั้งกาง ไม่สะบัดหาง งวงจะนิ่งแข็ง และอยู่นิ่งจ้องมองมาทางเรา...

ปกติช้างจะวิ่งไล่ผู้รบกวนเป็นระยะทางสั้น ๆ เพียง 2 -- 3 ครั้ง หากวิ่งตามผู้รบกวนไม่ทันก็จะเลิกวิ่งไล่ไ­ปเอง ช้างเมื่ออารมณ์ดี จะไม่ทำร้ายแม้รถจะวิ่งเข้ามาใกล้ก็ตาม

แต่หากช้างโกรธ หรือไม่ไว้ใจสิ่งใด เช่น ช้างแม่ลูกอ่อน อาจตรงเข้าทำร้ายผู้รบกวนได้ในระยะไกล จึงพึงสังเกตอารมณ์ และอาการของช้างไว้ประกอบการตัดสินใจด้วยครับ


หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤศจิกายน 20, 2014, 09:59:30 pm
เรื่องนี้ เป็นเรื่องของพฤติกรรมที่ไม่ดี


------------------------------------


5 พฤติกรรม “น่ารังเกียจ” บนรถตู้โดยสาร ที่เห็นแล้วต้อง “ยี้”

-http://auto.sanook.com/9133/5-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%88-%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%89/-


 เชื่อว่าทุกวันนี้หลายคนที่ใช้บริการยวดยานพาหนะบนท้องถนน โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะประเภทต่างๆ อย่างรถเมล์ หรือรถตู้ คงเคยพบประสบการณ์แย่ๆ กันบ้างใช่ไหมครับ

 วันนี้ Sanook! Auto จึงหยิบ 5 พฤติกรรมน่ารังเกียจ บนรถตู้โดยสาร ที่ประสบพบเจอด้วยตัวเองและรู้สึก “ยี้” มาแบ่งปันกัน

 

     1.นกกระจอกแตกรัง

     เม้าท์มอยเรื่องชาวบ้าน ซ้ายดราม่า ขวามุ้งมิ้ง แน่นอน!! เชื่อว่าหลายคนเป็นนักพูดตัวยง แต่หากผิดที่ผิดเวลาก็ไม่ควรหรือเปล่า ? คุณอาจสนุกสนานแต่เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่เดินทางไปพร้อมกันในรถตู้คงไม่อยากร่วมวงสนทนา หรืออยากได้ยินเรื่องที่คุณและเพื่อนกำลังพูดถึงกันอย่างแน่นอน

 

     2. ยอดนักแชท

     สำหรับประเด็นนี้ เหมือนจะไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กับเพื่อนร่วมเดินทางมากนัก (หาก) ตอนที่คุณกำลังเพลิดเพลินกับการแชทนั้น คุณไม่ลืมที่จะปิดเสียงของ “แอพแชท” ที่ใช้งานอยู่

 

     3. ใช้ Small Talk แต่เพิ่ม Speed เสียงขึ้นเรื่อยๆ

     ถ้าคุณอยู่ภายในรถยนต์ส่วนตัว มันคงไม่แปลกที่คุณจะติดต่อสื่อสาร และใช้งานสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตคู่กับ Small Talk ตลอดเวลา แต่หากคุณเดินทางด้วยรถตู้โดยสารสาธารณะ การคุยผ่าน Small Talk ที่มาคู่กับเสียงบทสนทนาดัง ๆ ของคุณคือปัญหาที่สร้างความรำคาญให้เพื่อนร่วมเดินทางได้เช่นกันครับ

 

     4. อินสุดกับซีรี่ย์เรื่องโปรด

     ฉันชอบดูซีรี่ย์ฝรั่ง และซีรี่ย์เกาหลี เพราะมันสนุกและเพลิดเพลินดี แต่มันจะดีกว่าถ้าคุณนอนตีพุงดูอยู่ที่บ้าน แต่ที่ผมและเพื่อนร่วมเดินทางมักเจอกันบ่อยๆ คือการดูซีรี่ย์แบบไร้ Small Talk แต่ใส่อารมณ์ฟินสุดๆ เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งกับคุณแน่นอนหากสถานที่นั้นไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ ลองหันไปสำรวจคนรอบข้างบ้างครับว่า มีใครอยากดูกับคุณหรือเปล่า ไม่ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนร่วมเดินทาง ขอแนะนำว่าหยิบ Small Talk ขึ้นมาใช้เป็นดีที่สุด

 

     5. น้ำเอย น้ำใจ

     หลายคนอาจไม่ทราบว่าการนั่งรถโดยสารสาธารณะ เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ “น้ำใจ” ยิ่งเป็น “รถตู้โดยสาร” ด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเก้าอี้แต่ละตัวมีพื้นที่ไม่กว้างมากนัก หากคุณนั่งประมาณแถวที่ 1-3 ของรถ ซึ่งมันคือบริเวณประตูเข้า-ออก น้ำใจในการเปิดประตู หรือหลีกทางให้เพื่อนร่วมเดินทางถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่เดินทางด้วยรถตู้ หากไม่ลำบากมากอย่าลืมเอื้อเฟื้อกันนะครับ



     หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องโดยสารรถบริการสาธารณะ ได้รับรู้ถึง 5 พฤติกรรมสุดยี้บนรถตู้ หรือบางครั้งอาจเผลอทำพฤติกรรมเหล่านี้ลงไปแบบไม่รู้ตัว นี่ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นดีๆ ที่ทำให้คุณได้ตระหนักถึงสิ่งที่ควรกระทำเมื่อคุณเปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถตู้โดยสารสาธารณะ

 

หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ธันวาคม 14, 2014, 08:53:34 am
โดนใบสั่ง ไม่ไปจ่ายค่าปรับ จะเป็นอย่างไร!?!

-http://auto.sanook.com/11325/%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A31/-


มีข้อถกเถียงสงสัยกันมานานแล้วว่าเมื่อได้รับใบสั่งให้ไปชำระค่าปรับ เวลาทำผิดกฎจราจร เช่น ขับรถฝ่าสัญญาณไฟ จอดในที่ห้ามจอด ตรวจจับความเร็ว ฯลฯ โดนใบสั่งแบบนี้ถ้าไม่ไปจ่ายจะเป็นไรไหม? ขยำใบสั่งทิ้งได้หรือเปล่า? วันนี้ OLX หาคำตอบมาให้

     ถ้าไม่ไปชำระค่าปรับตามที่ระบุไว้ในใบสั่ง โดยไม่มีเหตุอันควร ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนไม่ไปชำระค่าปรับตามใบสั่ง มีความผิดอีกข้อหาหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท (มาตรา 155 พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ) นอกจากนี้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดการกับผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถตามมาตรา 141 ทวิ ดังนี้

     1. พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนตามสถานที่ วัน และเวลาที่ระบุในหมายเรียกนั้น แล้วพนักงานสอบสวนจะเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย

     2. ถ้าพนักงานสอบสวนใช้อำนาจออกหมายเรียกผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนแล้วส่งหมายเรียกไม่ได้ พนักงานสอบสวนจะแจ้งไปยังนายทะเบียนรถหรือนายทะเบียนขนส่งทางบกให้งดรับชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าผู้ได้รับใบสั่งจะมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกและชำระค่าปรับให้เรียบร้อยเสียก่อน พนักงานสอบสวนจึงจะแจ้งไปยังนายทะเบียนให้ทราบเพื่อให้ผู้นั้นชำระภาษีประจำปีสำหรับรถนั้นต่อไป

 

     ดังนั้น เมื่อคุณทำผิดกฎจราจร หรือได้รับใบสั่ง คุณก็มีหน้าที่ต้องไปชำระค่าปรับที่สถานีตำรวจในเขตท้องที่และภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ ซึ่งปกติแล้วก็มักจะไม่เกิน 7 วัน หรือถ้าใครไม่สะดวกไปจ่ายเองก็อาจจะชำระทางไปรษณีย์ก็ได้ ส่วนกรณีโดนยึดใบขับขี่ไว้ ก็ให้ใช้ใบรับแทนใบขับขี่ไปพลางก่อน เมื่อไปชำระค่าปรับแล้วตำรวจก็จะคืนใบขับขี่ให้

     หลายคนคิดว่าไม่ต้องไปจ่ายหรอก ข้อมูลคงไม่ถึง อันนี้ขอแนะนำว่าอย่าเสี่ยงเลยจะดีกว่า นอกจากจะไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ได้แล้ว ยังต้องอาจต้องโทษปรับเพิ่มขึ้นด้วย สรุปให้สั้นๆ นั่นคือ ทำให้ถูกต้องดีกว่าจะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง…

 

     ที่มา OLX.co.th

หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ ธันวาคม 14, 2014, 09:08:23 am
โดนใบสั่ง ไม่ไปจ่ายค่าปรับ จะเป็นอย่างไร!?!

