(http://sphotos-d.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash3/523597_423090271050293_643435862_n.jpg)
เมื่อรู้วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติ เราก็สามารถที่จะร่วมปฏิบัติกับสำนักแนวทางของทุกสำนักได้ เพราะมันพาไปในที่เดียวกันหมด
จะปฏิบัติแบบไหนจึงถูก ?
แนวทางการปฏิบัติ
ในแนวทางการประพฤติปฏิบัตินั้น เราควรเชื่อว่าคนเราสามารถพัฒนาศักยภาพจิตใจของตนเองให้พ้นจากกองทุกข์ได้ ซึ่งในหลักการแนวทางสติปัฏฐาน ๔ มรรคมีองค์ ๘ ของพระพุทธศาสนาจะเป็นหนทางในการปฏิบัติที่จะชำระจิตใจของตนให้ขาวสะอาดหรือรู้ธรรมเห็นธรรม เมื่อผู้ปฏิบัติมีความตั้งใจจะชำระจิตของตนแล้ว ก็ให้ลองกลับมาพิจารณาหมั่นตรวจสอบศีลของตน มีสติระมัดระวังศีลที่เป็นไปตามสมณะสารูปที่ดำรงอยู่คือ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ เพราะศีลนั้นเปรียบเสมือนยานพาหนะที่จะนำพาจิตเราไปสู่ภพภูมิต่างๆ จงรักษาศีลให้เป็นปกติสม่ำเสมอ เพราะศีลเหล่านี้จะเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจ ให้เรามีความสุขสงบเย็นทั้งภายในภายนอก
การเริ่มต้นที่ศีลนั้นก็เพื่อเป็นการสร้างความเคยชินให้กับจิตใจของเรามีความระลึกรู้รักษาความเป็นปกติของใจของเราต่อเหตุปัจจัยที่เข้ามากระทบ อารมณ์ยั่วยุต่างๆ ไม่ให้หวั่นไหวคลอนแคลนไปตามกระแสโลก เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับความพร้อมที่จะชำระจิตของตนให้ขาวขึ้นในขั้นต่อ ๆ ไป
สำหรับผู้ที่กำลังปฏิบัติแต่ยังไม่เข้าสู่กระแสนั้นขอให้ตรวจสอบในเรื่องความเข้าใจหลักการ วัตถุประสงค์ต่างๆ ในแนวทางประพฤติหรือวิธีการปฏิบัติ ไม่ปิดกั้นตนเองด้วยการติดยึดหลักการที่มีอยู่ ไม่ยึดติดกับอาจารย์ หรือแนวทางในสิ่งที่ปฏิบัติไปตามๆ กันมา โดยที่อาจไม่ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ โดยเฉพาะการศึกษาทางตำรานั้นไม่ควรที่จะยึดติดมากมายเพราะความรู้ที่ได้เป็นเพียงแค่ความจำสัญญาหรือความคิดไม่ใช่ความจริง การชำระจิตให้บริสุทธิ์การทำจิตให้ขาวรอบเพื่อพบสัจธรรมความจริงที่จะรู้ได้นั้นมิใช่อยู่ที่การนึกคิดตรึกเดาตามเหตุผลหรือการตรรกในหลักการ ความจริงจะปรากฏได้ด้วยก็ด้วยผลของการประพฤติปฏิบัติเท่านั้น
หลักปฏิบัติภาวนาที่เป็นวิปัสสนากรรมฐาน
การภาวนาก็คือการสร้างสติ สมาธิ เพื่อให้เกิดญาณวิปัสสนาเห็นกระบวนการเกิดการปรุงแต่งของจิตอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ มิใช่เป็นเพียงสมถะหรือแค่ความสงบแต่ประการเดียว ให้จิตมีสติปัญญาที่ใช้ในการดับความปรุงแต่งหรือละกิเลส ก่อนที่วงจรของกิเลสจะทำงานครบรอบก่อเป็นอุปาทาน เป็นผลให้เกิดภพสร้างชาติตามหลักของ วงจรปฏิจจสมุปบาท การภาวนานั้นเป็นไปเพื่อดับความทุกข์ออกไปจากจิตใจของเรา ด้วยการเจริญสติอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียดที่เรียกว่าสมาธิในขั้นต่างๆนั่นเองเพื่อให้จิตมีความเร็ว ไวเพียงพอต่อการรู้เท่าทันการปรุงแต่งของกิเลส เมื่อมีความละเอียดมากความปกติก็มีมากตาม การเห็นต้นเหตุที่แท้จริงแล้วดับไปเองโดยธรรมชาติการรู้ของตัวรู้ จึงมีโอกาสนำไปสู่สงบแห่งจิตใจอย่างถาวรตามความสามารถของจิตในขั้นต่างๆสู่ความเป็นอริยะเจ้า สำหรับแนวทางในการภาวนามีหลายวิธีการด้วยกันดังต่อไปนี้
๑. การตามดูกาย หรืออิริยาบถ
๑.๑ การสร้างจังหวะโดยใช้ร่างกายเป็นอุปกรณ์
การสร้างสติด้วยการสร้างจังหวะโดยใช้ร่างกายเป็นอุปกรณ์ ให้จิตเป็นหนึ่งมีสติตามจดจ่ออยู่ในอิริยาบทกรรมฐานใดกรรมฐานหนึ่ง สร้างความรู้สึกตัวให้มากยิ่งขึ้น มีความละเอียดขึ้น พัฒนาจากแบบที่เป็นการกำหนด หรือจัดสรรที่เป็นสมถะ ไปสู่เป็นสติของตัวรู้หรือธรรมชาติ ถ้าจิตมีสติไวพอเห็นการเกิดดับเป็นวิปัสสนาที่เกิดขึ้นอยู่ในตัวอย่างสมบูรณ์แบบ การสร้างจังหวะโดยใช้ร่างกายเป็นอุปกรณ์เมื่อทำการปฏิบัติสม่ำเสมอก็สามารถเข้าไปสู่สมาธิในชั้นลึกๆ ขั้นอุปจารสมาธิ หรือระดับฌาน ๑ – ๔ ได้โดยธรรมชาติ เป็นสติสมาธิที่เป็นสัมมาสติสัมมาสมาธิที่ถูกหลักในพระพุทธศาสนา การสร้างสติด้วยการสร้างจังหวะโดยใช้ร่างกายเป็นอุปกรณ์ อาจใช้การบริกรรมเปล่งเสียงเป็นการกำกับก่อให้เกิดการตื่นตัวรู้กายและใจมากยิ่งขึ้นก็เป็นการดี