-http://auto.sanook.com/11325/%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A31/-


มีข้อถกเถียงสงสัยกันมานานแล้วว่าเมื่อได้รับใบสั่งให้ไปชำระค่าปรับ เวลาทำผิดกฎจราจร เช่น ขับรถฝ่าสัญญาณไฟ จอดในที่ห้ามจอด ตรวจจับความเร็ว ฯลฯ โดนใบสั่งแบบนี้ถ้าไม่ไปจ่ายจะเป็นไรไหม? ขยำใบสั่งทิ้งได้หรือเปล่า? วันนี้ OLX หาคำตอบมาให้

     ถ้าไม่ไปชำระค่าปรับตามที่ระบุไว้ในใบสั่ง โดยไม่มีเหตุอันควร ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนไม่ไปชำระค่าปรับตามใบสั่ง มีความผิดอีกข้อหาหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท (มาตรา 155 พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ) นอกจากนี้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดการกับผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถตามมาตรา 141 ทวิ ดังนี้

     1. พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนตามสถานที่ วัน และเวลาที่ระบุในหมายเรียกนั้น แล้วพนักงานสอบสวนจะเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย

     2. ถ้าพนักงานสอบสวนใช้อำนาจออกหมายเรียกผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนแล้วส่งหมายเรียกไม่ได้ พนักงานสอบสวนจะแจ้งไปยังนายทะเบียนรถหรือนายทะเบียนขนส่งทางบกให้งดรับชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้นไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าผู้ได้รับใบสั่งจะมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกและชำระค่าปรับให้เรียบร้อยเสียก่อน พนักงานสอบสวนจึงจะแจ้งไปยังนายทะเบียนให้ทราบเพื่อให้ผู้นั้นชำระภาษีประจำปีสำหรับรถนั้นต่อไป

 

     ดังนั้น เมื่อคุณทำผิดกฎจราจร หรือได้รับใบสั่ง คุณก็มีหน้าที่ต้องไปชำระค่าปรับที่สถานีตำรวจในเขตท้องที่และภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ ซึ่งปกติแล้วก็มักจะไม่เกิน 7 วัน หรือถ้าใครไม่สะดวกไปจ่ายเองก็อาจจะชำระทางไปรษณีย์ก็ได้ ส่วนกรณีโดนยึดใบขับขี่ไว้ ก็ให้ใช้ใบรับแทนใบขับขี่ไปพลางก่อน เมื่อไปชำระค่าปรับแล้วตำรวจก็จะคืนใบขับขี่ให้

     หลายคนคิดว่าไม่ต้องไปจ่ายหรอก ข้อมูลคงไม่ถึง อันนี้ขอแนะนำว่าอย่าเสี่ยงเลยจะดีกว่า นอกจากจะไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ได้แล้ว ยังต้องอาจต้องโทษปรับเพิ่มขึ้นด้วย สรุปให้สั้นๆ นั่นคือ ทำให้ถูกต้องดีกว่าจะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง…

 

     ที่มา OLX.co.th





(http://www.tairomdham.net/index.php?action=dlattach;topic=7829.0;attach=3482;image)




(http://www.tairomdham.net/index.php?action=dlattach;topic=7829.0;attach=3484;image)

.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มีนาคม 15, 2015, 10:31:12 am
ออกมาแล้ว!!!
23 พ.ร.บ. จราจรใหม่ ปรับหนักมากขึ้น โปรดระวัง ฿฿฿
ค่าปรับ ตาม พ.ร.บ.จราจร มาแล้วนะ ฝากแจ้งเตือนกันด้วยโดนเข้าไปอาจมีโอกาสกินมาม่ายาวถึงสิ้นเดือนกันเลยทีเดียว........

1.ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน / วางไว้ที่กระจก = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.11,ม.60)

2.แผ่นป้ายทะเบียนตัดต่ออัดกรอบใหม่เป็นป้ายขาว = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

3.ติดป้ายเอียง มีวัสดุปิดทับ = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

4.แผ่นป้ายทะเบียนปลอม = ป.อาญา ฟ้องศาล

5.โหลดเตี้ย (วัดจากกึ่งกลางไฟหน้ากับระดับพื้นถนนต้องไม่ต่ำกว่า 40cm) = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

6.ยกสูง (วัดจากกึ่งกลางไฟหน้ากับระดับพื้นถนนต้องไม่สูงกว่า 135cm) = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

7.ล้อยางเกินออกมานอกบังโคนข้างละหลายนิ้ว = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

8.ใส่ล้อใหญ่จนแบะล้อเพื่อหลบซุ้ม = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

9.ตีโปร่งขยายซุ้มล้อติดสปอยเลอร์ต้องมีการยึดติดอย่างแน่นหนา = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

10.ฝาประโปรง หน้า-หลัง ดำ เกิน50%ของสีหลัก = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.13,ม.60)

11.เปลี่ยนท่อไอเสียใหญ่เสียงดัง = ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (ม.5(2),ม.58)

12.ไฟหน้าหลายสี เช่น เขียว แดง ฟ้า เหลือง = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.12,ม.60)

13.ไฟหยุดต้องสีแดง(ไฟเบรค)เท่านั้น = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.12,ม.60)

14.ไฟเลี้ยวต้องเป้นสีเหลืองอำพัน = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.12,ม.60)

15.ไฟส่องป้ายต้องเป็นสีขาวเห็นไม่ต่ำกว่า 20 เมตร = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.12,ม.60)

16.ไฟสปอร์ตไลน์ และโคมไฟตัดหมอกแสงพุ่งไกล = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.12,ม.60)

17.เปิดไฟตัดหมอกโดยไม่มีเหตุ = ปรับไม่เกิน 500 บาท กฏกระทรวง ข้อนี้เจอบ่อย..สุดรำคาญมั่ยรุสอบใบขับขี่ได้งัย

18.ติดไฟนีออนใต้ท้องรถ ติดไว้กับป้ายทะเบียน = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.12,ม.60)

19.ดัดแปลงเป็นขับเคลื่อน 4 ล้อ = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

20.เปลี่ยนดีสเบรคหลัง = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

21.ใส่หลังคาซันลูป = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

22.ถอดเบาะหลังออกแล้วติดโรลบาร์ = ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ม.14,ม.60)

23.ดัดแปลงเครื่องยนต์ วัดควันดำ = ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (พรบ.ขนส่ง)

รู้แล้วแชร์ให้เพื่อนดูด้วยนะคะ
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ พฤษภาคม 16, 2015, 09:56:27 am
ร่างใหม่ พ.ร.บ.จราจร “ไม่โชว์ใบขับขี่“ ระวังโดนปรับอ่วม

-http://auto.sanook.com/15641/-

เกิดกระแสข่าวในโลกออนไลน์อีกครั้ง เกี่ยวการปรับเพิ่มมาตรการใน พ.ร.บ.จราจรทางบก ซึ่งเตรียมเพิ่มบทลงโทษปรับ จำคุก และควบคุมตัว ข้อหาไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือ ไม่ยอมแสดงใบอนุญาตขับขี่แก่เจ้าพนักงาน เมื่อมีการขอตรวจสอบ

กรณีดังกล่าวนั้น พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. ได้เปิดเผยเอาไว้ ในการประชุมพิจารณาแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้หารือถึงข้อหาจราจรที่จำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขให้เด็ดขาดมากขึ้น

     ซึ่งในส่วนของ บช.น. จะมีการเสนอให้เพิ่มอัตราโทษ ในข้อหาไม่มีใบอนุญาตขับขี่ขณะขับรถ ให้จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจากเดิมมีโทษเพียงลหุโทษ ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ คือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาทเท่านั้น

     ทั้งนี้ ยังจะมีการขอเพิ่มโทษในข้อหา มีและไม่แสดงใบอนุญาตขับขี่ เมื่อเจ้าพนักงานเรียกตรวจสอบได้ โดยเสนอให้เพิ่มอัตราปรับ 5,000 ถึง 10,000 บาท และจากทั้งสองกรณีนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ขับขี่ได้

     นอกจากนี้ ทาง บช.น. ยังได้เสนอมาตรการเพิ่มโทษ กรณีขับรถโดยประมาทและหวาดเสียว เช่น ขับรถย้อนศร มีโทษปรับ 1,000 ถึง 5,000 บาท รวมทั้งจะเพิ่มโทษผู้ขับขี่ที่กีดขวางการจราจร อัตราปรับขั้นต่ำ 400 ถึง 1,000 บาท ด้วย

     อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวทั้งหมดอยู่ระหว่างหารือกับทีมกฎหมาย เพื่อสรุปและเสนอร่างดังกล่าวต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาให้การบังคับใช้เป็นข้อกฎหมายต่อไป

 

     ที่มา VoiceTV



หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 14, 2015, 11:10:06 am
เจ้าตูบแสนซื่อ คาบชามข้าวเข้าแถวเป็นระเบียบ มนุษย์เห็นแล้วอายไปเลย

-http://pet.kapook.com/view121335.html-

(http://www.tairomdham.net/index.php?action=dlattach;topic=7829.0;attach=3907;image)

(http://www.tairomdham.net/index.php?action=dlattach;topic=7829.0;attach=3909;image)

(http://www.tairomdham.net/index.php?action=dlattach;topic=7829.0;attach=3911;image)


******************

 เผยภาพน่ารักน่าเอ็นดู สุนัขตำรวจคาบชามเข้าไว้ในปาก ยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ ยอดเยี่ยมจริง ๆ

           เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2558 เว็บไซต์ en.rocketnews24.com  เผยภาพน่ารักน่าเอ็นดู สุนัขตำรวจคาบชามเข้าไว้ในปาก ยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ ยอดเยี่ยมจริง ๆ  รายงานว่า ในโลกออนไลน์ของจีน ได้มีการแชร์ภาพน่ารักของสุนัขตำรวจ โดยเราจะเห็นได้ว่า ชายที่สวมเสื้อกาวน์สีขาวนั้น กำลังเตรียมที่จะตักอาหารให้กับสุนัขที่เข้าแถว คาบชามข้าวของตัวเองไว้ในปาก นอกจากนี้ สุนัขเหล่านี้ยังเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบสุด ๆ แสดงให้เห็นถึงวินัยและความอดทน

           อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ภาพแรกที่แสดงให้เห็นว่า สุนัขมีระเบียบแค่ไหน เพราะก่อนหน้านี้เคยปรากฏภาพของสุนัขในฟินแลนด์ ที่คาบชามข้าวไว้ในปาก และเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบเพื่อรออาหารมาแล้ว และดูเหมือนสุนัขเหล่านี้จะเป็นสุนัขทหาร

โดยปกติแล้วกองกำลังของตำรวจและทหารทั่วโลกมักจะมีการฝึกสุนัข ไม่ใช่แค่เฉพาะการค้นหายาเสพติด ระเบิด หรือวัตถุต้องสงสัย แต่ยังรวมไปถึงภารกิจค้นหาและช่วยเหลือ หรือแม้กระทั่งการกู้ระเบิด ซึ่งงานแบบนี้มักจะใช้สุนัขที่มีทักษะสูง และผ่านการฝึกมามาก และสุนัขตำรวจมักจะถูกฝึกมาอย่างเข้มงวดมากกว่าแค่การฝึกให้สุนัขฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา


ภาพจาก en.rocketnews24.com

หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 14, 2015, 12:23:49 pm
จ่ายหลักร้อย คุ้มครองหลักแสน พ.ร.บ. ช่วยได้

-http://auto.sanook.com/16171/-



ผู้ใช้รถบางคนไม่เห็นความสำคัญของการทำประกันหรือต่อ พ.ร.บ. แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาความเสียหายที่คุณต้องชดใช้นั้นเทียบไม่ได้เลยกับค่าทำ พ.ร.บ. เพียง 646 บาท ซึ่งช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายกรณีบาดเจ็บ – เสียชีวิตสูงสุดถึง 200,000 บาท ส่วนความคุ้มครองอื่นๆ มีอะไรบ้างนั้น SILKSPAN มีคำตอบ


     ทำ พ.ร.บ. ดีอย่างไร

    คุ้มครองความเสียหายเบื้องต้นทั้งตนเองและคู่กรณี
    เมื่อคู่กรณีเกิดชนแล้วหนี ยังมีค่ารักษาพยาบาล
    มีสิทธิ์ต่อทะเบียนรถประจำปี
    จ่ายเบี้ยถูกคุ้มครองหลักแสน

 
ความคุ้มครองการทำประกันภัยภาคบังคับ พ.ร.บ.
1. ความคุ้มครองเบื้องต้น
(ไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด)    วงเงินคุ้มครอง
1.1 กรณีบาดเจ็บเบื้องต้น (ตามจริง)    15,000 บาท/คน
1.2 เสียชีวิต / สูญเสียอวัยวะ / ทุพพลภาพถาวร    35,000 บาท/คน
2. ค่าเสียหายส่วนเกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น
(หลังตรวจสอบว่าเป็นฝ่ายถูก)    วงเงินคุ้มครอง
2.1 ค่ารักษาพยาบาล    50,000 บาท/คน
2.2 เสียชีวิต / สูญเสียอวัยวะ / ทุพพลภาพถาวร    200,000 บาท/คน
2.3 ค่าชดเชยรายวัน 200 บาท รวมกันไม่เกิน 20 วัน (กรณีเป็นผู้ป่วยใน)    สูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท/คน

 

     ตัวอย่าง

     ถ้าคุณขับรถกระบะไปเฉี่ยวชนมอเตอร์ไซค์ล้ม คนขับหัวฟาดพื้นได้รับบาดเจ็บจนต้องนำส่งโรงพยาบาล ซึ่งถ้าคุณทำพ.ร.บ. ไว้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลของผู้บาดเจ็บ และถ้าคู่กรณีเสียชีวิต พ.ร.บ. ก็จะช่วยจ่ายค่าทำศพและจ่ายเงินชดเชยให้สูงสุดถึง 200,000 บาท แต่ถ้าโชคร้ายรถไม่มี พ.ร.บ. หรือขาดต่อค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะตกเป็นภาระของคุณเพียงคนเดียว

 

     สรุปง่ายๆ คือรถทุกคันต้องทำ พ.ร.บ. เพราะไม่เพียงแค่ทำตามกฎหมายกำหนด แต่ยังเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพียงจ่ายเงินไม่กี่ร้อยเท่านั้น คุ้ม!


      ขอบคุณบทความจาก SILKSPAN.COM
      สนใจสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2392-1006




หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ เมษายน 10, 2016, 09:30:01 am
ขับรถทางไกลไม่ให้ปวดหลัง รู้ยังต้องนั่งยังไง
-http://health.kapook.com/view145732.html-

ภาพจาก The Chartered Society of Physiotherapy โดย Lee Sullivan
ขอขอบคุณข้อมูลจาก หมอชาวบ้าน
-https://www.doctor.or.th/article/detail/1723-

The Chartered Society of Physiotherapy
Daily Mail

ขับรถทางไกลนาน ๆ ต้องแก้เมื่อย เพื่อเลี่ยงอาการปวดหลัง แต่นอกจากวิธีคลายเมื่อยแล้วยังมีวิธีนั่งขับรถที่ถูกท่า พาห่างไกลจากทุกอาการปวดด้วยนะ

          แค่ขับรถไปทำงานหลายคนก็บ่นอุบแล้วว่าปวดหลังบ้าง เมื่อยตรงนั้นตรงนี้บ้าง แล้วลองคิดดูว่าหากต้องนั่งขับรถทางไกลยาว ๆ สุขภาพหลังและร่างกายจะโดนผลกระทบมากน้อยแค่ไหน แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะวันนี้เรามีท่านั่งช่วยลดอาการปวดหลังเมื่อต้องขับรถทางไกลมาบอกต่อ

ขับรถทางไกลอย่างไรให้ปลอดภัยและไม่ปวดหลัง ?