๑.๒ การเดินจงกรม
วิธีการเดินจงกรมจะเดินด้วยรูปแบบใดก็ได้ โดยให้จิตมีสติจดจ่อรู้ถึงการเคลื่อนก้าวเดินหรือการเคลื่อนไหวของเท้าเพียงอย่างเดียว การเดินอาจจะเดินเร็วก็ได้จะเดินช้าก็ได้ หรือเหมือนกับที่เราก้าวเดินปกติในชีวิตประจำวัน ขณะที่ก้าวเดินอาจกำหนดท่องบริกรรมกำกับร่วมด้วย เช่น ก้าวเท้าซ้ายท่อง “พุทธ” ก้าวท้าวขวาท่อง “โธ” หรือกำหนดท่อง “หนอ”เวลาก้าวเท้าซ้ายและก้าวเท้าขวาก็ท่อง”หนอ”เหมือนกัน เป็นต้น บางทีผู้ปฏิบัติอาจจะหาคำบริกรรมแบบใดก็ได้ที่ดีและชอบก็ไม่มีผิดตามแต่จริตของแต่ละท่าน การบริกรรมกำกับจะเปล่งเสียงหรือท่องในใจก็ได้ทั้งสองอย่าง ถ้าเปล่งเสียงก็จะก่อให้เกิดการกำกับสติให้ตื่นตัวอยู่เสมอควรเปร่งเสียงสั้นกระชับโดยมีฐานเริ่มจากช่องท้อง
สำหรับการเดินหรือเร่งจังหวะเร็วเป็นการทำให้จิตตื่นตัวป้องกันการเกิดนิวรณ์หรือใช้แก้ไขเมื่อเกิดนิวรณ์ครอบงำเพื่อปรับภาวะของอารมณ์ให้เข้าสู่ความปกติ การเดินควรเดินในจังหวะที่สม่ำเสมอ อยู่ในจุดหรือที่เดียวกันถึงเแม้ไม่อยากทำก็ตาม พยามยามหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนสถานที่ไปตามความต้องการของกิเลสจะได้ผลดีเร็วกว่า แต่ถ้าเบื่อก็สามารถปรับเปลี่ยนสถานที่ไปก่อนในช่วงแรกก็ได้ แล้วจึงหาทางเอาชนะกิเลสด้วยการให้สติจดจ่ออยู่ที่เท้าจังหวะการเดิน นอกจากการปฏิบัติในรูปแบบนั้นการเดินปกติไปไหนมาไหนในชีวิตประจำวัน ก็ควรมีสติกำหนดรู้การก้าวเดินตลอดเวลาสม่ำเสมอเพื่อฝึกให้เกิดความเคยชิน หรือไม่ว่าจะทำหน้าที่กิจการงานใดๆ เคลื่อนไหวหยุดอยู่อย่างไร ให้มีสติรู้อิริยาบถบ่อยๆต่อเนื่องควรปฏิบัติตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งนอนหลับ
๒. การท่องคำบริกรรมภาวนา
การบริกรรมภาวนานั้นเพื่อเป็นการสร้างสติหรือรักษาสติอันเป็นกุศล เราควรรักษาการบริกรรมตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอน ระหว่างวัน จนเข้านอนจนหลับ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยบริกรรมก็อาจจะใช้คำบริกรรมภาวนา เช่น ”พุทโธ” “สัมมาอรหัง” หรือ“หนอ” เป็นต้น หรืออาจใช้ร่วมกับการหายใจเข้าออกแล้วบริกรรมเป็นจังหวะพร้อมกันก็ได้ การบริกรรมจะบริกรรมออกเสียง หรือจะท่องอยู่ในใจก็ได้อีกเช่นกัน นี้ก็ก่อให้เกิดองค์ของสัมมาสติสัมมาสมาธิในระดับต่างๆ ได้เหมือนกัน ขอให้ทำอย่างต่อเนื่องจริงจังเสมอๆ
๓. การสร้างสมาธิ
การทำสมาธิควรหาสถานที่เงียบสงบ อากาศถ่ายเท อุณหภูมิที่เหมาะสม สำหรับท่านั่งให้นั่งท่าที่สบายที่สุด หรือใช้ท่านั่งมาตรฐานคือการนั่งขัดสมาธิขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติมั่น หายใจแบบสบายๆ ค่อยๆหลับตา จะภาวนาแบบใดก็ได้ เช่นหายใจเข้าภาวนาในใจว่า “พุทธ” หายใจออกภาวนาในใจว่า “โธ” หรือบริกรรม ”สัมมาอรหัง” “ยุบหนอพองหนอ” เป็นต้น ตามที่ได้เคยเรียนมาแล้วแต่จริตความนัดของแต่ละท่าน การทำสมาธิเป็นการพัฒนาสติชนิดอย่างละเอียดมีความรู้สึกตัวเป็นไปเพื่อให้จิตตั้งมั่น เวลาที่ใช้ควรเริ่มจากน้อยเพิ่มขึ้นจนกระทั่งถึงหนึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้นเป็นประจำทุกๆวัน ซึ่งควรอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันของแต่ละวันหรือตามแต่โอกาสอำนวย สำหรับผลของสมาธิเป็นบาทฐานที่สำคัญเป็นพลังในการที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการละอนุสัยของกิเลสที่มีในจิต
การทำสมาธิเมื่อจิตสงบก็จะค่อยๆก่อเกิดปัญญาเห็นการเกิดดับเห็นความไม่เที่ยงของร่างกาย ก็จะเห็นกายกับจิตและอารมณ์ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เห็นความไม่เที่ยงของอารมณ์ภายในจิตใจของเรา จิตก็จะมีความเข้มแข็ง มีอุบายปัญญายกอารมณ์ออกจากจิต สามารถละอารมณ์ที่ไม่ดีออกจากใจของเราได้ ถ้าเกิดการวิปัสสนาเกิดปัญญาขึ้นในจิต ก็ให้มีสติระลึกทำหน้าที่ดู รู้ เท่านั้นไม่ควรเข้าไปช่วยคิดหรือปรุงแต่งใดๆ