          เบื้องต้นต้องปรับเบาะนั่งให้พอเหมาะกับตัวของผู้ขับขี่ โดยต้องคำนึงถึงการมองเห็นของผู้ขับขี่ในขณะขับรถด้วย โดยควรจัดที่นั่งดังนี้

          * ปรับพวงมาลัย ยกขึ้นให้สุด และดันไปด้านหน้าให้สุด
         
          * ปรับที่นั่งให้ต่ำที่สุด

          * ปรับที่นั่งให้ด้านหน้าเทลงไปให้สุด

          * ปรับพนักพิงให้เอียงไปทางด้านหลังประมาณ 30 องศาจากแนวดิ่ง

          * ปรับส่วนรองรับหลัง (Lumbar Support) ไปทางด้านหลังให้มากที่สุด

          * ดันที่นั่งให้ไปด้านหลังให้สุด

เมื่อจัดที่นั่งและพวงมาลัยรถแล้ว ให้มาปรับที่นั่งให้เข้ากับตัวผู้ขับขี่ดังต่อไปนี้

          1. ยกที่นั่งขึ้นจนมองเห็นได้รอบ โดยที่นั่งไม่ควรสูงเกินไปจนศีรษะชิดกับหลังคารถด้านใน และต้องแน่ใจว่ามองเห็นได้อย่างเต็มที่

          2. เลื่อนเก้าอี้มาทางด้านหน้าจนเท้าสามารถควบคุมคันเร่ง เบรก และคลัทช์ ได้สะดวก อาจปรับความสูงที่นั่งได้อีกเล็กน้อยเพื่อให้ใช้เท้าบังคับ คันเร่ง เบรก และคลัทช์ ได้ดีขึ้น

          3. ปรับความลาดเอียงของที่นั่งจนต้นขาสัมผัสกับที่นั่งทั้งหมด โดยต้องระวังไม่ให้มีแรงกดที่ด้านหลังของเข่ามากไป

          4. ปรับพนักพิงให้พิงได้จนถึงระดับไหล่ ไม่ควรเอนเก้าอี้ไปทางด้านหลังมากเกินไป เพราะทำให้ไม่ได้พิงหลังเพราะการมองเห็นจะมีปัญหาถ้าเอนหลังไปพิงพนัก ผู้ขับขี่มักจะอยู่ในท่าก้มคอเพื่อให้มองเห็นได้ดีขึ้น

          5. ปรับส่วนรองรับโค้งของหลังให้รู้สึกว่ามีแรงกดเท่ากันตลอดของหลังส่วนล่าง แต่ถ้าไม่มีส่วนนี้อาจใช้หมอนเล็กหนุนหลังส่วนล่างแทนได้

          6. ปรับพวงมาลัยให้เข้ามาใกล้ตัวและดันลงให้อยู่ในระยะที่จับได้สะดวก โดยต้องมีช่องว่างให้ยกขาท่อนบนได้บ้างขณะใช้เท้าบังคับรถ และขณะลุกออกจากที่นั่ง พร้อมทั้งควรตรวจดูว่าพวงมาลัยไม่บังหน้าปัดด้วยนะคะ

          7. ปรับพนักพิงศีรษะให้สูงเท่าระดับศีรษะ ในส่วนของพนักพิงศีรษะมีจุดประสงค์หลักเพื่อไม่ให้คอสะบัดอย่างรุนแรง (Whiplash Injury) ขณะเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นตำแหน่งของพนักพิงศีรษะจึงควรอยู่ในจุดที่รองรับศีรษะได้พอดี

          นอกจากนี้ Sammy Margo นักกายภาพบำบัดจากลอนดอน ได้แนะนำท่านั่งขับรถที่จะช่วยลดอาการปวดหลังเมื่อต้องขับรถระยะไกลมาให้ดูง่าย ๆ ตามภาพอินโฟกราฟิกจาก The Chartered Society of Physiotherapy

รูปที่ 1 (รูปแรก)

(http://wm.thaibuffer.com/o/u/2016/wanchalerm/Health_04_59/Car_11.jpg)

(http://files.palungjit.org/attachment.php?attachmentid=3635976&stc=1&d=1460255075)
ภาพจาก The Chartered Society of Physiotherapy โดย Lee Sullivan

 - นั่งให้เต็มสะโพก เอนหลังให้พิงเบาะนั่งเต็มที่ ให้ลักษณะการนั่งเหมือนนั่งทับกระเป๋าหลังกางเกงยีนส์เต็มใบ

          - ศีรษะอยู่ห่างจากพนักพิงศีรษะประมาณ 1-2 นิ้ว

          - ปรับเบาะเอนไปด้านหลังโดยกะระยะให้ข้อศอกขณะจับพวงมาลัยทำมุมประมาณ 30-40 องศาจากแนวดิ่ง

          - เข่าทั้งสองข้างอยู่ในลักษณะเอียงเล็กน้อย แต่สำหรับรถเกียร์กระปุก ขาซ้ายอาจเอียงมากกว่าเข่าขวาเพื่อให้เหยียบคลัชท์ได้สะดวกขึ้น

          - หลังและไหล่พิงเบาะนั่งอย่างเต็มที่

          และในขณะที่ติดไฟแดง พักรถ หรือจอดรถ ให้บริหารร่างกายส่วนต่าง ๆ ตามท่าดังต่อไปนี้

* ไหล่

          ยกไหล่ขึ้นและลง จากนั้นหมุนไหล่วนจากข้างหน้าไปข้างหลัง คล้ายท่าบริหารหัวไหล่ปกติเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด

* ต้นแขนและหน้าอก

          ประสานมือเข้าด้วยกัน จากนั้นหมุนให้ฝ่ามือหันออกด้านหน้า เหยียดแขนให้สุด ค้างไว้สักพัก แล้วค่อย ๆ เคลื่อนมือที่ประสานกันไว้เหยียดไปด้านบน ค้างท่าไว้สักระยะ พอให้หายเมื่อยแล้วจึงค่อยคลายมือออก

* ขาและเท้า

          เมื่อไม่ได้ขับรถอยู่ ให้นั่งเอาเท้าวางราบไปกับพื้นรถ จากนั้นค่อย ๆ ยกส้นเท้าขึ้น (เขย่งเท้า) ค้างท่าไว้สักพัก

* คอ

          ค่อย ๆ เอียงคอไปทางไหล่ขวา ค้างไว้สักพัก จากนั้นเปลี่ยนไปเอียงคอเข้าหาไหล่ซ้าย ค้างท่าไว้สักพัก คราวนี้ลองก้มหน้าให้คางเกือบแตะหน้าอก ค้างท่าไว้สักพักแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมามองตรง ๆ จากนั้นหันศีรษะไปทางขวาและทางซ้าย บริหารคอให้ครบทุกด้าน

          อย่างไรก็ตาม ณ ขณะขับรถก็ไม่ควรเกร็งอยู่ในท่านั่งที่ถูกต้องไปตลอด โดยเฉพาะหากรู้สึกเมื่อยก็ควรปรับเปลี่ยนท่านั่งขับรถให้รู้สึกสะดวกสบาย สลับกันได้ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางนะคะ

          และโดยปกติแล้ว นักกายภาพบำบัดจะแนะนำผู้ขับขี่ทางไกลให้หยุดพักรถและพักคนทุก ๆ 20-30 นาที ซึ่งแม้จะดูเป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยก็ควรจอดพักทั้งรถและคนทุก ๆ 2 ชั่วโมงก็ยังดี ที่สำคัญเมื่อพักรถแล้วลองยืดเหยียดร่างกายด้วยท่าบริหารด้านล่างนี้ดู

รูปที่ 2

(http://wm.thaibuffer.com/o/u/2016/wanchalerm/Health_04_59/Car_12.jpg)

(http://files.palungjit.org/attachment.php?attachmentid=3635977&stc=1&d=1460255075)
ภาพจาก The Chartered Society of Physiotherapy โดย Lee Sullivan

* บริหารไหล่

          หมุนแขนวนไปด้านหน้าและด้านหลังพร้อม ๆ กันทั้งสองแขน เมื่อแขนหมุนไปอยู่ด้านหลัง ให้เกร็งไหล่ให้อยู่ในแนวราบกับลำตัวให้มากที่สุด พร้อมกับยืดอกขึ้น

* บริหารข้างลำตัว

          ยกแขนขวาขึ้นไปเหนือศีรษะ จากนั้นค่อย ๆ โค้งแขนขวาไปทางด้านซ้าย ส่วนแขนซ้ายให้ปล่อยแนบลำตัวไว้ ค้างท่าไว้สักพัก แล้วสลับทำบริหารมือซ้ายต่อไป

* บริหารเอ็นร้อยหวาย

          ยืนตรง เหยียดขาข้างหนึ่งไปด้านหน้า ส้นเท้าแตะพื้น ปลายเท้าหงายขึ้นเล็กน้อย ค่อย ๆ ขยับเหยียดขาไปข้างหน้าอีกนิด ให้พอรู้สึกตึงบริเวณต้นขาด้านหลัง จากนั้นสลับทำอีกข้าง

* บริหารหลังส่วนล่าง

          ยืนตรง มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาแตะด้านหลังสะโพกไว้ จากนั้นใช้มือดันสะโพกไปด้านหน้า ไหล่และหลังเอนมาด้านหลัง (ยืนแอ่นหลัง) เป็นการยืดเหยียดความเมื่อยล้าบริเวณหลังส่วนล่างได้เป็นอย่างดี

          นอกจากเคล็ดลับเหล่านี้ก็ควรนั่งแอ่นหลังเป็นระยะ หรือเมื่อรู้สึกเมื่อยขณะขับรถด้วยนะคะ ที่สำคัญหากรู้สึกง่วงควรจอดพักรถทันที และพยายามงดโทรศัพท์ขณะขับขี่ รวมทั้งขับรถก็ต้องไม่ดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะจ๊ะ
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ กรกฎาคม 24, 2022, 11:46:28 am
.
ตอนนี้ กฎหมายที่เกี่ยวกับการขับรถประเภทต่างๆ และ เมาแล้วขับ
.
กฎหมายแรงมาก ครับ
.
มีโทษปรับและจำคุก
.
ไม่มีรอลงอาญา หรือ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์อีกแล้ว
.
คนขายร่ำรวย คนกินยากจน
.
.
.
​​
#กฎหมายจราจร

#เมาแล้วขับ

.

.

.

.

.

อ่านด่วน! เพิ่มโทษ'กฎหมายจราจร'ใหม่ ดัดนิสัยพวกชอบขับรถผิดกฎ

.

โพสโดย เว็บไซด์ naewna

.

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 16.45 น.

.

.

"อัยการ"ชี้แก้บทลงโทษกฎหมายจราจรใหม่ ให้อำนาจตำรวจขอแพทย์ตรวจแอลกอฮอล์เมาแล้วขับ เสพยา ให้ศาลเพิ่มโทษพวกชนเเล้วหนี เพิ่มค่าปรับพวกโทรไปขับไป ขับเร็วหวาดเสียวไม่ชะลอทางม้าลาย พร้อมให้อำนาจศาลวางข้อกำหนดคดีแข่งรถ ให้พ่อแม่จ่ายเงินถ้าลูกทำผิดซ้ำ

.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการในหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้ความเห็นข้อกฎหมายผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ความว่า ตามที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2565

.

นอกจากจะมีการแก้ไขมาตรา 123 กำหนดให้คนโดยสารที่นั่งแถวที่นั่งตอนอื่นที่ไม่ใช่แถวหน้าต้องรัดเข็มขัดนิรภัย และเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแล้วยังได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จราจรทางบก อีกมากในหลายๆ เรื่อง ซึ่งจะขอนำมากล่าวในที่นี้เฉพาะบางเรื่องที่เห็นว่าน่าสนใจ ดังนี้

.

.

- กรณีที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นและมีเหตุอันเชื่อได้ว่า ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท หรือขับขี่รถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น และผู้ขับขี่อยู่ในภาวะหมดสติหรือได้รับอันตรายแก่กายจนไม่อาจให้ความยินยอมในการตรวจสอบหรือทดสอบการมีสารอยู่ในร่างกาย พนักงานสอบสวนมีอำนาจขอให้แพทย์ทำการตรวจพิสูจน์บุคคลดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด โดยแพทย์สามารถเก็บตัวอย่างเลือด ปัสสาวะ หรือของเสียอย่างอื่นจากร่างกายของบุคคลดังกล่าวได้ด้วยวิธีทางการแพทย์ (มาตรา 40 ทวิ/1 และมาตรา 142 วรรค 6) ซึ่งตามกฎหมายเดิม การตรวจสอบหรือทดสอบดังกล่าวจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากผู้ขับขี่เสียก่อนเท่านั้น

.

- ให้ศาลมีอำนาจเพิ่มโทษผู้ขับขี่ที่ชนแล้วหนี ซึ่งขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัส แล้วไม่ให้การช่วยเหลือตามสมควรหรือไม่แสดงตัวต่อตำรวจ ณ สถานที่เกิดเหตุ ตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง โดยศาลมีอำนาจพิพากษาเพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นสำหรับความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสได้อีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนด (มาตรา 160)

.

- แก้ไขอัตราโทษฐานขับรถเร็วเกินกว่ากำหนดตามมาตรา 67 วรรคหนึ่ง จากเดิมปรับไม่เกิน 1 พันบาท เป็น ปรับไม่เกิน 4 พันบาท (มาตรา 152)

.

- แก้ไขอัตราโทษฐานไม่ลดความเร็วของรถ เมื่อเข้าใกล้ทางข้ามหรือทางม้าลายตามมาตรา 70 จากเดิมปรับไม่เกิน 5 ร้อยบาท เป็น ปรับไม่เกิน 2 พันบาท (มาตรา 148)

.

- แก้ไขอัตราโทษฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานจราจรตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 154 จากเดิมปรับครั้งละไม่เกิน 1 พันบาท เป็น ปรับไม่เกิน 4 พันบาท

.

- แก้ไขอัตราโทษฐานขับขี่รถในลักษณะกีดขวางการจราจร ขับขี่รถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ขับขี่รถคร่อมหรือทับเส้นหรือแนวแบ่งช่องเดินรถ ขับขี่รถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร และขับขี่รถในขณะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ เว้นแต่การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ตามมาตรา 43 (3) (4) (6) (7) และ (9) ตามลำดับ จากเดิมปรับตั้งแต่ 4 ร้อยบาท ถึง 1 พันบาท เป็นปรับไม่เกิน 4 พันบาท (มาตรา 157)

.

- และในกรณีที่มีการกระทำความผิดฐานแข่งรถในทางตามมาตรา 134 และผู้กระทำผิดมีอายุต่ำกว่า 20 ปี ศาลมีอำนาจวางข้อกำหนดให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ต้องระวังผู้นั้นไม่ให้กระทำความผิดฐานแข่งรถในทางซ้ำอีก ตลอดเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งต้องไม่เกิน 3 ปีและกำหนดจำนวนเงินตามที่เห็นสมควรซึ่งบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง จะต้องชำระต่อศาลไม่เกินครั้งละ 5 หมื่นบาท หากผู้นั้นกระทำความผิดฐานแข่งรถในทางซ้ำอีก (มาตรา 160 เบญจ)

.

.

.-------------------------------

.

.

รู้ก่อนเมา! เปิด "กฎหมายเมาแล้วขับ 2565" เมาแค่ไหน ถ้าขับ โดนปรับกี่บาท?

.

โพสโดย Ingonn

11 เมษายน 2565 ( 12:32 )

.

.

ตั้งแต่ภาครัฐ ได้มีการ “เปิดประเทศ” และผ่อนคลายมาตรการป้องกันโรคโควิดมากขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอนุญาตให้ร้านอาหาร เริ่มเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ส่งผลให้หลายคนเริ่มออกมาปาร์ตี้สังสรรค์ จนบางครั้งอาจลืมไปว่า เมาแล้วขับ มีโทษปรับและติดคุก ซึ่งเทศกาลสงกรานต์ 2565 เป็นอีกวันหยุดยาวที่หลายคนเตรียมตัวสังสรรค์กัน ดังนั้นจึงควรรู้ข้อกฎหมายเมาแล้วขับไว้ด้วย

.

ทางกรมการขนส่งทางบก จึงได้รวบรวม "กฎหมายเมาแล้วขับ” มีโทษอย่างไร และต้องปรับเป็นเงินเท่าไหร่บ้าง มาฝาก แต่แนวทางที่ดีที่สุดคือต้อง “ดื่มไม่ขับ” เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยต่อตนเอง และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน

.

เช็ค "กฎหมายเมาแล้วขับ" มีอะไรบ้าง

กฎหมายเมาแล้วขับ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5,000 - 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งพักใช้ใบอนุญาตขับรถไม่ต่ำกว่า 6 เดือน สำหรับผู้ที่มี

.

ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ขับขี่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์ หรือ ผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตขับรถชั่วคราว (ใบอนุญาตแบบ 2 ปี) ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ. 2550 ออกความในพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ถือเป็น “ผู้เมาสุรา”

.



ปริมาณเแอลกอฮอล์ในเลือด 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกพักใช้ใบอนุญาตขับรถไม่น้อยกว่า 6 เดือน

.

.

บทลงโทษ "เมาแล้วขับ" ตามกฎหมาย

.

เมาแล้วขับ หรือ การปฏิเสธเป่า มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 10,000 - 20,000 บาท ระงับใบอนุญาตขับรถไม่น้อยกว่า 6 เดือน และศาลสามารถสั่งพักใบอนุญาตขับรถ หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ และสามารถยึดรถไว้ไม่เกิน 7 วัน

.

เมาแล้วขับจนทำให้ผู้อื่น “บาดเจ็บ”

.



    จำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท และถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ



.



เมาแล้วขับจนทำให้ผู้อื่น “บาดเจ็บสาหัส”

.



    จำคุก 2-6 ปี ปรับ 40,000-120,000 บาท ระงับใบอนุญาตขับรถไม่น้อยกว่า 2 ปี



.



เมาแล้วขับจนทำให้ผู้อื่น “ถึงแก่ความตาย”

.



    จำคุก 3-10 ปี ปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที



.



เมาแล้วขับ ประกันรถยนต์จ่ายไหม

.