ข้อน่าคิด การทำสมาธิความสงบที่มีลักษณะดิ่งอยู่ในสมาธิโดยขาดสติ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเหมือนการหลับไป เป็นมิจฉาสมาธิหรือเป็นแค่สมถะ ใช้วิปัสสนาไม่ได้ และไม่เป็นบาทฐานก่อเกิดปัญญาใดๆ เป็นแค่การพักผ่อนกายกับใจเท่านั้น ขอให้ระมัดระวังในการติดความเคยชิน ในขณะที่เราทำสมาธิมีความสงบโดยขาดสติ
ปัญหาอีกอย่างสำหรับผู้ที่ทำสมาธิส่วนใหญ่จะขาดความรู้เท่าทัน เช่นเมื่อเกิดนิมิต ใดๆ ก็ตามก็ไปหมายมั่น เช่นเห็นหน้าคนตาย เจ้ากรรมนายเวร เห็นโอภาสแสงสว่าง เห็นเลขเห็นหวย มีอตีตังคญาณ(รู้อดีตหรือระลึกชาติได้) อนาคตังคญาณ(รู้อนาคต) มักเป็นเรื่องของกิเลสที่ปรุงแต่งในจิตมาหลอก การเห็นนั้นเห็นจริงและสิ่งที่เห็นอาจเป็นจริงหรือไม่จริงก็ได้ ไม่ควรใส่ใจให้ความสำคัญเพราะจะทำให้เราผ่านด่านนี้ไม่ได้ และจะเกิดนิมิตมายามาหลอกในครั้งต่อๆไป ผู้ปฏิบัติควรเป็นแค่ผู้ดูผู้รู้ แล้วนิมิตต่างๆ ก็จะแสดงไตรลักษณ์คือความไม่เที่ยง ไม่น่ายึดถือออกมา จิตก็จะฉลาดขึ้น มีโอกาสเข้าสู่การวิปัสสนาที่แท้จริง
สำหรับประโยชน์ของนิมิตบางทีผู้ปฏิบัติสามารถใช้นิมิตเห็นร่างกายเป็นซากศพก็จงใช้นิมิตนี้มาพิจารณาบ่อยๆ เพื่อลดความหน่ายคลายกำหนัด ความยึดถือยึดมั่นในร่างกาย อาจต้องทำนับร้อยนับพันครั้ง เมื่อความยอมรับเกิดที่จิต จิตก็จะพัฒนาตัวเองดีดตัวออกมาจากกิเลสได้เอง การทำสมาธินั้นควรจำว่าเมื่อจะถอนออกจากสมาธิทุกครั้งผู้ปฏิบัติควรมีสติรักษาความตั้งมั่นทรงอารมณ์ของจิตไว้ก่อนแล้วจึงค่อยๆลืมตาขึ้น ไม่ควรเปลี่ยนอิริยาบถหนีเวทนาโดยทันที
(http://sphotos-h.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash3/c0.0.403.403/p403x403/166726_559083330782250_1821367334_n.jpg)
(http://www.doodoo.ru/uploads/posts/2008-11/thumbs/funny-photo-050.jpg)
๔. หลักการดูจิต
การดูจิตนั้นไม่สามารถจิตดูตรงๆได้เพราะจิตไม่มีตัวตน จึงให้ดูอารมณ์หรืออาการของจิตซึ่งเป็นกิเลส ดูความคิดที่เป็นกุศลกับอกุศล อารมณ์ความพอใจความไม่พอใจที่เกิดขึ้น จากผัสสะที่มากระทบทางอายตนะทั้ง ๖ โดยอาศัยสติที่ต่อเนื่อง บ่อยๆ สร้างให้เป็นเป็นสติธรรมชาติ ซึ่งเป็นสติที่ระลึกรู้ที่ไม่เป็นการจดจ้อง เพ่ง บังคับหรือจัดสรร ตั้งใจ หรือพยายามจนเกินไป หมั่นรู้หมั่นดู มีสติระลึกความรู้สึกนึกคิด ความฟุ้งซ่าน อาการอารมณ์ความปรุงแต่งที่เกิดขึ้น เมื่อหมั่นดูบ่อยๆ ความฟุ้งซ่านปรุงแต่งก็จะค่อยๆ หายไป
การฝึกสติธรรมชาติอาศัยผัสสะที่มากระทบกับทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้มีสติรู้ถึงการกระทบสัมผัสทางกาย รู้ความรู้สึกของใจในเวลาเดียวกัน ให้มีสติรู้มากๆ เห็นความเกิดดับ เมื่อจิตฉลาดขึ้นชำนิชำนาญในการดับและดับเร็วขึ้นในครั้งต่อๆ ไป สติสัมปชัญญะก็จะเพิ่มพูนตามมา ปรับเข้าสู่สภาวะของดุลยภาพของจิตก่อเกิดเป็นวิปัสสนาญาณได้เอง
ข้อควรจำ ถ้าหากเราเผลอมีความคิดปรุงแต่งก่อให้เกิดอารมณ์ต่างๆ การดูจิตเป็นเรื่องที่อาจทำไม่ได้ผล อย่าฝืนทำเพราะจะเป็นการบั่นทอนกำลังใจ ทำให้ท้อถอย หมดกำลังใจ ดังนั้นจึงควรหาอุบายปัญญามาดับหรือตัดอารมณ์นั้นออกไป ดึงจิตของตัวเองไปรับรู้หรือผูกไว้กับกายหรืออิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งก็ได้เพื่อระงับความปรุงแต่งเพื่อให้จิตสงบแล้วจึงเริ่มทำต่อไปแบบสบายๆ ระลึกรู้สึกตัวเบาๆ เสมอๆ
หลักในการสร้างข้อวัตรปฏิบัติ
ในการภาวนานั้นเมื่อทราบแนวทางในการประพฤติปฏิบัติแล้วก็ ขอให้ลองพิจารณาสร้างข้อวัตรในชีวิตประจำวัน หรือหาองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อให้เราสามารถตั้งมั่นในแนวทางของ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่นี้จะขอแนะนำแนวทางสำหรับย่นย่อระยะเวลาในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อก่อให้เกิดผลที่เร็วมากขึ้น
วัตถุประสงค์หลักของข้อวัตรปฏิบัติ นั้นมีความสำคัญ ในการที่จะช่วยดูแลควบคุม กาย วาจา และใจของเราให้มีความปกติ สำคัญยิ่งคือการเจริญสติให้เกิดขึ้น เพื่อพัฒนาให้เป็นสัมมาสติ และสัมมาสมาธิ การสร้างข้อวัตรก็อาจใช้เรื่องของมารยาทอันดีงามของสังคมไทยมาใช้ในชีวิตประจำวัน กำหนดความรู้สึกตัวไม่ว่าจะเป็นยืน เดิน นั่ง นอน การกิน การอยู่ เช่น การเปิดปิดประตูเบาๆ การเดินไม่ลากเท้า การเดินโดยสำรวม การถอดรองเท้าให้เป็นระเบียบในที่ห้ามถอด การรับประทานอาหาร การพูดจา ความเหมาะสมในการแต่งตัวใช้เสื้อผ้า การงดดูสิ่งยั่วยุทางอารมณ์หรือการเที่ยวเตร่ ฯลฯ ให้แยกเป็นข้อจดเอาไว้อาจเป็นร้อยๆ ข้อย่อยเมื่อพยายามทำ ก็จะเห็นความดิ้นรนของกิเลส มีสติรู้ถึงความพลั้งเผลอที่เกิดขึ้น ทำให้การปฏิบัติได้ผลเร็วยิ่งขึ้น
(http://sphotos-e.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash3/c67.0.403.403/p403x403/564347_322994374439012_903645845_n.jpg)
บทสรุปแนวทางปฏิบัติ
ในการประพฤติปฏิบัตินั้นการเจริญสติด้วยวิธีต่างๆ ในแนวทางที่ ๑ – ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้ เพราะแต่ละอย่างเมื่อปฏิบัติถึงจุดก็จะเกิดวิปัสสนาและรู้แจ้งได้ทั้งนั้น แต่การปฏิบัติควรทำแค่หนึ่งอย่างไปก่อน หาสิ่งที่ถูกจริตกับตนให้พบและให้ชำนาญ หลังจากนั้นจะใช้วิธีอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยก็ได้ ขอให้ทำอย่างจริงจังต่อเนื่องเท่านั้น
การดูกาย ดูเวทนา ดูจิต หรือเจริญสติด้วยการบริกรรมภาวนา ใช้ร่างกายเป็นอุปกรณ์ ควรทำในทุกอิริยาบถ๔ ไม่ว่า ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่เลือกหรือแยกว่าเวลานี้ทำงาน เข้าห้องน้ำ ทานข้าว ดูทีวี เวลานี้เดินจงกรม หรือ นั่งสมาธิ ใส่เสื้อผ้าชุดสีขาวหรือชุดทำงาน ชุดต่างๆ ฯลฯ ขอให้ทุกๆเวลาทุกอิริยาบถเป็นการปฏิบัติธรรม ให้มีความสม่ำเสมอ เพียงแต่ในระยะแรกๆ อาจรู้สึกขัดๆ บ้าง หรือขาดช่วงบ่อยๆ สำหรับการตามดูกายหรืออิริยาบถ ตามดูเวทนา อะไรก็ตาม ก็เพื่อเป็นการเจริญพัฒนาสติหันกลับมาดูจิตทั้งสิ้น แต่เนื่องจากการดูจิตโดยตรงนั้นมีโอกาสหลุดเผลอได้ง่าย สำหรับการปฏิบัตินั้นยิ่งรู้ว่าสติหลุดหรือเผลอตัวมากเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดีมากขึ้นเท่านั้น เพราะรู้ว่าหลุดบ่อยก็จะมีความต่อเนื่องมากเท่ากับเราได้มีโอกาสบำเพ็ญบารมียิ่งๆขึ้นไป
สรุปโดยหลักปฏิบัติ ก็คือการสร้างความรู้สึกตัว(กายใจหรือรู้กายรู้ใจ)ให้ต่อเนื่อง ด้วยการเริ่มจากการกำหนดจนกระทั่งเป็นไปเองโดยธรรมชาติ โดยอาศัยสมถะกรรมฐานเป็นพื้นฐานนำไปสู่กระบวนการของวิปัสสนาญาณ การกำหนดอยู่ในสมถะกรรมฐานนั้นเพื่อให้จิตของเราอยู่ในความสงบ มีสติต่อเนื่อง สมาธิตั้งมั่น จนกระทั่งจิตยอมรับและเริ่มปฏิเสธเหตุปัจจัยปรุงแต่งภายนอก เป็นพื้นฐานนำไปสู่กระบวนการวิปัสสนา
(https://lh3.googleusercontent.com/-_H6mx5F9lfE/UTml2_FadhI/AAAAAAADcjY/Ly_o4IRmFrw/w497-h373/7047_0b8f.gif)
-http://www.facebook.com/AKALIGO.com.thailand
(https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-snc6/247622_525447214181816_1527657726_n.jpg)
.....การอยู่บนวิถีโลกของคนที่ปราถนาธรรม ...
เป็นการยากในการที่จะอยู่ร่วมกับหมู่กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้ปราถนาไปในแนวทางเดียวกัน
....การผลักตัวเองออกจากสังคมเป็นหนทางอย่างหนึ่ง ซึ่งในที่สุดก็ต้องทำอย่างนั้น....
การเข้าไปคลุกคลีไม่สามารถทำได้ เมื่อยังอยู่ในขั้นฝึกหัด..
เพราะจิตใจมันขัดมันรู้มันไม่ยอมรับการกระทำอันเป็นการหลงโลก
หลงความสุขสนุกสนานที่เขาเป็นกันไป......
.....การปิดตัวเองจนกระทั่งจิตพัฒนาและวางจิตใจให้สงบระงับ
เพราะเกิดปัญญาเห็นและดับกิเลสที่ต่อต้านภาวะโลกได้
จึงจะกลับมาสู่สังคมในระดับหนึ่ง...เป็นไปอย่างนี้ เป็นธรรมดาของผู้เดินอยู่ในเส้นทางธรรม
(https://fbcdn-sphotos-a-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc3/p480x480/969441_525534710839733_1992756942_n.jpg)
สิ่งที่รับรู้
สิ่งที่เราเห็นมากับตาก็ตาม ได้ยินมากับหูก็ตาม สัมผัสรับรู้ด้วยกายก็ดี
ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะเป็นอย่างนั้นเสมอไป
เพราะเหตุของสิ่งนั้นอย่างหนึ่ง และ วิจารณญาณของเราที่ยังประกอบด้วย..