แบ่งออกเป็น 2 แนวทางเนื่องจาก ประกันรถยนต์มีทั้ง พ.ร.บ.รถยนต์ หรือ ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ (ประกันชั้น 1, ประกันชั้น 2+ และประกันชั้น 3+) แต่ละประเภทมีเงื่อนไขในการคุ้มครองที่แตกต่างกัน



.

กรณีที่ 1 พ.ร.บ.รถยนต์ คือคุ้มครองผู้เอาประกันรถยนต์และคู่กรณี โดยไม่พิสูจน์ความถูกหรือผิด ซึ่งจ่ายเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่ารักษาพยาบาลเพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แต่ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของผู้เอาประกัน พ.ร.บ.รถยนต์ จะไม่คุ้มครอง

.

กรณีที่ 2 ถ้าแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ประกันรถยนต์จะคุ้มครองทั้งผู้เอาประกันและฝ่ายเสียหาย แต่ถ้าแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประกันรถยนต์จะไม่คุ้มครองผู้เอาประกัน แม้จะซื้อประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่มีเบี้ยสูงสุดก็ตาม

.

แม้บางคนคิดอาจว่า มีเงินจ่ายค่าปรับตามกฎหมายในกรณีที่เมาแล้วขับ แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ไม่คุ้มค่ากับการจ่ายเงินเลยสักนิด และร้ายแรงที่สุดอาจทำให้ผู้อื่นพิการหรือเสียชีวิตได้ ทางที่ดีที่สุดคือ ดื่มไม่ขับ ช่วยลดอุบัติเหตุและความปลอดภัยบนท้องถนน

.

ข้อมูลจาก สำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก , Tidlor

.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ เมษายน 09, 2023, 11:39:25 am
.
.
ช่วงงานสงกรานต์ในปีนี้ (ปี 2566)
การเดินทางของหลายๆท่าน มีการเดินทางกลับไปภูมิลำเนาของตนเอง
เดินทางกันด้วยความระมัดระวังกัน
เตรียมความพร้อมของร่างกาย ให้พร้อมกับการเดินทางไกล
พักผ่อนให้เพียงพอ ก่อนออกเดินทาง
.
หากท่านใดขับรถยนต์ส่วนตัวไปเอง #เมาไม่ขับ ครับ
แสดงความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
.
หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ท่านที่เมาแล้วขับ ไม่มีปัญญาไปรับผิดชอบใครได้เลย
ย้ำว่า ท่านที่เมาแล้วขับ ไม่มีปัญญาไปรับผิดชอบใครได้เลย
.
ลองใช้สมองคิดดูครับ  ถ้าหัดใช้สมองคิด จะทราบถึงเหตุและผลที่จะเกิดขึ้นได้แน่นอน
หากเกิดเหตุมีคนเมาแล้วขับรถไปชนกับ ลูกหลาน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ของท่าน
ลูกหลาน พ่อแม่ ญาติพี่น้องของท่าน เสียชีวิต หรือ พิการไปตลอดชีวิต ท่านจะรู้สึกอย่างไร
.
ย้ำอีกรอบ
หากเกิดเหตุมีคนเมาแล้วขับรถไปชนกับ ลูกหลาน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ของท่าน
ลูกหลาน พ่อแม่ ญาติพี่น้องของท่าน เสียชีวิต หรือ พิการไปตลอดชีวิต ท่านจะรู้สึกอย่างไร
.
ฝากไว้ให้คิด ????????????????????????????????????????
.
.
.*******************************************.
.
.
ว่าด้วยเรื่อง เมาแล้วขับ
.
กฎหมายน่ารู้ ตอนที่ 415 : ระดับแอลกอฮอล์เท่าไรเจอโทษเมาแล้วขับ หากไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์จะผิดกฎหมายหรือไม่
.
.
ที่มา moj (เว็บไซด์กระทรวงยุติธรรม)
10 มี.ค. 2566 เวลา 15:24 น.
ที่มาของรูป moj
.
.
ชื่อตอน : ระดับแอลกอฮอล์เท่าไรเจอโทษเมาแล้วขับ หากไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์จะผิดกฎหมายหรือไม่
.
       เป่าแอลกอฮอล์เท่าไร ถึงมีโทษเมาแล้วขับ ตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ใน 4 กรณี ดังต่อไปนี้ ถือว่าเมาแล้วขับ คือ
.
1) ผู้ขับขี่ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
2) ผู้ขับขี่ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ เช่น มือใหม่ใบอนุญาตขับขี่ยังไม่ถึง 2 ปี
3) ผู้ขับขี่ซึ่งมีใบอนุญาตขับขี่สำหรับรถประเภทอื่นที่ใช้แทนกันไม่ได้
4) ผู้ขับขี่ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรืออยู่ระหว่างถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่บุคคลที่มีใบขับขี่ตลอดชีพหรือใบขับขี่ 5 ปี และมีอายุเกิน 20 ปี ถือว่าเมาแล้วขับ
.
       หากเป่าแอลกอฮอล์แล้วพบว่า ปริมาณเกินกำหนดทั้ง 2 กรณี จะถือว่าเมาแล้วขับ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 160 ตรี
.
       ในกรณีที่ไม่เป่าแอลกอฮอล์ในทางกฎหมายจะถือว่าเมาแล้วขับ ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ
.
       สำหรับโทษของการเมาแล้วขับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเป่าแอลกอฮอล์แล้วเกินกำหนดหรือเกิดอุบัติเหตุจนทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 160 ตรี กำหนดให้ผู้ขับขี่ที่ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ดังนี้
.
- เมาแล้วขับ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนด ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
.
- เมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
.
- เมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000-120,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
.
- เมาแล้วขับเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
.
- ผู้ขับขี่ที่กระทำผิดซ้ำข้อหาเมาแล้วขับ กระทำผิดครั้งแรกจะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรก เพิ่มอัตราโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 160 ตรี/1 มาตรา 160ตรี/2 และมาตรา 160 ตรี/3
.
ข้อมูลจาก : พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 มาตรา 160 มาตรา 160 ตรีกฎกระทรวง ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2560) ข้อ 3 (1)
.
.
.
.
.
เมาแล้วขับเสียค่าปรับเท่าไหร่ตามกฎหมายจราจรใหม่ 2566
.
.
ที่มา tidlor (เว็บไซด์เงินติดล้อ)
.
.
มาแล้วขับถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนบนท้องถนนซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่ามีคดีความเมาแล้วขับเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในเทศกาล เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ หรือวันเฉลิมฉลองอื่น ๆ เพราะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้ผู้ขับขี่ขาดสติ หลายคนจึงสงสัยว่า ในกรณีที่เมาแล้วขับประกันรถจะจ่ายไหม มีค่าปรับเท่าไหร่ตามกฎหมายจราจรใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้งาน  ต้องเป่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเท่าไหร่ถึงจะเป็นคนขาดสติ ซึ่งในบทความนี้มีคำตอบมาให้คุณแล้วครับ
.
เมาแล้วขับเป่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเท่าไหร่ถือว่าขาดสติ
กฎกระทรวงฉบับเก่า ระบุว่า หากผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะถือว่าเมาสุราตาม กฎกระทรวงฉบับที่ 16 พ.ศ.2537 ออกความใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ข้อ 3 แต่กฎกระทรวงที่ว่านี้ได้เปลี่ยนเนื้อความเป็นกฎหมายฉบับใหม่พร้อมรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย
.
กฎกระทรวงฉบับที่  21 พ.ศ.2550 ออกความใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ระบุว่า ระบุว่า ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถือว่าเมาสุรา ยกเว้นผู้ขับขี่ใน 4 กรณีต่อไปนี้ ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถือว่าเมาสุรา คือ
.

    ผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์
    ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ชั่วคราว (ใบขับขี่อนุญาตแบบ 2 ปี)
    ผู้ขับขี่ที่มีใบขับขี่ประเภทอื่น ซึ่งใช้แทนกันไม่ได้
    ผู้ขับขี่ที่ถูกยกเลิกใบขับขี่ หรืออยู่ระหว่างการพักใช้งานใบขับขี่

.
ถึงแม้กฎหมายจราจรเมาแล้วขับฉบับใหม่จะระบุเอาไว้ว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่ควรเกิน 50 มิลลิกรัม แต่จริง ๆ แล้วการมีสติที่ครบถ้วน ไม่ดื่มเหล้าก่อนขับนั้นปลอดภัยที่สุด หากรถทุกคันปฏิบัติตามกฎหมายจราจรใหม่ 2566  แน่นอนว่าอุบัติเหตุเรื่องเมาแล้วขับจะลดน้อยลงมาก ๆ เลยครับ
.
ค่าปรับเมาแล้วขับเสียเงินกี่บาท มีโทษตามกฎหมายอะไรบ้าง?​
ถึงแม้ว่าวิจัยเรื่อง “ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขับรถโดยไม่ผิดกฎหมาย” ระบุเอาไว้ว่า  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 5 ดีกรี มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดน้อยกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (เทียบเท่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 กระป๋อง) ไม่ผิดกฎหมาย แต่ถ้าอยากขับขี่ให้ปลอดภัยที่สุดคือการเลือกเมาแล้วไม่ขับ
.
หากคุณไม่ทำตามกฎหมายจราจรจนสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนหรือคนอื่น ๆ ต้องมีโทษตามมา โดยเงินติดล้อจะแบ่งค่าปรับเมาแล้วขับแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ (1) เมาแล้วขับเสียค่าปรับเท่าไหร่ (2) เมาแล้วขับเสียค่าปรับเท่าไหร่หากทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
.
เมาแล้วขับเสียค่าปรับเท่าไหร่ตามกฎหมายจราจรใหม่ 2566

    เมาแล้วขับครั้งที่ 1 จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือยกเลิกใบอนุญาตขับขี่
    เมาแล้วขับครั้งที่ 2 โดยเกิดขึ้นภายใน 2 ปี จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ ปรับ 50,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถูกพักอนุญาตใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

.
เมาแล้วขับทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ มีอัตราโทษอะไร เสียค่าปรับเท่าไหร่

    เมาแล้วขับจนทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ จำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท และถูกสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือยกเลิกใบอนุญาตขับขี่
    เมาแล้วขับจนทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส จำคุกตั้งแต่ 2-6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000-120,000 บาท และถูกสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือยกเลิกใบอนุญาตขับขี่
    เมาแล้วขับจนทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต จำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี ปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท และยกเลิกใบอนุญาตขับขี่ทันที