อคติ4 อีกอย่างหนึ่ง
(https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc1/417776_525382077521663_780553141_n.jpg)
ตอนที่ ๑
สาระธรรม จากพระผู้เป็นพุทธบุตร
คนเราเกิดมามีกรรมเป็นตัวกำหนด
.......เหตุที่จะให้ได้รับสุขหรือทุกข์ในชีวิตสิ่งนี้ถือ เป็นเรื่องปกติของคนทุกคน เราควรต้องทำใจให้เห็นความจริงอย่ากลัวที่จะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน ในเวลาที่ผลแห่งกรรรมชั่วมาถึง จงตั้งใจศึกษาด้วยการพิจารณาในเรื่องนั้นๆให้ดี สำหรับพวกเราที่เป็นชาวพุทธนั้น การที่ใครจะมีความเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติของกรรมการให้ผลของกรรมได้เป็นอย่างดี หรือมีการยอมรับว่าความทุกข์เป็นผลของความชั่วที่ตนได้ทำไว้ในอดีตได้ถูกต้องจริงๆนั้น ถือเป็นการเข้าถึงธรรมในระดับหนึ่งสำหรับพุทธศาสนาเรียกว่า การเป็นผู้มีศรัทธา แต่ว่าศรัทธาโดยพื้นฐานจัดเป็นองค์ธรรมที่ ต้องเกิดร่วมกับกุศลธรรมประเภทอื่นเช่นปัญญาในเรื่องนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเข้าใจหรือศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจหมวดธรรมที่ต้องอาศัยเกิดร่วมกันตามหลักวิธีปฏิบัติในพุทธศาสนาด้วยเหตุนี้...ถ้าเราได้สังเกตให้ดีในธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้หมวดธรรมที่
มีศรัทธาอยู่แล้วส่วนมากจะต้องมีปัญญาเป็นตัวร่วมด้วยเสมอเช่น อินทรีย์ห้าเป็นต้น
ในบทความที่จะบรรยายต่อไปนี้จะเป็นข้อสังเกตและวิจารวิธีการสอนในหลักพุทธศาสนา และมีการให้นิยามเกี่ยวกับแนวหรือนัยต่อการที่จะทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องความหมายของศัพท์ในมุมที่แตกต่างไปจากที่ใช้ทั่วๆไปรวมถึงการบอกวิธีสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติในกรรมฐานประเภทต่างๆที่เป็นตัวสภาวะจริงจากประสบการณ(ผู้เขียน)โดยเทียบกับหลักฐานตามตำราบ้าง(ไม่ใช่ทั้งหมด)
เริ่มแรกก่อนอื่นเราก็มาดูความหมายแท้จริงของคำว่า ธรรมชาติ หรือกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินี้ คือถ้าจะพูดให้ได้เห็นภาพชัดเจนครอบคลุมความหมายของคำๆนี้ โดยพื้นฐานคนเราเข้าใจความหมายของคำว่าธรรมชาติค่อนข้างจำกัดส่วนมากจะเห็นกันจะรู้กันเฉพาะในทางวัตถุ สิ่งของต่างๆเช่น ดิน,ฟ้า,อากาศ,ทะเล,ภูเขา,ต้นไม้ฯคำว่าฟ้า อากาศหมายเอา คำพูดทั่วไปไม่เกี่ยวกับศัพท์ในศาสนา พูดง่ายๆก็คือคนไม่ถือว่าคนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติแถมยังคิดที่จะเอาชนะธรรมชาติเสียอีกนี้คือความเข้าใจผิดเป็นอย่างยิ่งฉะนั้น
ก่อนอื่นเพื่อความเข้าใจในนิยามความหมายคำว่าธรรมชาติที่ตรงกันในมติ
คือข้อตกลงของพระพุทธศาสนานั้นท่าน อันหมายถึงพระพุทธเจ้า
ได้กำหนดสิ่งที่เรียก..ธรรมชาติไว้โดยเรียกว่า สังขารโดยย่อมีสองอย่าง,
คือ อุปาทินนกสังขารและ อนุปาทินนกสังขาร
อย่างแรกคือธรรมชาติที่มีใจครองอันหมายถึงสัตว์ทุกๆประเภท,อย่างสองคือธรรมชาติที่ไม่มีใจครองเช่น คือ พืช ก้อนหิน ทะเลภูเขาฯ แต่ เฉพาะคำว่าสังขารนั้นได้ให้ความหมายไว้ว่าธรรมชาติที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งคือมันเป็นตัวการทำให้สิ่งต่างๆเป็นไปตามเหตุปัจจัยหรือเป็นไปตามสิ่งที่มาประกอบ..ในการกำหนดแยกประเภท สังขารหรือธรรมชาติเป็นสองส่วนนี้ท่านหมายเอาทุกสิ่งทุกอย่างในอนันต์จักรวาลอันหาที่สุดมิได้เหตุนี้.จึงรวมเอาทั้งพืชและสัตว์อยู่ในนั้นด้วยและในสิ่งที่เรียกว่าสัตว์ก็หมายรวมเอามนุษย์ด้วยอยู่แล้ว
......สำหรับในส่วนจิตท่านก็เรียกจิตทั่วๆไปที่ยังต้องเป็นไปตามสิ่งที่มาประกอบว่าเป็นจิตสังขาร,แต่สำหรับชีวิตซึ่งเป็นสิ่งที่อาศัยเกิดมาจากจิตและกายร่วมกันจึงไม่พ้นไปจากคำว่าสังขาร ต่อไปก็จะได้ใช้คำว่าธรรมชาติและสังขารแทนกันไปเลยส่วนความแตกต่างกันก็จะอธิบายไปตามลำดับของเนื้อหา ว่าดัวยธรรมชาติของจิตก่อนสิ่งที่ทำหน้าที่ในการรับรู้,การคิดนึก,การทรงจำและการเสวยอารมณ์หรือเรียกอีกอย่างว่านามธรรมสี่ประการนี้โดยรวมเรียกว่าจิต,ใจ,มโน,มนัส,วิญญาณและมีอีกหลายคำ ทีนี้ในการทำหน้าที่แต่ละส่วน แต่ละขณะของจิตก็ยังมีชื่อต่างๆกันอีกเช่นในหมวดธรรมกลุ่มขันธ์ห้ามีการเรียกชื่อของจิตต่างๆกันคือ การทำหน้าที่จำเรียก.สัญญา,ในการคิดเรียก.สังขาร,ในการเสวย-อารมณ์เรียก.เวทนา,ในเวลารับรู้อารมณ์ตามระบบประสาทต่างๆที่อาศัยทวารทั้งห้าก็เรียกวิญญาณเช่นทางตาเรียก.จักขุวิญญาณ,ทางหู โสตวิญญาณ,ในเวลารับรู้อารมณ์ในใจเรียก.มโนวิญญาณ,เป็นต้น เหตุที่ต้องกำหนดเอาคำศัพท์ต่างๆตามที่มีอยู่ในตำรามาใช้อธิบายลักษณะของจิตหรือธรรมชาติของจิตไว้หลายคำก็เพราะโดยที่ตัวจิตเองเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง(อสรีระ)หรือที่เรียกว่านามธรรม ฉะนั้นการจะบอกลักษณะของสิ่งที่ไร้รูปร่างยิ่งเป็นการอธิบายการทำงานของมันด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องยากในการที่จะสื่อสารให้คนอ่านเข้าใจความหมายได้ถูกต้อง
ทีนี้เมื่อเรามีคำที่จะใช้สื่อความหมายแทนลักษณะของสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง
ได้พอสมควรแล้วก็มาทำความเข้าใจกันต่อเลย
สิ่งที่เป็นส่วนประกอบของจิต เรียกชื่อตามหมวดธรรมในกลุ่มขันธ์ห้า
คือสังขารขันธ์.
แต่ศัพท์ในทางอภิธรรมเรียก เจตสิกคำว่าสังขารในที่นี้ความหมายแคบกว่า สังขารที่ยกขึ้นแสดงไว้ตอนต้น เพราะหมายเอาเฉพาะสิ่งที่เกิดร่วมกับจิตจึงจำเป็นต้องใช้ศัพท์ในทางอภิธรรมด้วยคำว่า.เจตสิก. เพราะตรงหรือครอบคลุมความหมายได้ดีกว่า เจตสิกเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นที่ทำให้จิตสามารถทำงานได้โดยท่าน.หมายเอาพระพุทธเจ้ากำหนดจำแนกไว้เอาอย่างย่อๆมีสามคือ.ฝ่ายดี(กุศล),ชั่ว(อกุศล),และฝ่ายกลางๆไม่ดีไม่ชั่ว(อัพยากตา)ทั้งหมดเรียกว่าธรรมคือธรรมชาติหมายถึง.สิ่งที่เกิดขึ้นเองมีอยู่จริง.และยังมีคำที่มีความหมายแทนคำว่าธรรมชาติอีกคำคือคำว่าธาตุ..
(https://lh3.googleusercontent.com/-RKeZaUB3EYk/UZiQTNR5GXI/AAAAAAAAEN4/IfpcYu8dopM/w277-h419-no/164619_613376872025038_874854698_n.jpg)
มีการกล่าวถึงธาตุไว้มากมายหลายๆหมวดทั้ง...
ธาตุสี่คือ .ดิน,น้ำ,ลม,ไฟ,ธาตุสี่นี้หมายเอาส่วนประกอบในร่างกายทั้งหมด,
ธาตุหก มีการเพิ่มส่วนที่เป็นที่ว่างในกายเช่นช่องหู,ช่องจมูก,เรียก.อากาศธาตุ
และรวมเอาสิ่งที่ทำงานในการรับรู้อารมณ์คือใจว่า.วิญญาณธาตุ...
แต่คำว่าเกิดขึ้นเองในที่นี้มีความหมายกว้างไกลกว่าความเข้าใจกัน
ตามภาษาที่ใช้กันอยู่ทั่วๆไปดังได้เคยอธิบายไว้ตอนต้นในเรื่องธรรมชาติ.
ตามความหมายในมติของพระพุทธศาสนาคือ
การเกิดขึ้นเองโดยอาศัยเหตุปัจจัย ไม่ใช่เกิดเองโดยไม่มีเหตุ
เหมือนความเห็นของพวกลัทธิเดียรถีคือพวกที่ยึดถือคำสอน
ภายนอกพระพุทธศาสนา
สิ่งที่เกิดขึ้นเองที่จะกล่าวถึงในเรื่องเจตสิกที่เป็นส่วนประกอบของจิต
หมายถึงสภาพตามธรรมดา
โดยปกติสิ่งเหล่านี้จะมีอยู่ในสิ่งนั้นๆอยู่แล้วมีครบอยู่แล้วมาแต่เดิมของมันไม่ว่าใครจะปรารถนาหรือไม่ก็ตามเพียงแต่ว่าความมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้จะมีความเข้มข้นมีกำลังมากน้อยต่างกันในจิตแต่ละคนๆความต่างกันของส่วนประกอบในจิตที่ชื่อเจตสิกทั้งฝ่ายดีและไม่ดีนี้ ท่านเรียกว่าความเป็นผู้มีอินทรี อ่อน แก่ ไปตามลำดับผู้มีอินทรีอ่อนคือผู้ที่เจตสิกฝ่ายดีมีกำลังน้อย ฝ่ายไม่ดีมีกำลังมาก ส่วนผู้มีอินทรีแก่ก็ตรงกันข้าม การจะเป็นผู้ปฏิบัติที่ได้ผลตรงตามความประสงค์ของตนจำเป็นต้องมีความเข้าใจและยอมรับในความจริงของส่วนประกอบที่มีอยู่ในจิตใจตนเรียกอีกอย่างว่าการรู้จริตของตนเอง ความเป็นไปตามปกติของใจแต่ละดวงๆหรือแต่ละคนๆเรียกว่าจริต.มีการกำหนดจำแนกประเภทของจริตไว้หกจำพวกคือ
ราคะ,โทสะ,โมหะ,ศรัทธา,วิตก,และพุทธิจริต ลักษณะที่พอสังเกตได้ในบรรดาจริตทั้งหกประเภทคือ
ราคะจริต-จะมีนิสัยชอบสิ่งที่สวยงามชอบความมีระเบียบ สะอาด ชอบสนุก ชอบกินอาหารรสจัด เป็นต้น,
โทสะ.-มักโกรธง่าย หงุดหงิดเดือดดาด,มีอารมณ์รุนแรงในการแสดงออกชอบทำงานที่ออกแรงมากๆ
โมหะ.-มักหลงลืมง่ายไม่รอบคอบ,ไม่ชอบใช้ความคิด,ใช้ชีวิตแบบตามแต่กรรมจะพาไป
ศรัทธา -มักเชื่ออะไรง่ายๆ,ให้ความสำคัญกับคนอื่นในการตัดสินใจแม้ในเรื่องสำคัญๆ
วิตก –มักคิดมาก คิดวกวน แต่คิดไม่มีหลักเกณฑ์,
พุทธิ-ชอบคิดพิจารณาให้เห็นเหตุผลโดยครบถ้วนรอบคอบไม่เชื่ออะไรง่ายๆเป็นต้น..