.
และนี่คือ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 หรือกฎหมายจราจรฉบับใหม่ ที่เพิ่มเรื่องเมาแล้วขับทำผิดซ้ำ 2 ลงไปในกฎหมายจราจร เมื่ออ่านดูแล้วมีโทษและค่าปรับที่หนักหนาสาหัสมาก ทางที่ดีไม่เมาแล้วขับจะดีที่สุด ถึงแม้จะเสียเงินค่าปรับไหว แต่สิ่งที่เสียไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้คือชีวิตเลยนะครับ
.
ถ้าเมาแล้วขับจนเกิดอุบัติเหตุ ขอเคลมประกันรถยนต์ได้ไหม
.
เรื่องนี้ต้องแบ่งคำตอบออกเป็น 2 ข้อ เพราะประกันรถยนต์มีทั้ง พ.ร.บ.รถยนต์ และ ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ (ประกันชั้น 1, ประกันชั้น 2+ และประกันชั้น 3+) แต่ละประเภทมีเงื่อนไขในการคุ้มครองที่แตกต่างกัน ซึ่งถ้าถามว่าเมาแล้วขับ ประกันรถยนต์จ่ายไหม ขอเคลมประกันรถยนต์ได้หรือเปล่า ซึ่งแจกแจงได้ดังนี้
.
เมาแล้วขับ พ.ร.บ.รถยนต์ คุ้มครองไหม จ่ายค่าเสียหายให้หรือเปล่า
.
ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไร หน้าที่ของ พ.ร.บ.รถยนต์ คือคุ้มครองผู้เอาประกันรถยนต์และคู่กรณี โดยไม่พิสูจน์ความถูกหรือผิด ซึ่งจ่ายเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่ารักษาพยาบาลเพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที แต่ค่าเสียที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของผู้เอาประกัน พ.ร.บ.รถยนต์ จะไม่คุ้มครองครับ
.
เมาแล้วขับ ประกันรถยนต์จ่ายไหม คุ้มครองใครบ้าง?
.
ถ้าแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ประกันรถยนต์จะคุ้มครองทั้งผู้เอาประกันและฝ่ายเสียหาย ถ้าแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ประกันรถยนต์จะไม่คุ้มครองผู้เอาประกัน แม้จะซื้อประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่มีเบี้ยสูงสุดก็ตาม แต่คุ้มครองฝ่ายเสียหายตามเงื่อนไขของประกันรถยนต์ที่ซื้อไว้ ซึ่งบริษัทประกันจะไล่ค่าเสียหายทั้งหมดจากผู้ประกันเพื่อนำไปชดใช้ให้ผู้เสียหายในลำดับถัดไปอีกด้วย
.
สรุป
.
และนี่คือสิ่งที่ต้องได้รับโทษและเสียค่าปรับหากเมาแล้วขับรถ ซึ่งการจะเรียกว่าเมาแล้วขับได้คือคุณได้เป่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดแล้วมีค่าสูงกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ได้มีการประกาศใช้กฎหมายจราจรฉบับใหม่เรื่องเมาแล้วขับทำผิดซ้ำ 2 เพิ่มมา ต้องเสียค่าปรับมากขึ้นและมีโทษจำคุกที่นานขึ้น แถมประกันรถยนต์ภาคสมัครใจไม่คุ้มครองกรณีเมาแล้วขับอีกด้วย แต่ประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.รถยนต์) จะคุ้มครองโดยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่พิสูจน์ความถูกผิด แต่ถึงอย่างนั้นการเมาไม่ขับดีที่สุดครับ!
.
.
.*******************************************.
.
.
10 จุดสำคัญของรถที่ควรเช็กก่อนเดินทางไกลง่าย ๆ ด้วยตัวเอง
.
ที่มา bridgestone (เว็บไซด์ บริดจสโตน )
.
.
ผู้ขับขี่ควรเช็กสภาพรถยนต์ของตนเองก่อนออกเดินทางไกล เพื่อความปลอดภัยและความราบรื่นในการเดินทาง ไม่ต้องประสบกับปัญหารถเสียระหว่างทาง โดยเฉพาะหากต้องเดินทางไกลไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงฤดูฝนที่มักจะเจอกับเหตุการณ์ฝนตกหนัก ถนนลื่น เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้คุณสามารถเช็กรถยนต์ด้วยตัวเองเราจึงได้รวม 5 จุดสำคัญที่ควรเช็กภายในรถก่อนเดินทางไกลมาแนะนำ
.
1. แบตเตอรี่รถยนต์
.
ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนออกเดินทางทุกครั้งควรจะดูว่า ขั้วแบตและฉนวนสายไฟมีการเชื่อมต่อดีหรือไม่ หมั่นตรวจเช็กทำความสะอาดคราบขี้เกลือบริเวณขั้วแบตเตอรี่ และเช็กระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่กำหนดเสมอ
.
2. ยางรถยนต์ และช่วงล่างของรถ
.
เป็นอีกหนึ่งข้อที่ขาดไม่ได้ในการตรวจสภาพรถยนต์ คือ การตรวจสอบยางรถยนต์ หากไม่มีการเช็กยางรถยนต์ก่อนเดินทางไกล โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็จะยิ่งสูงขึ้น
.
โดยตรวจเช็กความลึกร่องดอกยางและตรวจดูว่ายางรถมีรอยเจาะ ยางแตกลายงา ยางบวม ดอกยางหมดหรือไม่ ซึ่งร่องดอกยางควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 1.6  มิลลิเมตร หากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งก็ควรพิจารณาเปลี่ยนยางใหม่  นอกจากนี้ ควรตรวจสอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของช่วงล่างด้วย เช่น ลูกหมาก โช้ครถ เป็นต้น
.
3. น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก และระบบเบรก
.
นับเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้ ยิ่งเวลาขับรถตอนฝนตกหนัก ถนนลื่น การควบคุมรถจะยากกว่าปกติ ควรตรวจเช็กระดับน้ำมันเบรก และน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทางที่ดีควรมีน้ำมันเครื่องสำรองติดรถไว้อย่างน้อย 1 ลิตร เผื่อใช้ในยามฉุกเฉิน และอย่าลืมเช็กน้ำมันเบรก ผ้าเบรกรวมถึงระบบเบรกว่ามีความผิดปกติหรือไม่  หากน้ำมันเบรกลดลงต่ำกว่าระดับ Min หรือมีการลดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดการรั่วในระบบเบรก ควรนำรถเข้าตรวจเช็กโดยช่างผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งเพื่อความปลอดภัย
.
4. เช็กหม้อน้ำ ท่อยาง และระบบหล่อเย็น
.
การขับรถระยะไกล ทำให้เครื่องยนต์สะสมความร้อนปริมาณมาก หากระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ไม่ดีหรือมีปัญหา อาจทำให้เครื่องยนต์น็อค
.
แนะนำว่าก่อนออกเดินทางควรเช็กระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อพัก และหม้อน้ำ รวมไปถึงการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ มอเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เรียบร้อย หากคุณพบว่ามีบางอย่างผิดปกติและไม่แน่ใจ แนะนำให้ไปที่ศูนย์บริการค็อกพิทใกล้บ้านท่านเพื่อให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบ
.
5. ระบบไฟส่องสว่าง
.
ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว ไฟตัดหมอก ไฟฉุกเฉิน ควรใช้งานได้ตามปกติ ส่องสว่างได้ดี เพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถในเวลากลางคืนหรือ ตรวจสอบไฟรถแล้วก็อย่าลืมเช็กใบปัดน้ำฝนดูด้วยล่ะว่ายังใช้งานได้ปกติหรือไม่
.
6. ที่ปัดน้ำฝน
.
ที่ปัดน้ำฝนเป็นอุปกรณ์ที่ถูกมองข้ามเมื่อพูดถึงการเช็กรถก่อนเดินทางไกล ในความเป็นจริงแล้วทัศนวิสัยขณะขับรถ คือหัวใจสำคัญของความปลอดภัย ที่ปัดน้ำฝนจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญ เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าในระหว่างการเดินทางฝนจะตกหรือไม่
.
ดังนั้น อย่าลืมเช็กว่าที่ปัดน้ำฝนรีดน้ำได้ดี มีอาการเปื่อย ยุ่ย หรือเสื่อมสภาพหรือไม่ หากมีอาการดังกล่าวควรเปลี่ยนใหม่ทันที หรือควรเปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนทุก ๆ 6-12 เดือน
.
7. น้ำมันเกียร์และน้ำมันคลัตช์
.
สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การจอดรถบนทางราบและใส่เบรกมือ จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเปลี่ยนเกียร์ ไล่ไปตั้งแต่ P จนถึง L เมื่อเปลี่ยนเกียร์ควรค้างไว้ที่ตำแหน่งนั้น ๆ สักครู่ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นเกียร์ถัดไป
.
เมื่อครบทุกเกียร์แล้วจึงเลื่อนมาเป็นเกียร์ P หรือ N และดึงก้านวัดระดับเกียร์ออกมาทำความสะอาด จากนั้นใส่ก้านวัดกลับเข้าไปแล้วดึงออกมาใหม่ ให้สังเกตดูว่าระดับน้ำมันที่ติดออกมาอยู่ตรงตำแหน่งไหน หากยังอยู่ตรง H แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติปกติ หรืออยู่ระหว่างกลาง Min กับ Max แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์ธรรมดาปกติ หากน้ำมันคลัตช์หายมากจนผิดปกติ แนะนำให้รีบหาสาเหตุ หรือนำรถไปเช็กและแก้ไขทันที
.
8. แผ่นกรองอากาศ
.
แผ่นกรองอากาศเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยปกป้องรถจากสิ่งไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ภายนอก โดยแผ่นกรองอากาศที่อุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติ ส่งผลให้ส่วนประกอบภายในเครื่องยนต์สึกหรอได้ การตรวจสอบแผ่นกรองอากาศใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เพียงเปิดตู้แอร์แล้วนำตัวกรองอากาศออกมาตรวจดู ทำการดูดสิ่งสกปรกออก หรือจะเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศใหม่ในกรณีที่จำเป็น
.
9. ระบบแตรรถยนต์
.
เมื่อพูดถึงจุดสำคัญของรถที่ควรเช็กก่อนเดินทางไกล คนส่วนใหญ่มักไม่คิดว่าจะต้องตรวจระบบแตรด้วย ในความเป็นจริงแล้วแตรรถมีความสำคัญอย่างมาก เพราะในขณะขับขี่เราอาจจำเป็นต้องใช้แตรเพื่อสื่อสารและส่งสัญญาณกับรถคันอื่น ดังนั้น อย่าลืมเช็กระบบแตรว่ายังเสียงดังและลมแตรยังดีอยู่หรือไม่ด้วย
.
10. แผงควบคุมและหน้าปัด
.
เป็นอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเช็กรถก่อนเดินทางไกล ควรตรวจสอบแผงควบคุมและหน้าปัดภายในรถว่าทำงานปกติหรือไม่ แสงไฟ ตัวเลขบนหน้าปัดและปุ่มควบคุมต่าง ๆ สามารถใช้งานได้ตามปกติหรือเปล่า เพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขับขี่ระยะไกล
.
.
นอกจาก 10 จุดสำคัญข้างต้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรหลงลืมเป็นอย่างยิ่งเมื่อต้องเดินทางไกลในฤดูฝน นั่นคืออุปกรณ์และเครื่องมือต่างที่จำเป็นต้องใช้ยามฉุกเฉิน อาทิ ยางอะไหล่ สเปรย์ปะยาง แม่แรง ชุดเครื่องมือในการถอดล้อ ที่เติมลมฉุกเฉิน สายพ่วงแบตเตอรี่ พกติดรถเอาไว้ให้อุ่นใจ ปลอดภัยตลอดเส้นทาง
.
.
.*******************************************.
.
.
ที่มาของคลิปทั้งหมด
.
.
เริ่มใช้วันนี้! 'กฎหมายจราจรฉบับใหม่' มีผลบังคับใช้ 5 ก.ย. เพิ่มโทษ ปรับหนัก
.
https://www.youtube.com/watch?v=8FdLnc9nKPQ (https://www.youtube.com/watch?v=8FdLnc9nKPQ)
.
ที่มา เรื่องเล่าเช้านี้
5 ก.ย. 2022
.
.
เริ่มแล้ว! กฎหมายจราจรใหม่ เมาแล้วขับซ้ำปรับโหด 1 แสน
.
https://www.youtube.com/watch?v=8mA8RxhOIzU (https://www.youtube.com/watch?v=8mA8RxhOIzU)
.
ที่มา CH7HD News
5 ก.ย. 2022
.
.
นักดื่ม ระวัง ! กฎหมาย "เมาแล้วขับ" เพิ่มโทษ ทำผิดซ้ำซากภายใน 2 ปีเจอโทษหนัก
.
.
https://www.youtube.com/watch?v=RHRps2SBoXE (https://www.youtube.com/watch?v=RHRps2SBoXE)
.
ที่มา CH7HD News
25 ธ.ค. 2022
.
.
.
หัวข้อ: Re: ร่วมกัน รณรงค์ขับรถ ถูก กฎจราจร กัน
เริ่มหัวข้อโดย: sithiphong ที่ มิถุนายน 21, 2023, 08:38:04 pm
.
.
.
ใบสั่งจราจร ส่งไปรษณีย์ถึงบ้าน เช็กได้ ของจริง-ของปลอม
.
ที่มา และ โพสโดย ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.
21 มิถุนายน 2566
.
.
????"ใบสั่งจราจร" ส่งไปรษณีย์ถึงบ้าน เช็กได้ ของจริง-ของปลอม
.
การออกใบสั่ง อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำการส่งไปรษณีย์ไปยังเจ้าของรถ จะต้องมีการลงระบบ PTM ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบใบสั่งอิเล็กทรอนิกส์สำหรับประชาชน โดยขั้นตอนการออกใบสั่งอิเล็กทรอนิกส์ มีรายละเอียดดังนี้
.
ใบสั่งอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรก จะมีรูปถ่ายรถ หมายเลขทะเบียนรถ และข้อหากระทำความผิดครบ หากไม่จ่ายค่าปรับใน 7 วัน จะมีใบเตือน
.
ครั้งที่สอง เป็นใบเตือนให้ชำระค่าปรับใบสั่ง ซึ่งในเอกสารครั้งที่สองนี้ จะไม่มีรูปถ่ายรถประกอบ แต่จะมีแค่ QR code บอกวิธีการชำระเงิน และ มีลายเซ็นนายตำรวจระดับสารวัตรขึ้นไป เซ็นประกอบ แต่ยืนยันว่า เป็นเอกสารทางราชการจริง
.
โดยผู้ได้รับใบสั่งจราจร สามารถตรวจสอบความถูกต้อง ว่าเป็นใบสั่งจริง ได้ดังนี้
.
1. สามารถนำเลขที่ใบสั่ง เข้าไปตรวจสอบได้ที่ https://ptm.police.go.th/eTicket/#/
.
2. จุดสังเกตที่สำคัญ คือ บัญชีธนาคารปลายทางที่จะรับเงิน ต้องเป็นบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ-ค่าปรับจราจร” เท่านั้น (ถ้าเป็นบัญชีส่วนบุคคลให้สงสัยว่าเป็นใบสั่งปลอม)
.
ขอให้ประชาชนตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนทุกครั้งก่อนทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
.
.
#ใบสั่งปลอม
#ศูนย์บริหารงานจราจร โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
.
.
.