แต่โดยความเป็นจริงจริตทั้งหกประเภทก็จะมีปนๆกันอยู่ในใจแต่ละคนที่น่าสังเกตคือมีพวกที่เข้ากันได้..คือมักจะเกิดอยู่ร่วมกันและที่เข้ากันไม่ได้เพราะจะไม่เกิดร่วมกันก็มี เช่นพวกจริตที่มักเกิดด้วยกันคือโมหะมักเกิดร่วมกับศรัทธา..แต่จะไม่เกิดร่วมพุทธิจริต ส่วนวิตกจริต,ราคะ,และโทสะจะเกิดร่วมกันกับพุทธิจริตได้..แต่โดยปกติราคะและโทสจริตจะเกิดร่วมกับจริตอื่นๆได้ทั้งหมด.เหตุที่ท่านกำหนดแยกไว้เป็นหกนั้นหมายถึงถือเอาตามตัวที่มีกำลังมากๆ..เมื่อเราเข้าใจความเป็นไปตามธรรมดาของใจตน ความมีอยู่ของส่วนประกอบตามปกติของใจตนอย่างทั่วถึงถูกต้องแล้วการจะจัดการส่งเสริมเพิ่มกำลังส่วนประกอบในส่วนที่ดีที่เห็นว่ามันยังมีกำลังน้อยอยู่และกำจัดส่วนที่ไม่ดีที่เราเห็นว่ามันมีกำลังมากเกินไปนั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ง่ายการจัดการเพิ่มหรือลดส่วนประกอบที่ดีและไม่ดีในใจ
นี้คือกระบวนการที่เรียกว่าการปฏิบัติธรรม..แปลความหมายให้เข้าใจง่ายๆว่าการทำให้เกิดผลที่พึงประสงค์ ในความหมายนี้จะไม่ครอบคลุมความหมายว่า.ดีหรือไม่..หากจะมีคำถามเกิดขึ้นมาว่าถ้าเราจะปฏิบัติธรรมแล้วหากไม่ต้องการผลที่ดีแล้วจะต้องการอะไร ถ้าจะตอบให้ถูกต้องที่สุดก็คือในคำสอนของพระพุทธเจ้าคือพุทธศาสนานั้นผลอันพึงประสงค์โดยสูงสุดมิได้หมายเอาผลที่ดีตามที่คนทั่วไปเข้าใจ..แน่นอนว่าอาจจะมีปัญหาต่อไปให้ขบคิดในประเด็นคำตอบที่ได้รับ และนี่คือจุดเริ่มต้นในเนื้อหาที่น่าสนใจต่อลำดับคำที่จะอธิบายต่อๆไป.ในการศึกษาคำสอนพุทธศาสนาที่มีความละเอียดลึกซึ้งและกว้างขวางนั้นเป็นเรื่องยากในการทำความเข้าใจให้ถูกต้องทั่วถึงได้ทั้งหมด.แต่จะอย่างไรก็ตามโดยภาพรวมหรือโดยความเป็นจริงแล้วการที่ใครสักคนจะมีความยินดีในการศึกษาคำสอนของพุทธศาสนาได้นั้น..แม้ว่าจะมีความเข้าใจในคำสอนนี้น้อยหรือไม่มีความเข้าใจเดิมอยู่เลยก็ถือว่าเป็นผู้ได้เคยเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามาแล้วในอดีตเรียกว่ามีบุพเพ กตบุญตาคือเคยทำบุญในศาสนาพุทธมาแล้ว
ส่วนบุญที่เคยสะสมมาจะมากหรือน้อยวัดกันที่อินทรีที่หมายถึงส่วนประกอบที่ดีและไม่ดี,หรืออาการที่เคยเป็นไปตามปกติในใจของแต่ละคนที่เรียกว่าจริตตามที่อธิบายมาตั้งแต่ต้น แต่ถ้าจะให้ถูกตรงจริงๆตามความหมายโดยนิยมสำหรับหมวดธรรมที่ชื่ออินทรีหมายเอาเฉพาะส่วนประกอบที่เกี่ยวกับจิตฝ่ายดีและส่วนประกอบที่เกิดรวมกันในกายที่สิ่งจำเป็นต่อความมีสมรรถภาพในการทำงานของใจโดยไม่อาจจะกำหนดได้ว่าดีหรือไม่(อัพยากตา)นี้หมายเอารูปคือองคาพยพในกาย...ส่วนที่เป็นนามธรรม..เช่นในหมวดอินทรีห้า มีศรัทธา,วิริยะ,สติ,สมาธิ,ปัญญา,ถ้าสังเกตดูองค์ธรรมทั้งห้าตัวจะเห็นได้ว่าทั้งหมดเป็นส่วนประกอบที่เป็นฝ่ายดี ส่วนอินทรีอีกกลุ่มที่เป็นฝ่ายกลางๆที่มีทั้งฝ่ายรูปและนามทำงานด้วยกันก็คือ
จักขุนทรี คือจักขุประสาทรูปและวิถีจิตที่เป็นไปทางตาเรียกอีกอย่างว่าจักขุวิญญาณ,
โสตินทรี โสตประสาทรูปและวิญญาณที่ทำงานทางหู,
ฆานินทรี ฆานประสาทรูปและวิญญาณที่ทำงานทางจมูก,
ชิวหินทรี ชิวหาประสาทรูปและวิญญาณที่ทำงานทางลิ้น,
กายินทรี กายประสาทรูปและวิญญาณที่ทำงานทางกาย,
และ มนินทรี หทยวัตถุ(อาจหมายถึงสมองหรือหัวใจ)
อันเป็นที่เกิดของวิญญาณที่ชื่อมโนวิญญาณหมายถึงจิตหรือใจ
และอีกส่วนที่เหลือเช่น
สุขขินทรี อินทรีคือความสุข,
ทุกขินทรี อินทรีคือทุกข์,ปุริสินทรี อินทรีที่ทำให้รู้ลักษณะว่าเป็นชาย,
อิตถินทรี อินทรีที่ทำให้รู้ว่าเป็นหญิงเป็นต้น
ในกลุ่มนี้เรียกรวมๆว่าอินทรียี่สิบสองคือที่มีอยู่ทั้งหมดมีจำนวนเท่านี้ แต่ที่นำมาแสดงนี้ไม่ได้นำมากล่าวไว้ทั้งหมดเพราะไม่จำเป็นที่ผู้ศึกษาใหม่จะต้องเรียนรู้ทั้งหมดและอาจเป็นปัญหาให้เกิดความเบื่อหน่ายในการจดจำและทำความเข้าใจได้
สำหรับความหมายที่แท้จริงของอินทรีอีกอย่าง.คือธรรมชาติที่เป็นใหญ่ในกิจของตน เช่นศรัทธาเพราะเป็นใหญ่ในการทำหน้าที่เชื่อ ส่วนตาเป็นใหญ่ในการเห็นรูป หูเป็นใหญ่ในการฟังเป็นต้น การเข้าใจในธรรมชาติที่มีอยู่ในจิตอย่างถูกต้องตามหลักที่กล่าวไว้ในหมวดธรรมต่างๆจะเป็นเครื่องช่วยในการปฏิบัติให้ได้ผลง่ายขึ้น
แต่ว่ามีปัญหาที่เกิดซ้อนขึ้นมาในเรื่องผลของการปฏิบัติที่ได้กล่าวมาแล้วว่า..ผลอันพึงประสงค์ของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันตามแต่ความเข้าใจในชีวิต.ในคุณค่าหรือสาระต่อชีวิตซึ่งการเห็นคุณค่าและสาระของชีวิตที่ต่างกันเกิดมาจากการสะสมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องหรือที่ตนพอใจตามธรรมดาของตนซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามความจริงในธรรมชาติก็ได้.ตลอดระยะเวลาที่ยาวนานกับการเกิดตายในวัฏฏะอันเป็นความเป็นมาจริงของชีวิตแต่ละคนเหตุแห่งความรู้และความหลงที่สะสมมาต่างกันนี้เองเป็นที่มาของคำสอนที่กว้างขวางหลากหลายในพุทธศาสนาเพื่อการตอบสนองแก่ความต้องการ และเพื่อความเหมาะสมแก่กำลังความโง่หรือฉลาดของแต่ละบุคคลที่ได้เข้ามาแสวงประโยชน์จากคำสอนพุทธ .
และรวมถึงความหลากหลายในการเกิดศาสดาของแต่ละลัทธิความเชื่อมากมายอีกด้วย สภาพแห่งธรรมชาติของกลุ่มนามธรรม(สังขารขันธ์)ที่รวมกันประกอบอยู่ในจิตของแต่ละบุคคลเรียกอีกหลายอย่างเช่นว่าอุปนิสัย,วาสนา,บารมี,อธิมุติ,จริต,ในบรรดาคำเหล่านี้มีความหมายเกี่ยวข้องสัมพันธ์ใกล้ชิดกันจึงมีความจำเป็นในการนำมาใช้อธิบายสาระที่จะกล่าวถึงในเรื่องผลที่พึงประสงค์อันสูงสุดในการศึกษาและปฏิบัติตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา...ในคำสอนจำนวนมากมายที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้มีบทธรรมที่ท่านได้ยกขึ้นแสดงไว้
เป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการกำหนดมติคือข้อตกลงทางความคิดที่สำคัญมากอยู่เรื่องหนึ่งคือ ที่กล่าวไว้ว่า ธรรมทั้งหลายล้วนเกิดจากเหตุตถาคตกล่าวเหตุแห่งธรรมนั้น..ผู้ที่ได้รับประโยชน์ในการได้ยินและเข้าใจลึกซึ้งจากธรรมบทนี้..จนได้เข้าถึงธรรมที่เป็นทางเดินอันมั่นคงในเบื้องต้นของพุทธศาสนา(โสดาบัน)โดยที่ยังเป็นนักบวชนอกพุทธศาสนาอยู่คืออุปติสสะหรือที่เรารู้จักกันดีว่าพระสารีบุตรนี้เป็นตัวอย่างที่จะชี้ให้เห็นความสำคัญหรือความแตกต่างในการสะสมความดีความฉลาดมาจนมากพอแล้วจากอดีต.จนกระทั่งให้เกิดผลที่เป็นสิ่งเหลือวิสัยที่เราจะคาดเดาได้ว่าเป็นไปได้อย่างไร
นี้หมายถึงถ้าจะเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคนเราทั่วๆไปที่ต่างก็เคยได้ยินได้ฟังบทธรรมนี้กันมาแล้ว โดยเฉพาะทุกคนที่เป็นชาวพุทธเหตุที่นำเรื่องนี้มากล่าวก็เพื่อจะใช้เป็นมาตรฐานเครื่องวัดอินทรีอันเป็นสิ่งที่เราสะสมมาและมีอยู่ในใจแต่ละคนว่ามีมากน้อยเพียงใด คือถ้าเราคิดสงสัยว่าเรามีอินทรีอ่อนหรือแก่วัดกันง่ายๆแค่เรื่องนี้ก็ได้..แต่ถ้ายังมีใครที่อาจจะเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกว่าก็วิธีการที่จะใช้หลักเกณฑ์นี้มาเป็นเครื่องวัดก็ไม่เห็นบอกไว้เลยว่าจะทำอย่างไร.บอกให้ก็ได้ว่าถ้าไม่เข้าใจแสดงว่าอินทรียังอ่อนชนิดอ่อนเยาว์เลยทีเดียว ......ต่อมาเมื่อสามารถกำหนดได้ว่าตนเป็นผู้มีอินทรีอ่อน,แก่ได้แล้วก็ให้รู้ความเคยชิน(จริต)ตามที่ได้อธิบายมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงการกำหนดจุดมุ่งหมาย..
ในปัญหาความแตกต่างของจุดมุ่งหมายสำหรับแต่ละคน
จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะถ้าจะกล่าวโดยสรุปจริงๆ
คำสอนทั้งหมดทั้งปวงบรรดามีในทุกๆศาสนา ก็คือการสอนให้เห็น
สาระในชีวิตโดยสูงสุดตามความรู้
(https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-prn2/969454_524688830924321_1898391813_n.jpg)
: https://www.facebook.com/AKALIGO.com.thailand?hc_location=stream (https://www.facebook.com/AKALIGO.com.thailand?hc_location=stream)